วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้น ไปเหยียบฉ่า..กัน


 

ตามรอยเสด็จประพาสต้น อุทัยธานี – นครสวรรค์

เที่ยวละไม สุขใจอากาศสดชื่น

 

            เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา หลังจากเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวปล่อยขบวนคาราวาน ท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค 7 เส้นทางทั่วไทย กับโครงการเที่ยว 12 เดือนสุขใจให้พลังชีวิต ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยมีคุณอานุภาพ ธีรรัฐ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย คุณโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

              

              ภายในมีพิธีกรให้ความบันเทิงและ ดาราพิธีกรรับเชิญ คุณเบนส์ พรชิตา ณ สงขลา มาร่วมงานในครั้งนี้ ด้วย  ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการนำร่องภายใต้ กลวิธีสร้างความสุขใจ ให้พลังชีวิต ภายใต้แนวคิด เที่ยวละไมสุขใจ สูดอากาศสดชื่น ประกอบด้วย 7 เส้นทางดังนี้

                1.ภาคใต้ – เส้นทางสุราษฏร์ธานี –นครศรีธรรมราช

                2.ภาคเหนือ- เส้นทางอุทัยธานี – นครสวรรค์

                3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ –เส้นทางนครราชสีมา  - บุรีรัมย์ –ศรีสะเกษ

                4.ภาคกลาง – เส้นทางกาญจนบุรี

                5.ภาคตะวันออก – เส้นทางปราจีนบุรี – สระแก้ว

                6.เส้นทาง- ระยอง – จันทบุรี

                7.เส้นทางไหว้พระจันทบุรี

                โดยมีการปล่อยขบวนกันแต่เช้า ณ สยามนิรมิต ถนนเทียนร่วมมิตร บรรยากาศคึกครื้นสนุกสนานเป็นอย่างมาก หลายคนสดชื่นเบิกบานถึงแม้วัยจะสูงไปบ้างแต่ก็ใจสู้ พิธีกรบนเวทีสอนโพสต์ท่า ถ่ายรูปก็สามารถทำกันได้หมด ผู้เขียนดูแล้วมีความสุขเมื่อเห็นทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส 

 

            ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมสัมผัสการเดินทางในครั้งนี้ ด้วย โดยเลือกเส้นทางภาคเหนือ เส้นทางอุทัยธานี –นครสวรรค์  ตามรอยประพาสต้น รัชกาลที่ 5  โดยมี อ.พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ เป็นอาจารย์บรรยายพิเศษ เรื่องราวประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ได้อย่างหน้าสนใจ ทำให้ลูกทัวร์ในครั้งนี้ถูกอกถูกใจเป็นอย่างยิ่ง  และการบรรยายให้ความรู้และชมVCD เพื่อสร้างความเข้าใจก่อนถึงสถานที่จริง   เราเริ่มออกเดินทางกันระหว่างเดินทางเราได้รับการดูแลจาก ไกด์สาวหัวใจสวย น้องยุ้ยและน้องนัทหนุ่มหล่ออัธยาศัยดี แห่งบริษัทเพื่อน ธรรมชาติ คอยดูแลลูกทัวร์ทุกท่านเป็นอย่างดี

            ทริปนี้เราใช้ถนนสายเอเชีย ผ่านอยุธยา-สิงห์บุรี-ชัยนาท-เลยแยกห่างน้ำสาคร ไปเล็กน้อย ให้มุ่งหน้าตรงไปนครสวรรค์ ก่อนถึงนครสวรรค์เจอภูเขาที่มีการตัดเส้นทางถนนเรียกว่าแยกอุทัยธานี ให้เลี้ยวซ้าย ก่อนข้ามสะพานให้เลี้ยวซ้ายขับลัดเลาะเลียบแม่น้ำไม่มากนักจะมองเห็นองค์พระปรางค์สีเหลืองได้อย่างชัดเจน

