วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จับตาสงครามเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่


รัสเซียจับมือจีนเดินหน้าโครงการสร้างเครื่องบินโดยสาร-เฮลิคอปเตอร์แบบใหม่

 [ภาพจาก manager]

 

กลายเป็นข่าวใหญ่โตสะเทือนโลก ให้จับตาสงครามเศรษฐกิจเงินตราครั้งใหญ่ เมื่อรัสเซียจับมือกับจีนประกาศวาระทางเศรษฐกิจ ท้าทายอำนาจโลกตะวันตกอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐเมริกา ในการประกาศยกเลิกการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อ-ขายพลังงานร่วมกัน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา

รายงานข่าวล่าสุดจากกรุงมอสโกยืนยันว่า Gazovaya Promyshlennost (Gazprom) บริษัทอุตสาหกรรมก๊าชและพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งรัฐบาลรัสเซียถือหุ้นอยู่ 50.01% ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะยกเลิกการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในทางบัญชีอย่างสิ้นเชิงในอนาคต โดยจะเริ่มต้นจากตลาดพลังงานระหว่างรัสเซียและจีนก่อน โดยเปลี่ยนมาใช้เงินรูเบิลของรัสเซีย และเงินหยวนของจีน เป็นสื่อกลางในการซื้อขายก๊าซธรรมชาติอย่างเต็มตัวแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำร่องการหันหลังให้อเมริกา

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางแห่งเยอรมนี (Deutsche Bundesbank) ก็ได้สร้างความตกตะลึงครั้งใหญ่เช่นกัน ด้วยการประกาศถอนทองคำจำนวนกว่า 30-50 ตัน ที่ฝากไว้ในธนาคารกลางสหรัฐ (FED) กลับประเทศของตนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ ภายหลังจากปีที่แล้วได้ทยอยถอนคืนทองคำจำนวนกว่า 32 ตันที่ฝากไว้ในกรุงปารีสของฝรั่งเศสและมหานครนิวยอร์ก ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งถือเป็นการถอนทองคำครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

อย่าลืมว่า เยอรมนีถือเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองในครอบครองสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา โดยปริมาณทองคำสำรองของเยอรมนีตามข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council) มีมากถึง 3,387 ตัน และกำลังเตรียมทยอยถอนทองคำทั้งหมดกว่า 674 ตัน ที่ฝากไว้ในต่างประเทศกลับคืนให้หมดภายในปี 2563 เพื่อสร้างความมั่นคงทางการคลังให้ตนเองต่อไป

การต่อสู้ทางเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะดูเหมือนว่าศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกได้พยายามเปลี่ยนทิศ เศรษฐกิจของโลกเมื่อก่อนนั้นยึดครองและกำกับโดยนายธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา แต่ภายหลังวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (subprime mortgage crisis) หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้ความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา การกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง ระดับหนี้สินของบริษัทและบุคคลที่สูงเกินไป ทำให้เห็นความอ่อนแอในระบบการเงินและระบบการควบคุมทั่วโลก และดูเหมือนว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา คือประเทศจีน

ก่อนหน้านี้โลกของเราใช้ทองคำที่มีจำกัดเป็นสินทรัพย์หนุนหลังเงินกระดาษ เพื่อสร้างระบบการเงินของโลกให้มีเสถียรภาพ ป้องกันระบบเงินเฟ้อเพราะทองคำมีจำนวนจำกัด ชาติใดจะพิมพ์เงินตราออกมาใช้ได้ จะต้องมีทองคำเป็นทุนสำรอง 100% โดยอังกฤษเป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรฐานทองคำในปี 2364 ทำให้เงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นเงินตราสกุลหลักที่มีเสถียรภาพและทรงมูลค่ามากที่สุดในยุคนั้น

หลังจากนั้นในอีก 100 ปีกว่าต่อมา สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็สถาปนาตัวเป็นผู้นำของโลกแต่นั้นมา จนกระทั่งปี 2514 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ได้ประกาศยกเลิกการใช้ทองคำหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตร ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นเพียงชาติเดียวในโลกที่สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาเป็นปริมาณเท่าใดก็ได้ เนื่องจากค่าเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐเป็นที่ยอมรับของโลกในขณะนั้น จึงสามารถใช้เงินตนเองเป็นมาตรฐานรองรับเทียบเท่าทองคำ โดยใช้อุปสงค์-อุปทานเป็นตัวกำหนดค่าเงินดอลลาร์ และมีการแก้กฎหมายเปลี่ยนระบบเงินตราจากระบบ Promissory Note มาเป็นระบบ Fiat Money

