วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บันทึกตำนานเบตง ตอน ๖ ชนฮาลา โดย นายธนพงษ์ ซาเร๊ะ


                     

 ขอบคุณภาพจาก คุณนิพนธ์ สิทธิณรงค์ (บุตร ปลัดประพาส)

                     ฮาลา (Hala) หมายถึง ทิศทางที่มุ่งไปเช่น แม่น้ำหรือลมเป็นภามาลายูตาม Kamus (Kom[rehensif) Bahasa Melayu **arah yang ditujui spt aliran sungai, tiu[a angin dall Angin bertiu[ hala keutara คนฮาลาดั้งเดิมอพยพมาจาดทางเหนือ คือ เมืองรามัน (Reman) ปัตตานี (Pattani) อพยพหนีภัยสงครามหนีภัยสงครามโดยล่องเรือมาทางลำน้ำปัตตานีและแยกเข้าไปตาลำน้ำสาขาหลังจากนั้นเดินทางไปในป่าได้เจอที่ราบกว้างในป่าก็ได้ตั้งบ้านเรือนขึ้นจนเป็นชุมชนใหม่ชื่อ ฮาลา
                    มีบางรายงานจากหลายๆ คนและบางคนก็เป็นลูกหลานชาวฮาลา ว่า ชาวฮาลากลุ่มแรกนั้นเป็นผู้มาตั้งถิ่นฐานใหม่มาจากปัตตานีในสมัยรายา กูนิง (Raja Kuning) มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่ห่างไกลผู้คน ตรงกับคำว่าฮาเลาคำว่า ฮาเลา ภาษามลายู (Halau) มีความหมายว่าขับไล่หรือเนรเทศ
                    สำนวนที่คนมลายูใช้คือ ฮาลา บาลา (hala bala) หมายถึง ไปเถิดไปตายเอาดาบหน้าก็มีการใช้อยู่เช่น gilah                     kito ke mano bala หมายถึงไปเถิดพวกเรามุ่งไปแล้วแต่โชคชะตา
                    ฮาเลา (Halau) หมายถึง ขับไล่ หรือเนรเทศ
                   เมิงฮาเลา (menghalau) หมายถึง สั่งให้ออกจากสถานที่หนึ่งสถานที่ใดการโดยบังคับ
                   ฮาลา บาลา (hala bala) หมายถึง ไปเถิดพวกเรามุ่งไปแล้วแต่โชคชะตาหรือไปตายเอาดาบหน้าเป็นสำนวน
                  *menghalau.kk-menyuruh pergi atau keluar drp sesuatu tempat dengan paksa (Komprehensif) Bahasa Melayu

 

 

               คลิปที่ 1 บันทึกตามรอยหมู่บ้านฮาลา หมู่บ้านที่สาปสูญ

 

                   ฮาลาเป็นชุมชนของชาวมาลายูที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นเวลานาน แล้วในที่สุดฮาลาก็ได้หายสาบสูญไปจากสาระบบ คงเหลือแต่ชื่อ ให้คนรุ่นหลังรู้จักแค่ ในนามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ฮาลา - บาลา 


สีแดง คือเขตรักษาพันธุสัตว์ ฮาลา-บาลา ฝั่งตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

 

