วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บันทึกตำนานเบตง ตอน ๑๑ เงาะป่าอัสลี โดยธนพงษ์ ซาเระ


                                   

 

ภาพชาเผ่าอัสลี ในอดีต

                                  เงาะป่าซาไก (Orang Asli) เป็นชนกลุ่มหนึ่งที่เคยอาศัยในเบตง อำเภอธารโต บันนังสตา และยะหา บางอำเภอของจังหวัดนราธิวาสและรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย กลันตัน เกอดาฮ์ เปรัค ปาหัง เปอร์ลิส เป็นชนชาวป่าอยู่กันเป็นกลุ่ม ๑๐ – ๓๐ คน ไม่มีการเพราะปลูก ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ หาของป่าตามฤดูกาล ที่อยู่อาศัยสร้างเป็นเพิงชั่วคราว มุงด้วยใบตอง ไม่นุ่งห่มเสื้อผ้าปิดอวัยวะพึงสงวนด้วยใบไม้ แต่ภายหลังรู้จักใส่ผ้าปกปิดร่างกาย

                                  ปัจจุบันฝั่งในมาเลย์สวมเสื้อผ้าเหมือนคนทั่วไป ไม่มีศาสนา นับถือผี ไม่มีภาษาเขียน ในระยะหลังรู้จักการสวมเครื่องนุ่งห่มอย่างเช่นชาวเมือง ชื่อลูกที่เกิดใหม่จะตั้งตามสถานที่เกิดเกิดใต้ต้นมังคุดก็ตั้งชื่อ mangis

                                 ออรัน อัสลี ส่วนใหญ่ไปอาศัยในประเทศมาเลเซียทางรัฐบาลมาเลเซียจัดที่อยู่อาศัยให้ (ระหว่างเส้นทางไปคาเมรอน ไฮแลนด์เราจะเห็นออรัง อัสลี ปลูกกระตอบตามป่าริมถนนเป็นระยะๆ) สร้างอาชีพและมีการศึกษา บางคนมีตำแหน่งในราชการ มีบางคนเป็นหมอ นักปกครอง ส่วนใหญ่จะเป็นทหาร ตำรวจ (ที่ปิงกาลันฮูลู มีกองพันตำรวจชายแดน หมวกแดง กำลังพลเป็น orang asli) ในปัจจุบันนี้พบ Orang Asli ในเบตง ส่วนน้อยที่ยังเหลือในป่าฮาลาบาลาและที่ตำบลอัยเยอร์เวงเพียงสองกลุ่ม

 

 

ลาสะ คนหล่อ หัวหน้าเผ่า (คนหลังไม่ใช่ซาไก)