อาจกล่าวได้ว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ควบคุมการผลิตเงินด้วยตนเองเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจอเมริกาดังกล่าว ตามข้อตกลงของ IMF โดยที่ไม่ต้องมีทองคำมาสำรองตามจำนวนที่พิมพ์ออกมา แม้จะทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาไม่เคยฝืดเคืองเลยนับแต่นั้นมา แต่ปัญหาดังกล่าวมันได้ทำให้ภาวะข้าวยากหมากแพงระบาดไปทั่วโลกที่ไม่ใช่ประเทศสหรัฐอเมริกา และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจแบบอเมริกาในอนาคต

ภายหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาหนี้สินมหาศาล แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ได้พยายามแทรกแซงเศรษฐกิจโดยพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมาใช้มากกว่าระดับปกติถึง 3 เท่าก็เอาไม่อยู่ และหลายประเทศก็พยายามหันหลังให้อเมริกานับแต่นั้นมา

ไม่มากก็น้อย จากการผลักดันของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกในขณะนี้กำลังจะเปลี่ยนไปใช้เงินตราสกุลอื่นมากขึ้น เช่น เวเนซุเอลาเองก็ขายน้ำมันตนเองด้วยค่าเงินยูโร (EUR) กระทั่งในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ครั้งที่ 146 ที่ผ่านมา ที่เมืองอาบู ดาบี ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน เป็นประเทศหนึ่งที่ผลักดันแนวคิดนี้ โดยเสนอให้ตั้งธนาคารโอเปกและขอให้เลิกซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกด้วยเงินดอลลาร์ ซึ่งทั้งหมดนั้นคือการคุกคามเศรษฐกิจอเมริกาโดยตรง

[ข้อมูลเพิ่มเติมโดยกมล กมลตระกูล - อย่าลืมว่า เงินที่พิมพ์ออกมานี้ก็คือเงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าหรือจ่ายหนี้ให้ประเทศที่อเมริกานำเข้าสินค้า มาตรฐานชีวิตคนอเมริกัน จึงสูงที่สุดในโลก เพราะพิมพ์เงินออกมาซื้อฟรี กินฟรีสินค้าจาก ทั่วโลก หรือลงทุนในประเทศอื่นๆเพื่อหากำไร ส่งกลับเข้าประเทศ ประเทศที่ขายสินค้าให้ อเมริกาก็นำเงินดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือนำมาไว้ใช้ซื้อน้ำมันมาบริโภค และเพื่อนำเข้ามาผลิตสินค้าไว้ขายอเมริกาต่อไปเป็นวงจร

หรือไม่ก็นำมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน (U.S. Treasury Bonds) ซึ่งก็คือ นำเงินที่ขายสินค้าได้ดุลมาให้อเมริกาที่เป็นผู้บริโภคกู้เพื่อนำมาซื้อสินค้ากลับไปกินไปใช้ใหม่ (recycle)

ตัวเลขในปี 2007 จีน ถือพันธบัตรอเมริกันไว้ทั้งสิ้น 396.7 พันล้านเหรียญ หรือเกือบ แสนล้านเหรียญ ส่วนญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ที่สุดของอเมริกา คือ 582.2 พันล้านเหรียญ หรือเกือบ แสนล้านเหรียญ

ประเทศผู้ขายน้ำมันก็นำเงินดอลลาร์มาขาย ในตลาดเงิน - Foreign Exchange Markets (Forex) เช่น ที่ลอนดอน หรือนิวยอร์ก สิงคโปร์ ให้ประเทศที่ต้องการบริโภคน้ำมันซื้อไปเพื่อใช้ซื้อน้ำมันต่อไป

เงินดอลลาร์จึงหมุนเวียนอยู่ภายนอกอเมริกาเป็นเช่นนี้มาหลายสิบปีติดต่อกันมา

แต่วงจรนี้กำลังจะถูกทำให้สะดุด และอเมริกาจะยอมไม่ได้ เพราะว่าถ้าปล่อยให้มันเกิดขึ้น หนี้สินจำนวน 8.11 ล้านล้านเหรียญที่อเมริกา เป็นหนี้ชาวโลก ก็ต้องหามาจ่าย และอเมริกาก็ไม่มีเงินนี้จ่าย นอกจากจะต้องขายทรัพย์สิน หรือบริษัทไปสักครึ่งประเทศ

ประธานาธิบดีซัดดัมแห่งอิรักบังอาจท้าทาย ความเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของอเมริกา โดยขายน้ำมันของตน ด้วยเงินยูโรแทนดอลลาร์ ในปี 2000 และเปลี่ยนเงินสำรองประเทศของตนเป็นยูโรด้วย ทำให้หลายๆ ประเทศ ที่ซื้อน้ำมัน จากอิรักต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

ความต้องการ (demand) ดอลลาร์ในตลาดโลกจึงทยอยลดลง ในปี 2002 เงินดอลลาร์ มีค่าลดลงร้อยละ 18 พอถึงปี 2003 อเมริกา จึงบุกอิรัก โดยอ้างว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ (อิหร่าน อาจจะโดนเช่นเดียวกัน) จากนั้นก็เปลี่ยนการ ซื้อขายน้ำมันของอิรักจากเงินยูโรกลับมาเป็น เงินดอลลาร์ใหม่