                  ฮาลาตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอเบตงเบตง เส้นทางที่ใกล้ที่สุดจากอำเภอเบตง จะไปฮาลานั้น ควรจะไปทาง หมู่ที่ ๘ บ้านอัยเยอร์ควีน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา หรือจะไปทางเรือก็สะดวก สบาย รวดเร็วไม่แพ้กัน
ซึ่ง เรื่อง ฮาลา ที่จะกล่าวในที่นี้ หมายถึง ชุมชนเก่าแก่กลางป่า เพราะมีป้อมตำรวจ กลุ่มบ้าน มัสยิด ไร่นา และสุสาน หรือกุโบร์ของชาวมุสลิม
                  แม้ปัจจุบันนี้ หมู่บ้านจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ฮาลา บาลา ที่มีอานาเขต พื้นที่กว่า 800,000 ไร่ ที่มีความหลากหลาย สมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด หากเราดูแผนที่เป็น เมื่อเปิดกูเกิ้ลเอิร์น เราจะสังเกตุเห็นที่ราบ กว่า 300 ไร่ กลางป่า นั่นแหละ คือ ทุ่งนา แหล่งอาหารที่สำคัญของคนฮาลา
                  จากปากคำของคน คำบอกเล่า ของคนรุ่นก่อน มักจะกล่าวถึงปัจจัยความสมบูรณ์และมั่งคั่งของฮาลา คือ นาข้าว น้ำตาลจากอ้อย ซึ่งหมู่บ้านฮาลา สามารถผลิตน้ำตาลได้จำนวนมาก รวมไปถึงยาเส้น และยาสูบ

 คลิบที่ 2 บันทึกตามรอยหมู่บ้านฮาลา ที่สาปสูญ         


                  แต่แล้วหมู่บานฮาลากลายเป็นเมืองร้างปราศจากผู้คนอาศัยได้อย่างไร? ทั้งที่เป็นชุมชนที่อาศัยของผู้คนมาหลายร้อยปีมาแล้ว การที่ชุมชนแห่งหนึ่ง ที่มีประชากรหนาแน่นหลักพัน ประกอบเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์จากการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ และผลไม้ กลายเป็นชุมชนร้าง มันต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน
                 สายหนึ่งรายงานว่า ภายหลังพรรคอมมิวนิสต์มาลายาได้หลบหนี จากการปราบปราบของรัฐบาลมาลายา มาอาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนในป่าลึกฝั่งในประเทศไทยทำให้หมู่บ้านฮาลาที่ห่างไกลรัฐแต่อุดมสมบูรณ์จึงกลายเป็นที่หมายตา ของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาไปโดยปริยาย
                 ชาวฮาลาที่พอจะมีบันทึก ของผู้เขียน มีอยุ่ ๓ คน คนที่ ๑ คือ ผู้ใหญ่บ้าน สาเหาะ คนที่ ๒ คือ ผู้ใหญ่ยะปา และคนที่ ๓ คือ นาย อิบราฮิม ซึ่งได้หลบหนีมาด้วยการเดินเท้า ออกมาจากป่า ใช้เวลาในการเดินเท้าก็ ๒ วัน ๒ คืน จนถึงบ้านอัยเยอร์ควีน ซึ่งอยู่ติดป่าฮาลา


 ขอบคุณภาพจาก คุณนิพนธ์ สิทธิณรงค์ (บุตร ปลัดประพาส) 


                 จุดประสงค์ที่ออกมา ก็เพื่อมาแจ้งกับทางการ ถึงเรื่องที่มี กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เข้ามาคุกคาม และถูกยึดอาหารและสัตว์เลี้ยงไป จนชาวบ้านเดือดร้อน ขอให้ทางการเข้าไปช่วยปราบปราม กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาโดยเร็ว เพราะชาวบ้านอยู่ไม่ไหวแล้ว

 ขอบคุณภาพจาก คุณนิพนธ์ สิทธิณรงค์ (บุตร ปลัดประพาส)


                เมื่อชาวฮาลาทั้ง ๓ ที่ออกมาแจ้งกับทางการ แต่ไม่กลับไปหมู่บ้าน ชาวฮาลาที่เหลือจึงเกิดความกลัว ไม่ไว้วางใจในความปลอดภัย จึงทยอยกันอพยพออกมา เป็นกลุ่มเล็กๆ
                หลังจากนั้นก็มีการอพยพของประชาชนออกมาเรื่อยๆ เมื่อมีคนอพยพออกมามากขึ้นประกอบกับขณะนั้น ทางการไทยกำลังร่วมมือกับทางการมาเลเซีย ในการปราบปรามกองกำลังพรรคคอมมูนิสต์มาลายา ตามแนวชายแดน เห็นร่วมในแนวทาง ที่จะสกัดอิทธิพล ตลอดจนตัดกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา จึงตัดสินใจร่วมมือ ช่วยเหลือในการอพยพประชาชนที่เหลือออกมา จึงกลายเป็นการอพยพครั้งใหญ่ จนไม่เหลือใครสักคนในหมู่บ้านฮาลา

