วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บันทึกตำนานเบตง ตอน ๕ สายตระกูลโต๊ะนิ เจ้าเมืองรามัน


                 

สุสาน โต๊ะนิ ที่เจ้าเมืองรามัน

 

                        หลังตอนที่แล้ว ที่ผู้เขียนกล่าวถึง โต๊ะนิ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ โรงเรียนเบตง วีระราษฎร์ประสาน และคนเบตงแล้ว ตอนนี้จึงขอขยายไปขยายความถึงเชื้อสายตระกูลของเจ้ารามันหรือ โต๊ะนิ  ซึ่งเป็นงานวิจัยของนักวิชาการเพื่อน เราลองมาดูว่า โต๊ะนิ มีความเป็นมา อย่างไร



                        โต๊ะนิก (toknik) หรือ โต๊ะนิ คือใคร โต๊ะนิเป็นนามเรียกเจ้าเมืองรามัน ในอดีต มีชื่อโตะนิ จาแว หรือจาวัน โตะนิเป็นนามเรียกรายาเมืองรามัน และโต๊ะนิเจ้าเมืองรามันก็มีสุสานอยู่ที่โกตาบารู อยู่ตรงข้าม สภ.โกตาบารู เขตเทศบาลตำบลโกตาบารู อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ห่างจากเรือนเจ้าเมืองประมาณ ๓๐๐ เมตร
                        เป็นหลักฐานหนึ่ง ที่แสดงว่าสุสานของท่านอยู่โกตาบารู ส่วนชื้อสายเจ้าเมืองรามัน ที่อาศัยอยู่ที่เบตงกลุ่มสุดท้าย ได้อพยพไปอยู่ที่เมืองปึงกาลันฮูลู หรือโกร๊ะในชื่อเดิม ชื่อ ต่วนมายา (Tuan Manya) และต่วนจิ (Tuan Cik) ซึ่งเสียชีวิตที่นั่น

กริีก


                        สำหรับต่วนลอเบฮ์นั้นมีบุตร ๒ คนชื่อ ต่วนมันและต่วนสุหลง ผู้สืบเชื้อสายบางคนอาศัยอยู่ในประเทศไทย และบางส่วนอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย ที่กล่าวกันว่ามีโต๊ะนิปรากฏอยู่หลายสถานที่ เพราะโตะนิเป็นเจ้าเมือง ทำให้มีนามเรียกโตะนิ ทุกเมืองที่เจ้าเมืองรามัน (โกตาบารูแม) มีอำนาจและถืออาณาเขตปกครอง ไม่ใช่เฉพาะที่เมืองเกอโระ (Kroh) หรือ ปึงกาลันฮูลู (Peng Kalaan Hulu) แห่งเดียว
                       ที่เมืองกริก (Gerik) ก็มีการกล่าวถึงสถานที่ของโตะนิ เช่นกัน และทางเหนือของรัฐกลันตัน (Hulu Kelantan) ประเทศมาเลเซียก็มีที่พำนักของโตะนิอีกแห่งหนึ่ง เพราะเมืองเหล่านี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองรามัน (โกตาบารู) นั่นเอง

แผนที่แสดง สถานที่ ที่ โต๊ะนิ เป็นตำนานเล่าขาน


                       สำหรับเบตงไม่มีสุสานโตะนิ มีแต่ศาลเจ้าโตะนิที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนเบตง วีระราษฎร์ประสาน
                       จากการลงพื้นที่ของขณะทำงานชุดหนึ่งของมาเลเซีย ที่โกตาบารู อำเภอรามัน ได้ออกสำรวจบริเวณที่ตั้งบ้านเจ้าเมือง และหาข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับโตะนิ ได้ข้อมูลชัดว่าราษฎรในเมืองรามันสมัยก่อนจะเรียกเจ้าเมืองรามันคนแรกว่า “โตะนิ”
                       อีกรายงานหนึ่งที่มาจากการค้นคว้าของนักวิชาการและผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองรามันที่อยู่ในมาเลเซีย ได้บันทึกไว้ว่าโตะนินั้น มาจากเจ้าเมืองชื่อ ต่วนโตะนิ โตะแลฮ์ (tuan tok nik tok leh) และต่วนมานยาเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองรามันคนสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในเบตงก่อนที่สยามจะยกเลิกระบบเจ้าเมืองในหัวเมืองใต้ ทั้ง ๗ หัวเมืองในปี พ.ศ.๒๔๔๕ โดยหลังจากนั้น สยามก็ได้ทำสัญญากับมาลายาในการยกส่วนของฮูลู เปรัค ให้กับมาลายูในการปกครองของอังกฤษในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ซึ่งในบรรดาผู้สืบเชื้อสายเจ้าเมืองรามัน ก็ยังมีอีก ๒ คน ที่มีนามโตะนิ คนหนึ่งชื่อ ต่วน นิกอูลู (tuan nik ulu และหลานอีกคนหนึ่งชื่อต่วนนิก ลาบู (Tuan nik Labu) ซึ่งต่วนมานยาสืบเชื้อสายมาทางสายนี้ (blog salasilah raja reman)