อิหร่านเริ่มยุติการซื้อขายน้ำมันของตนจากเงินดอลลาร์มาเป็นเงินยูโรแทนเมื่อปี 2003 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ค่าเงินดอลลาร์ก็ลดลงแล้วถึงร้อยละ 30 ในวันนี้ ตามหลักความต้องการซื้อ (demand) และความต้องการขาย (supply) เมื่อความต้องการซื้อลดลง ราคาของสิ่งนั้นก็ลดตามด้วย

การแก้เกมของอเมริกาคือ การปั่นราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้นเพื่อสร้างความต้องการซื้อดอลลาร์ให้อยู่ในระดับเดิม ทุกวันนี้ราคาน้ำมันจึงพุ่งทะยานขึ้นเกือบแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว

ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล อเมริกาอาจจะตัดสินใจ โจมตีอิหร่านเหมือนเช่นที่ทำกับอิรักด้วยเหตุผลเดียวกันคือ กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยใช้ยุทธวิธี "โจมตีก่อนแล้วพิสูจน์ทีหลัง" (pre-emptive strike )

อย่างไรก็ตามอิหร่านเป็นประเทศใหญ่กว่าอิรักมาก มีประชากรมากกว่า ถ้าอเมริกาโจมตี และเข้ายึดครอง ก็อาจจะเป็นสงครามยืดเยื้อกว่าสงครามอิรัก และอาจจะต้องลงทุนด้วยชีวิต ทหารอเมริกันมากกว่าอิรักอีกหลายเท่า

คนอเมริกันจำนวนมากจึงไม่เห็นด้วย รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ รัฐบาล และสื่อมวลชน ดังนั้นจึงมีรายงานวิจัย เผยแพร่ออกมาว่าอิหร่านได้ยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาแล้วตั้งแต่ปี 2003 เพื่อป้องกัน ไม่ให้ประธานาธิบดีบุชโจมตีอิหร่านเสียก่อน แล้วพิสูจน์ทีหลัง

ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ก็ยุติการขาย น้ำมันของตนด้วยเงินดอลลาร์ไปแล้ว แต่ขายเป็นเงินยูโรแทน ดังนั้นโอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่ากลับมามีอิทธิพลในตลาดเงินโลกเหมือนเดิมจึงมีโอกาสน้อย หรือเป็นไป ไม่ได้เลย

สถานการณ์ข้างต้นเป็นสัญญาณขาลงของอภิมหาอำนาจที่ครองความเป็นเจ้ามาเป็นเวลาเกือบ 60 ปี ซึ่งสั้นกว่ายุคล่าอาณานิคมที่ยาวนานเป็นร้อยปี]

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในรอบนี้ น่าสนใจว่ารัฐบาลจีนกำลังจะเลิกใช้เงินดอลล่าร์เป็นสกุลอ้างอิงและใช้ทองคำเป็นมาตรฐานหนุนหลังเงินหยวนเพื่อปฏิวัติระบบการเงินโลกใหม่ในไม่ช้า หรือในไม่กี่ปีหลังจากนี้ หากเศรษฐกิจของจีนเชื่อมโยงกับโลกมากพอ ถึงวันหนึ่งโลกอาจจะใช้เงินหยวนเป็นทุนสำรองแทนเงินดอลล่าร์สหรัฐก็ได้ เพราะทุนสำรองเป็นที่เก็บสินทรัพย์เพื่อการค้าระหว่างประเทศ เมื่อทุกประเทศค้าขายกับจีนมากขึ้น ซึ่งจำทำให้เงินหยวนขึ้นครองโลกโดยอัตโนมัติ และระบบเงินดอลล่าร์ก็อาจจะพังทลาย

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียออกมาให้สัมภาษณ์อย่างแข็งกร้าวว่า "เวลานี้สถานะและความน่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลกกำลังเสื่อมถอยลงอย่างมาก และการเสื่อมถอยที่ว่านี้ เป็นผลพวงโดยตรงจากการที่รัฐบาลอเมริกา มีพฤติกรรมแทรกแซงประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง" เขาย้ำว่า "การตัดสินใจของ Gazprom  ในการเลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นสื่อกลางทางบัญชีครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของบทเรียนล้ำค่าอีกหลายบทเรียนที่สหรัฐอเมริกากำลังจะได้รับ และเป็นสัญญาณเตือนว่า ทั่วโลกกำลังหันหลังให้อเมริกา"..

จับตาสงครามทางเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่อย่างใกล้ชิด เมื่อรัสเซียจะจับมือกับจีนเพื่อเป็นเจ้าโลก อย่างไรเสียสหรัฐอเมริกาคงไม่มีวันยอม!

 


*เผยแพร่ครั้งแรก ยกเว้นใน [] คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 29 มิถุนายน 2557

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net