วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 10 (วิหารวรรณกรรม)


                         

 

                         หลังจากดูงานที่พิพิธพันธ์กู้ชาติเวียดนาม สเร้จ เราก็ไปทานข้าว ที่ภัตตาคารอาหารฮาลาล ซซึ่งเจ้าของชาวสิงคโปร์ และพนักงานเสริฟพูดภาษามาลายูกลาง หรือ ภาษา (Bahasa) ได้ แถมใช้ข้าวหอมมะลิของไทย และเมนูอาการแบบถูกคอคนไทย เป็นมื้อที่ถูกใจคณะฯเราที่สุดอีกมื้อหนึ่งในเวียดนาม

 


 


                         หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปที่วิหารวรรณกรรม สถานที่สอบจอมหงวน แหล่งผลิดบัณฑิต และผลิตนักปกครองของเวียดนามนับ 1,000 ปี มหาวิทยาลัยแห่งแรกของชาวเวียดนาม ซึ่งเมื่อไปถึง ผู้เขียนก็แอบหนีไปเดินเก็บบรรยากาศข้างกำแพง ที่มีบรรดาบัณฑิต ศิลปิน มาปูเสื่อรับจ้างเขียนอักษรคำมงคล เนื่องจากอยู่ในเทศกาล ตรุษจีน นั่นเอง นับว่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะแต่ละเจ้า มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งทรงผม เสื้อผ้า ยันตัวอักษร มีมากเกือบร้อยเจ้า ส่วนลูกค้าก็กลากหลาย มีตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เดินไปถ่ายรูปไป เวลาก็น้อยนิด เลยต้องรีบเข้าไปวิหารวรรณกรรม ตามคณะฯที่เข้าไปก่อนแล้ว

 

 สาวเวียดนาม กับแผงของที่ระลึก  

 เขาขายกันง่ายๆเลย  

  กำแพงพันปี 

  เก้าอี้เล็กๆ เขาาบอก เอาวิ่งหนี เจ้าหน้าที่ง่ายๆ 

                          ซึ่งเมื่อเข้าไปหอวรรณกรรม ก็กดๆๆ เก็บภาพอย่างเดียว แล้วหูก็ฟังไก้ด์บรรยายไปด้วย ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากข้อมูลในเว็ปไซด์โปรโมทการท่องเที่ยวเท่าใดนัก อากาศก็เริ่มร้อน เพราะเป็นตอนบ่าย สภาพแต่ละคนที่แต่งตัวเพื่อลุยหนาวเลยพากเหงื่อโชกไปตามๆกัน
                           หอวรรณกรรม หรือ วิหารวรรณกรรม ที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “วันเหมียว” ก็คือวัดโบราณแห่งหนึ่งของเวียดนาม มีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี เป็นสถานศึกระดับมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1070 ในยุคของ ราชวงศ์ไล โดย พระเจ้าไล ไท ตอง ทรงโปรดฯให้สร้างขึ้น เพื่ออุทิศและเชิดชูคุณธรรม ขงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีน ผู้ยึดมั่นในคุณธรรมและความถูกต้อง

 

 


                           ต่อมาในปี 1076 07’ได้มีการสร้างโรงเรียนสำหรับขุนนางขึ้น ในบริเวณวัดแห่งนี้ เพื่อให้เหล่าขุนนางได้เข้าศึกษาเล่าเรียน เทียบระดับได้ตั้งแต่ปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ภายในเวลา ๓ ปี มีบันทึกไว้ว่า ถ้าจำไม่ผิดไก้ด์บอกนักศึกษาที่อายุมากที่สุด คือ 82 และที่อายุน้อยที่สุด 13 ปี และสอบเป็นจอมหงวน ผู้ที่ผ่านการสอบ อย่างน้อยต้องได้เป็นนายอำเภอ แต่เป็นหลักสูตรที่หินและยากมาก
                           แต่เมื่อถึงยุคสมัยของราชวงศ์ตรัน จึงได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าเรียน วิชาที่สอนนั้น เป็นวิชาปรัชญาของขงจื๊อ ประกอบไปด้วยเรื่องการประพฤติปฏิบัติตน วิชาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เป็นต้น

                           มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามนี้ ได้เปิดสอนจนถึงปลายศตวรรษที่ 18 ก็ได้ปิดตัวลง และถูกทิ้งให้รกร้าง เมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดเวียดนามเป็นเมืองขึ้น
ปัจจุบันวิหารวรรณกรรมแห่งนี้ กลายเป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางการศึกษาของเวียดนาม และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของฮานอย
                           แม้เวลาผ่านไปร่วมพันปี แต่วิหารวรรณกรรมแห่งนี้ ยังได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้คงความเป็นตัวอย่างวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวเวียดนามได้เป็นอย่างดี

  