 ขอบคุณภาพจาก คุณนิพนธ์ สิทธิณรงค์ (บุตร ปลัดประพาส)


                 ส่วนบรรดาข้าวที่อยู่ในยุ้งฉาง ที่ไม่สามารถเอามาได้ ทางการก็เผาทำลายทิ้ง เพื่อไม่ให้กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาใช้เป็นประโยชน์เป็นเสบียงอาหาร ในการต่อสู้กับทางการไทยและมาเลเซีย
                 ซึ่งถือว่าเป็นการตัดกำลังบำรุงครั้งใหญ่ เพราะทางการเชื่อว่า หมู่บ้านฮาลา เป็นแหล่งเสบียงที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายานั่นเอง

 ขอบคุณภาพจาก คุณนิพนธ์ สิทธิณรงค์ (บุตร ปลัดประพาส)


                 สำหรับชาวฮาลา ในวัยหนุ่มสาว ที่ร่างกายแข็งแรงก็เดินเท้าเข้ามาทางอัยเยอร์ควีน ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เมื่อมาถึงข้างนอก จึงได้ตั้งบ้านเรือนที่หลัก กม.ที่ ๒๙ กม.๓๒ กม. ๓๖ และ กม. ๓๘
                  แต่สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และสตรี ที่แข็งแรงก็อพยพมากลับเฮลีคอปเตอร์ขนย้ายไปลงที่ อ.โกร๊ะ ฝั่งมาเลเซีย หลังจากนั้น ก็นั่งรถยนต์กลับเข้ามาในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา แต่ก็มีบางส่วนที่อาศัยที่มาเลเซียที่กริ๊กเลย

 ขอบคุณภาพจาก คุณนิพนธ์ สิทธิณรงค์ (บุตร ปลัดประพาส)


                 เหตุการณ์นั้นทำให้ประชาชนที่อพยพออกมาก็ถูกแบ่งออกมาเป็น ๒ กลุ่ม ใหญ่ และก็มีบางส่วนที่อพยพไปอยู่ฝั่งนราธิวาส คือ ดุซงญอ ศรีสาครและอำเภอสุคีริน แต่ไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่
                 เมื่อคนฮาลาออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว มีบางคนที่มาถามหา นายหะซัน ยะรม หรือขุนประเสริฐสุข เหตุเพราะคุ้นเคยกันดี เพราะขุนประสริฐสุขจะไปปฏิบัติหน้าราชการที่หมู่บ้านฮาลาเป็นประจำ
                 ทั้งนี้เพราะ หมู่บ้านฮาลา ในสมัยนั้น เป็นหนึ่งในเขตในการปกครองของอำเภอเบตง มีฐานะเป็นตำบล นายปะซูยะ มามะ พูดไว้ตอนหนึ่งว่า “ในสมัยคนฮาลาอพยพออกมานั้นเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดนานแล้ว                        ตอนนั้นปะซู อายุ ๑๗ หรือ ๑๘ ปี ยังเรียนหนังสือที่ปอเนาะที่มาลายูบางกอก ตัวเมืองยะลา ในบรรดาคนฮาลาที่ออกมาครั้งนั้น มีนายอิบรอฮิม ที่ได้ไปอาศัยที่บ้านกุนุงจานอง ถัดจากหมู่บ้านบูเก็ตตักโกร ไปไม่ไกล และมีลูกหลานจนถึงปัจจุบันนี้