 

 

                      ดังผังแสดงรายชื่อ เจ้าเมืองรามันคนแรก (reman) จนถึงท่านสุดท้าย ซึ่งท่านสุดท้ายเป็นเจ้าเมืองรามัน ที่ศูนย์กลางอยู่ที่โกตาบารู (Kotabharu) คือ ต่วนเลอเบฮ (ราชา มูดา) Tuan Lebeh (Raja Muda) ก่อนสยามจะปลดออกจากตำแหน่งในปี พ.ศ.๒๔๔๔ (๑๙๐๑) และยกเลิกการปกครองแบบเจ้าเมือง
                      เจ้าเมืองรามันที่แต่งตั้งโดยสยามมีระยะเวลาปกครองเมืองรามันนานเกือบ ๑๐๐ ปี เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๙ จนถึง ศตวรรษที่ ๒๐ โปรดทำความเข้าใจด้วยว่า บรรดาสุลต่านที่ปกครองเมืองรามัน แม้จะถูกแต่งตั้งโดยสยาม แต่ทุกคนก็เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองรามันเดิม คือ สืบเชื้อสายมาจาก ลองกาฟาร์ (Longgaffar) ถ้าจะนับระยะเวลาแล้วนับตั้งแต่เมืองรามัน เริ่มก่อตั้งเมืองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๖ ถ้ารวมระยะเวลาแล้วถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๗) มีอายุ ๔๑๔ ปีแล้ว ก่อนที่เมืองรามันจะถูกแบ่งแยกออกเป็น ๓ ส่วน คือ
                       ๑. ส่วนเป็นของฮูลู เปรัค (Hulu Perak)
                       ๒. ทางเหนือของรัฐกลันตันคือ ฮูลูกลันตัน (Hulu Kelantan) และ
                       ๓. คือ ยะลา ประเทศไทย (ดู sejarah gerik)

                      เป็นยังไงครับ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ที่มาที่ไป ของโต๊ะนิ เจ้าเมืองผู้อารี ที่ชาวเบตงและใกล้เคียงเคารพนับถือมาช้านาน อันที่จริงแล้ว ในขณะนี้ เรากำลังเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฝั่งเขา มีงานและทุนในการ ค้นคว้าวิจัยมากมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ข้ามมายังฝั่งเรา  แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้เขา เมื่อถึงเวลาเปิดประตูสู่อาเซียน ในปลายปี พ.ศ.๒๕๕๘  เราควรจะรู้เขา เท่ากับที่เขารู้เรา จะได้ไม่เคอะเขินในการไม้ร่วมมือในงานวิชาการ  ด้านประวัติศาสตร์ร่วม และอย่าไปกลัวประเด็นสร้างความร้อนแรงในเรื่องความไม่สงบในสามจังหวัด ตรงกันข้าม การมีประวัติศาสตร์ร่วม มีตัวตน สามารถเชื่อมโยงความรู้สึกร่วมและเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น ด้วยประการทั้งปวง.. ศณีรา รายงาน. 

 

 นายธนพงษ์  ซาเร๊ะ บันทึก/ ศณีรา เรียบเรียง

 


 อ้างอิง

๑       wikepedia.org – orang cina di Malaysia

๒       wikepedia.org – langkasuka

๓       wikepedia.org – srivijaya

๔      Sejarah kroh

๕       Sejarah gerik

๖      Buku Sejarah Hulu Perak

๗      จาก  blogsalasilah raja reman

๘       www.geocities.ws/prawat_patani/patanilupa_thai.htm


 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net