แพท่าเสด็จ

             สถานที่แรกที่เรามาถึงคือ  วัดพระปรางค์เหลือง  ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต.พยุหะคีรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นวัดที่เราตามร่องรอยเสด็จประพาสต้น ของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่  5 ทรงเสด็จมาวัดพระปรางค์เหลืองแห่งนี้ ถึง 3 ครั้ง  จากร่องรอยที่เหลืออยู่ที่ได้มีการอนุรักษ์เก็บเอาไว้นั้น ได้แก่ท่าแพที่มีเสาลวดลายแกะสลักที่อ่อนช้อยงดงาม ยังคงมรรสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มองขึ้นมายังฝั่งวัดพระปรางค์เหลือง พบกองดินขนาดเตี้ยอยู่ด้านซ้ายมือ ทราบจาก มัคคุเทศน์ตัวน้อยประจำท้องถิ่นของเรา นำชมด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ซึ่งเค้าโครงนั้นมีเหลือให้เห็นน้อยเสียเหลือเกินจนไม่สามารถคาดเดาว่าส่วนยอดขององค์เจดีย์เป็นเช่นไร จึงยากต่อการที่จะบูรณะซ่อมแซมเจอแต่ฐานที่ทำด้วยอิฐคาดว่ามีการบูรณะในช่วงสมัยอยุธยา ซึ่งก่อนหน้านี้อาจมีการพบหินศิลาแลงที่ระบุว่าเป็นสมัยทวารวดีที่มีการบอกเล่าต่อ ๆ  กันมาแต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแต่อย่างใด  จากบันทึกทำให้ผู้เขียนทราบว่าหลวงพ่อเงินได้กราบทูล ต่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า บนกองอิฐนั้นน่าจะเป็นองค์พระปรางค์ เล็ก ๆและมีการนำสีเหลืองมาทาไว้  จึงเห็นสมควรชื่อพระปรางค์เหลือง 

เดินลัดเลาะริมฝั่งเจ้าพระยา


                ถัดมานั้นมีพระอุโบสถหลังเล็กๆ  มีการนำเครื่องลายครามสังคโลกมาประดับตกแต่ง และที่หน้าสังเกต ช่อฟ้าใบระกา หน้าบรรณที่แปลกจากที่อื่น  เชื่อว่าเป็นฝีมือช่างชาวจีนเป็นผู้สร้างจึงมีการผสมผสานทางด้านวัฒนธรรมเข้าไป 

             เข้ามาภายในบริเวณวัดที่ดูร่มรื่นสะอาดตาระหว่างที่กลุ่มสมาชิกกำลังนั่งฟังการบรรยาย เนื่องจากผู้เขียนและกลุ่มเพื่อนเป็นคนที่ชอบสำรวจตรวจตราจึงออกเดินรอบ ๆ วัด ทำให้พบศิลปะสกุลช่างที่มีผลงานน่าสนใจยิ่ง คาดว่าเป็นสกุลช่างเมืองสรรคบุรี  ที่สร้างเจดีย์ล้อมรอบอุโบสถ และมีการแทรกเรื่องราวพุทธประวัติและความเป็นอยู่ในท้องถิ่นไว้เป็นจำนวนมาก น่าเสียดายที่ยังไม่มีใครเก็บบันทึกรวบรวมงานฝืมือปั้นของสกุลช่างเมืองสรรคไว้แต่อย่างใด  จึงขอเก็บภาพรายละเอียดรอบ ๆ วัดตามประสาคนซุกซนชอบดูและศึกษางานศิลปวัฒนธรรม เพื่อท่านผู้อ่านไปพบเจอที่ใด ก็จะทราบได้ทันทีว่าฝีมือเป็นช่างสกุลใด

งานปั้นสกุลช่างเมืองสรรคบุรี

 


              ภายในบริเวณวัดยังมีการอนุรักษ์เก๋งเรือที่ทำด้วยไม้สักทอง ที่ใช้เป็นยานพาหนะทางน้ำของพระครูพยุหานุสาสน์ หรือหลวงพ่อเงิน ในครั้งนั้น และใกล้ ๆ กันมีโซ่คล้องช้างเส้นใหญ่และหนักมาก หลวงพ่อเงินได้เลี้ยงช้างไว้จำนวน 3 เชือก เพื่อใช้เป็นพาหนะในกิจของสงฆ์ในสมัยนั้น    มีช้างชื่อพลายมะลิ เพศผู้ รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานโซ่เส้นนี้สำหรับช้างพลายมะลิ พร้อมกับแต่งตั้งหลวงพ่อเงินเป็นเจ้าคณะเมืองพยุหะคีรี ในคณะนั้นและที่สำคัญในครั้งนั้นหลวงพ่อเงินได้มีโอกาสรดน้ำมนต์จินดามณี ถวายรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ทรงบันทึกไว้ว่า “ณ ขณะนั้น แม้ในบันทึก เสด็จประพาสต้น ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ก็ได้กล่าวถึง ว่าพอได้ขึ้นท่าหน้าวัดพระปรางค์เหลืองแล้ว พระครูก็รดน้ำมนต์ให้ เย็นดี ถึงแม้กระนั้น ครั้งหลวงพ่อเงินท่านมรณะภาพลง ก็มีพระราชหัตถเลขาว่า "น่าเสียดาย"   ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการสืบทอดพระคาถาจิดามณี มายังเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ถือว่าเป็นโอกาสดีทำให้ผู้เขียนได้รับหัวเชื่อน้ำมนต์จินดามณี มาด้วยในครั้งนี้