 กุโบร์ ผู้น้ำศาสนา จะมีหินเรียงดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ


                 และเมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา นายอิบราฮิม พร้อมลูกๆ ได้เดินทางเข้าไปในเขตฮาลา เพื่อไปเยี่ยม กุโบร์ (สุสาน) ของบรรพบุรุษของเขา ไปถางแล้ว ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับดำเนินคดี ก็เป็นเรื่องที่ฮือฮาในสมัยนั้น”
                  ชายชราอายุ ๘๐ ปีกว่าๆ กล่าวในขณะที่ได้เจอในร้านน้ำชาบ้านบูเก็ตตักโกรในเวลาเย็นๆ ผู้เขียนจะพูดคุยกันเสมอๆ เมื่อพบเจอ ปะซูยะ ถือเป็นผู้สูงอายุเพียงไม่กี่คนที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งก็ยังคงแข็งแรง มีอารมณ์ขัน
                  วันนี้ ผืนป่าฮาลา ถูกปลุกขึ้นมา จนได้รับการกล่าวขานว่า เป็น “อะเมซอนแห่งอาเซียน” แต่ คนชาวฮาลา กลับถูกมองข้ามไป ทั้งที่มันเป็นเรื่องใหญ่โตในอดีต ช่างน่าหดหู่เสียจริงๆ...ศณีรา รายงาน.

นายธนพงษ์ ซาเร๊ะ บันทึก/ศณีรา เรียบเรียง


 

 

บุคคลอ้างอิง

 

๑.      นายฮาโรน  ซาเร๊ะ  ยาสาเร๊ะ  เกิด พ.ศ. ๒๔๓๖ (HJ wanharoon bin wan Ibrahim)

๒.    นายอับดุลเล๊าะ  มะสาลัมบุตรชาย  นายเจ๊ะโด  มะสาลัม  (HJ Abd.lah bin Jetdaud)

๓.    นายฮัจจี  บากา  บือนาบุตรชาย  นายฮัจจีดาวูด บือนา  (Hj Bakar bin HJ Daud)

๔.    นายสุมิตร  คีตะโสภณอดีตนักการเมือง  (HJ Hamid bin Lemot)

๕.    นายดำรงศักดิ์  ซาดาอดีตกำนันตำบลยะรม (HJ Arifin sada)

๖.     นายสะมะแอ  บือนา (HJ Ismail Buena)

๗.    นายอุสมาน  ยารม (osman bin Hassan)

๘.    นายสะมะแอ  มะระ  (cik Haroon)

๙.    นายซูยะห์  มามะ  (Paksu jak mamat)

๑๐.  นายมานัส  มะดาฮู  (manas  mat-da-hu)

๑๑.  นายมุสตาฟา  ดาเดะ  (HJ Mustafa dadek)

๑๒.  คุณมณเทียร  แตปูซู  กำนันตำบลอัยเยอร์เวง

 

อ้างอิง

๑       wikepedia.org – orang cina di Malaysia

๒       wikepedia.org – langkasuka

๓       wikepedia.org – srivijaya

๔      บันทึกโจรจีนปล้นโรงพักเบตง พ.ศ.๒๔๗๖ ของนายสงวน  จีระจินดา

๕      Sejarah kroh

๖       Sejarah gerik

๗      Buku Sejarah Hulu Perak

๘      จาก  blogsalasilah raja reman

๙       www.geocities.ws/prawat_patani/patanilupa_thai.htm


 

นาร้างกลางป่า กว่า 300 ไร่


ระหว่างนั่งรำลึก บรรพชน 

 

คนรุ่นใหม่ ในความสนใจเชิงอนุรักษ์ป่าฮาลา 

   

 

 

 

 

   

 

 

  

 

   

  

 

ฝูงนกเงือกและฝูงกระทิง คือ ความสุดยอดของป่าฮาลา

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net