วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ = ปฏิรูปประเทศไทย



    ภายหลังที่เรามีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ.2551 โดยมีคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการและคณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ตามพระราชกฤษฎีกา คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 เสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อดำเนินการต่อไปในเวลานี้

    ผมนึกถึงข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป ที่นำโดยนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ โดยการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคแบบนี้ เพราะแทนที่จะผ่านงบประมาณจังหวัดไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้ล่าช้าเหมือนเดิม เหตุใดไม่ส่งไปยังจังหวัดโดยตรงเสียเลย และอนุญาตให้เขาวางแผนปฏิบัติราชการประจำปีโดยจังหวัดจัดการตนเอง แต่ละที่จะได้มีความคล่องตัวและสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนการวางแผนจากส่วนกลางเหมือนเช่นในอดีต

    คณะกรรมการปฏิรูปเคยเสนอให้ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกทั้งหมด แล้วโอนอำนาจการจัดการทรัพยากร รวมถึงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองท้องถิ่น ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการ ทั้งเรื่องที่ดิน ป่า น้ำ และโรงเรียน รวมถึงการให้มีตำรวจของตัวเอง เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และบังคับใช้กฎเกณฑ์ของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้ท้องถิ่นมีระบบราชการเป็นของตัวเอง

    นอกจากนี้ การกระจายอำนาจควรให้แต่ละท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บภาษีบางประเภท และได้ส่วนแบ่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย และสามารถลงทุนหรือจัดตั้งกองทุนเพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองได้ ส่วนรัฐบาลกลางให้มีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะกิจการระดับชาติ เช่น การป้องกันประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการจัดเก็บภาษีในภาพรวม แต่จะไม่มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ในสังกัด เป็นต้น

    ทำความเข้าใจกันก่อนว่า “การบริหารราชการส่วนกลาง” นั้น หมายถึงกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทั้งหลายเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในแต่ละกระทรวง ส่วน “การบริหารราชการส่วนภูมิภาค” หมายถึงจังหวัดและอำเภอ ซึ่งเป็นการแบ่งอำนาจของราชการส่วนกลางบางส่วนลงไปในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในจังหวัด และมีนายอำเภอซึ่งสังกัดกรมการปกครองเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในอำเภอ ซึ่งทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจเฉพาะเพียงที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลางและตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 เท่านั้น

    ส่วน "การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น” เป็นการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการกระจายอำนาจปกครอง มีการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลแยกอิสระออกจากการบริหารราชการส่วนกลาง ทำให้มีสิทธิและอำนาจในการทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ ตลอดจนเป็นเจ้าของหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในท้องที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณและรายได้เป็นของท้องถิ่นเอง 

    ปัจจุบันมีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ไม่ว่าจะเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กับรูปแบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เพื่อให้ “จังหวัดจัดการตนเอง”

    ผมสนับสนุนแนวคิดนี้เต็มที่ เพราะบริหารราชการส่วนภูมิภาคนั้นน่าจะเป็นส่วนเกินของโครงสร้างอำนาจในประเทศไทย เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจปกครองที่ขัดแย้งกับหลักการกระจายอำนาจ อย่าลืมว่าจังหวัดและอำเภอไม่มีงบประมาณเป็นของตนเอง แต่ต้องอาศัยการจัดสรรจากราชการส่วนกลางลงไปในพื้นที่ ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีอำนาจ มีงบประมาณ ในการจัดการตนเองในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เหตุใดจะต้องมีองค์กรให้ทับซ้อนกัน

    จริงๆ แล้ว การบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นการแบ่งอำนาจการปกครองภายหลังการปฏิรูประบบราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และบางส่วนลอกแบบมาจากประเทศฝรั่งเศส แต่ผ่านมา 100 ปีพอดีในปีนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่ไปไหน เรามีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ที่ทำงานทับซ้อนบทบาทกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด และมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทำงานทับซ้อนบทบาทกับองค์การบริหารส่วนตำบล ในขณะที่ประเทศต้นแบบอย่างฝรั่งเศสเอง กลายเป็นระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไปทั้งหมดตั้งแต่ปี 2525 แล้ว

    สังคมไทยต้องตระหนักว่า ข้อเสนอของการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ไม่ได้ต้องการจะมุ่งให้เป็นแบบสหรัฐ ที่มีรัฐบาลท้องถิ่น คู่กับรัฐบาลกลาง แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นรัฐเดี่ยว เหมือนในญี่ปุ่นและฝรั่งเศส โดยให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารจัดการตัวเองเท่านั้น

    ทุกวันนี้เราเสียงบประมาณแผ่นดินให้แก่ระบบโครงสร้างอำนาจที่ทับซ้อนกันไปมากมายเท่าไหร่? เท่าที่ผมสำรวจมา เราเสียงบประมาณแผ่นดินให้แก่ระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วย ที่มีจำนวนกว่า 290,000 คน โดยใช้งบประมาณกว่า 20,000 ล้านบาทในแต่ละปี โดยที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีบทบาทการทำงานทับซ้อนกับองค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีการเลือกตั้งตัวแทนจากแต่ละหมู่บ้านเพื่อไปทำหน้าที่เช่นกัน

    นอกจากนี้ การทำงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ทับซ้อนกับบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อก่อนนี้นั้น ภาคประชาชนเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกระจายอำนาจ แต่ได้องค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นมาทดแทน ขณะที่ระบบผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังมีอยู่ ดังนั้น ประเทศไทยควรจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้โครงสร้างทางอำนาจทับซ้อนกันเหมือนที่เป็นอยู่ ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า บทบาทของสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย นอกจากการเรียกเก็บเงินจากการขออนุญาตสร้างปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่เท่านั้น

    ในความเห็นผมแล้ว หากยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค แล้วเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทุกพื้นที่ ก็ควรยกเลิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งควรเป็นองค์กรบริหารอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยควรให้มีการโอนย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดจังหวัดด้วย เพื่อทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งสามารถทำได้ในแต่ละพื้นที่โดยตรง ดังเช่นประเทศญี่ปุ่นที่มีตำรวจระดับจังหวัดทั้งหมด หรือในหลายประเทศมีตำรวจเทศบาลและมลรัฐ ส่วนที่มีตำรวจระดับชาติอย่างอินโดนีเซียก็มีวิธีการบริหารโดยการกระจายอำนาจตำรวจด้วย

    “จังหวัดจัดการตัวเอง” คืออนาคตของประเทศไทย และการกระจายอำนาจที่แท้จริง ดังนั้น ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ให้จังหวัดจัดการตนเอง = ปฏิรูปประเทศไทย


(เผยแพร่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2557)

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net