            นอกจากนี้แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เมื่อครั้งที่รัชกาลที่  5 ได้เสด็จวัดพระปรางค์เหลือง และทรงได้พบกับเจ้าพระยาเทเวศร์ ที่มารักษาตัวที่นี้ด้วยวิธีการเหยียบฉ่าเช่นกัน ทรงทอดพรนะเนตร   วิธีการรักษาเหยียบฉ่าโบราณมีมาตั้งแต่อดีตกาล ถูกถ่ายทอดศาสตร์ความรู้มาจากเขมรโบราณโดยมียาสมุนไพรสด ตำให้แหลกผสมน้ำมันมะพร้าวที่ผ่าการเคี่ยวนำมาเป็นตัวประสานกับไฟที่มีเหล็กกระทะคว่ำอยู่บนกองเพลิงที่กำลังลุกโชนที่ร้อนระอุ

               ด้วยความที่เป็นศาสตร์เฉพาะด้าน การรักษาแบบเขมรโบราณที่มีมาตั้งในอดีต ทำให้ผู้เขียนต้องขอลองสักหน่อยเมื่อได้เดินทางมาถึงยังวัดเกาะหงส์ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์  ซึ่งที่ได้รับการถ่ายทอกจากวัดพระปรางค์เหลืองในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งผู้เขียนก็อดนึกไม่ได้ว่าการรักษาแบบนี้น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีที่มีการสร้างอโรคยาศาล (โรงพยาบาลในปัจจุบัน)  จำนวน 102 แห่ง ในช่วงของอาณาจักรขอมโบราณก็เป็นได้ 

              พินิจพิเคราะห์ว่าทำไมถึงเรียกว่าเหยียบฉ่า นั่งมองดูเห็นหมอผู้รักษาใช้สนเท้าจุ่มลงไปในน้ำมันที่ชุ่มไปด้วยสมุนไพรสดนำไปเหยียบลงบนเหล็กที่ร้อนด้วยอุณหภูมิของไฟที่ร้อนจัดทำให้มีประกายไฟติดขึ้นมาจนเสียงดังฉ่า แล้วจึงนำเท้ามาเหยียบรักษาลงบนคนไข้ที่มีอาการปวดเมื่อยขัด เหน็บชา อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ พอเสียงดังฉ่า กับประกายไฟ คงจะเป็นที่มาของการเรียกชื่อ ระหว่าที่ทดลองด้วยตนเองเนื่องจากมีอาการชาที่ปลายมือ จึงให้หมอเหยียบที่แขนและมือในเบื้องต้น เหยียบไปก็สัมภาษณ์กันไป ก็ถาม ๆ กันว่าร้อนหรือไม่เวลาเหยียบไฟ หมอผู้รักษาบอกว่าไม่ร้อน ปกติดีไม่ได้มีอาการปวดแสบร้อนพุพองแต่อย่างใด เพราะมีการบริกรรมคาถาดับพิษไฟ ส่วนสมุนไพรและน้ำมันเป็นตัวประสานช่วยในการเหยียบทำให้ลื่นไหลง่ายมากขึ้นในการรักษา เหยียบผ่านไปได้ 40 นาที ผลงานออกมาถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่คงต้องมีเวลาสัก 2 ชั่วโมงน่าจะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น   ปัจจุบันที่วัดพระปรางค์เหลืองไม่ได้มีการถ่ายทอดศาสตร์นี้แล้ว หากท่านจะลองรักษาต้องไปวัดเกาะหงส์ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดคะ     การตามรอยเสด็จประพาสต้น ยังไม่จบเพียงแค่นี้ติดตามได้ในตอนต่อไป.......

 

พาเที่ยวไปกับ..............โชติกา วีรนะ

BY: CHOTIKA WEERANA

โดย chicprecia

 

กลับไปที่ www.oknation.net