 

 อักษรต้นไม้ นิยมมาก

 


                           สำหรับวิหารวรรณกรรม รูปแบบสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้แตกต่างกับจีนแผ่นดินใหญ่ ภายในบริเวณวัดมีพื้นที่กว้างขวาง โดยมีกำแพงล้อมรอบถึง 5 แห่ง และก่อนจะเข้าสู่ประตูใหญ่ของวิหาร เหนือประตูมีข้อความที่ขอร้องให้ผู้มาเยือน ลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณวัด
                           หลังจากผ่านเข้าประตูทางเข้าวัดแล้ว เป็นที่ตั้งของตึกดาวลูกไก่ ซึ่งเป็นแหล่งที่เหล่านักอักษรศาสตร์ใช้ท่องบทกวี เลยไปก็เป็นประตูแห่งความ สำเร็จ ลานโล่งล้อมรอบสระน้ำ ชื่อว่า สระแสงงาม ซึ่งที่ตั้งของแผ่นจารึกชื่อของ จอมหงวน ที่ผ่านการสอบหลักสูตร 3 ปี เทียบเท่าปริญญาเอก ซึ่งแต่ละแผ่นตั้งอยู่บนหินรูปเต่า ที่มีจำนวน 82 แผ่น จากที่เคยมีอยู่เดิมถึง 117 แผ่น ซึ่งเริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1442-1779
                           ด้านตรงข้ามวิหารมีอาคารแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นที่ตั้งเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่ท่านขงจื้อ และยังเป็นบริเวณที่กษัตริย์ได้ทรงมอบพระพิพัฒน์สัตยาให้กับอาจารย์ผู้สอนในอดีต และมีแผ่นไม้สลักคำไว้ด้านบนแท่นบูชาว่า ‘อาจารย์ของนักเรียนกว่าพันรุ่น’
                           นอกจากนี้ ภายในวิหารวรรณกรรมแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม รวบรวมผลงานด้านศิลปกรรม ทั้งงาน ปั้น งานแกะสลัก และรูปภาพ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงร้านขายที่ระลึกที่ราคาไม่เบาทีเดียว
                           ผู้เขียน เดินของมานั่งรอหน้าวิหารวรรณกรรม ก็เห็นตำรวจเวียดนาม ยศสัญญาบัตรและประทวนสองนาย นั่งรักษาความปลอดภัย ก็เลยขอถ่ายรูป แก่ก็ไม่ขัด แต่ดูเหมือน เจ้าหน้าที่เขาจะไม่ถนัดภาษาอังกฤษเท่าไหร่นัก เลยพยายามไม่คุย ถามอะไรก็ปฏิเสธอย่างเดียว เราเลยนั่งมองคนเวียดนามขับมอเตอร์ไซด์ซิ่งผ่านไปมาริมถนน จนตาลาย ไกด์เรียกเรา ขึ้นรถ เพื่อมุ่งหน้าไปยังโปรแกรมต่อไปทันที ละครหุ่นกระบอกน้ำที่รอคอย และช้อปปิ้งบนถนนเก่า ๓๖ สาย ที่ร่ำลือ...(โปรดติดตามตอนต่อไป) ...ศณีรา รายงาน. 

 

 

สถานที่กับ แฟชั่น ร่วมสมัย 

 

 บรรยากาศ คนรุ่นใหม่ กับคน รุ่นเก่า

 

ศิลปิน นำผลงานมาขาย 

 

มุมน้ำชา เครื่องดื่ม 

เก๋ามาก.. 

 

 มาดเนี๊ยบ

 

 พู่กัน..หลากขนาด

 

 

มองจากอีกฝากถนน

 

 คนนี้น่าจะข้อเข่า หรือหลังไม่ดี

 อาชีพ ที่ เลือกแล้ว

 

 เมนูอาหารคุ้นๆ

 

 ใช้ต้นไม้..ช่วย

 คนนี้เก๋าสุดๆ

สมาชิกมาแบบมาตรฐาน 555

 

กับเด็กเวียดนาม

 

 

 นึกถึงอดีต คงคึกคักน่าดู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนาวไปไหน?

ตำรวจเขียว

  

เหมือนคนตกรถ..ทีมนี้

 

เอ็นทรี่แนะนำ

 1.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย

 2.บันทึกการเดินทางปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 2(ตลาดน้ำ)

 3.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย3 (ศูนย์หัตกรรมของคนพิการ)

4.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตงสู่ฮานอย4 (เกือบจะเข้าถึงเวียดนาม)

 5.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 5 (ฮาลองเบย์,ถ้ำสวรรค์)

6.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย6 (โดนต้ม ยังสนุก)

7.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย 7 (ฮานอย ทะเลสาบคืนดาบ)

8.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 8 (พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเวียดนาม)

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net