เด็กน้อยกำพร้าพ่อ

4 แม่ม่ายวัยกระเตาะ

แม่ม่ายสาวๆน่าเห็นอกเห็นใจ...ฮิ..ฮิ

หญิงชราคนนี่ดูกังวล เพราะไม่ค่อยเชื่อใจ คนเมือง


                                   สำหรับข้อมูลหนึ่งในเผ่าที่เหลือนั้น อบต.อัยเยอร์เวงได้บันทึกไว้ว่า “อัสรีเผ่านายลาสะ”ที่อยู่ริมป่าฮาลาชาบแดนหมู่บ้านนากอ มีทั้งหมด ๖ ครอบครัว รวมสมาชิก ๓๔ คน โดยได้แยกแยะรายละเอียดเป็นครัวเรือน ได้ดังนี้ ครอบครัวที่ ๑ มีสมาชิกทั้งหมด ๙ คน ประกอบไปด้วย นายเด่น หัวหน้าครอบครัว, นางอีเซาะ ภรรยา, บุตร ๕ คน และหลาน ๒ คน, ครอบครัวที่ ๒ มีสมาชิกทั้งหมด ๙คน ประกอบไปด้วย นายลาสะ หัวหน้าครอบครัว, นางแมะซง ภรรยาคนที่ ๑, นางย๊ะฮะ ภรรยา คนที่ ๒ มีบุตร ๖ คน, ครอบครัวที่ ๓ มีสมาชิกทั้งหมด ๔ คน ประกอบไปด้วย นายซอเร หัวหน้าครอบครัว, นางมะโง๊ะ ภรรยา (มังคุด) และบุตร ๒ คน, ครอบครัวที่ ๔ มีสมาชิกทั้งหมด ๕ คน ประกอบไปด้วย นายดุลเล๊าะ หัวหน้าครอบครัว,นางแมะแย ภรรยา และบุตร ๓ คน, ครอบครัวที่ ๕ มีสมาชิกทั้งหมด ๔ คน ประกอบไปด้วย นายมะยูนิ หัวหน้าครอบครัว, นางรอฮานา ภรรยา และบุตร ๒ คน และครอบครัวที่ ๖ มีสมาชิกทั้งหมด ๓ คน ประกอบไปด้วยนางแมะซง ยาย (แม่ของมะยูนิ)และหลาน ๒ คน
                                อัสรีเผ่านี้มี นายลาสะ หรือ ลิงสาน เป็นหัวหน้าเผ่า มีสมาชิกผู้หญิงเป็นแม่ม่ายอายุเพียง ๑๒-๑๕ ปี กว่า ๕ คน แม่ม่ายสาวเหล่านี้ล้วนมีลูกติด เป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้ เพราะต้องอาศัยผู้ชายในการหากิน การขุดแกวหัวเท่ากำมือในดินลึกมากกว่าเมตรในป่าลึก ไม่สามารถดำรงชีพได้แล้วในปัจจุบัน การมารับจ้างใช้แรงงานภาคเกษตรในบริเวณชายป่าฮาลา การถูกกดขี่ค่าแรง การถูกหลอกใช้ให้แผ้วถางป่าไม้แล้วไล่ที่ เป็นสาเหตุหนึ่งของการร้องเรียนเพื่อขอสิทธิทำกินเพื่อปลูกมันสำปะหลังเพียง ๒-๓ ไร่..” อบต.อัยเอร์เวง
                               มีเรื่องเล่าว่าในเบตงในยุคที่มีกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธ เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลมาเลเซีย กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มาลายามีฐานที่มั่นตามตะเข็บชายแดนโดยเฉพาะที่เบตง ขณะนั้นกองกำลังตำรวจชายแดนของมาเลเซียก็ได้ร่วมกับกองกำลังทหารของไทย เปิดยุทธการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาอย่างจริงจัง โดยมีการใช้อาวุธหนัก โจมตีทั้งทางบกและทางอากาศ ยิงปืนใหญ่ถล่มฐานที่มั่นของพรรคมคอมมิวนิสต์มาลายาทั้งวัน ทั้งคืน
                              ฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยใช้เครื่องบินขับโล่โจมตีทิ้งละทิ้งระเบิด รวมไปถึงกองกำลังทหารราบเข้าโจมตีทางภาคพื้นดิน ระเบิดบางลูกจากเครื่องบินขับไล่โจมตี และปืนใหญ่พลาดเป้าไปถูกเผ่าออรังอัสลี ทำให้สมาชิก ออรัง อัสลีเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ออรังอัสลีที่เหลือ เกิดขวัญเสีย หวาดกลัวก็พากันอพยพไปอยู่ที่มาเลเซีย !!
                            เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ นอกจากป่าในเบตงเหลือน้อยลง เพราะการบุกรุกทำสวนยางพาราจนชิดเขตแดนมาเลเซีย ถึงขั้นในบางจุดลุกล้ำเข้าไปถึงในเขตของมาเลเซีย เมื่อมีการตรวจสอบจึงต้องคืนดินแดนให้กับมาเลเซียไป และรัฐบาลมาเลเซียยอมชดใช้ค่าเสียหายให้
                             ออรังอัสลีฝั่งเบตงหายไปอย่างถาวรก่อนปี พ.ศ.๒๕๓๒ ปิดฉากชนพื้นเมืองแท้ๆที่อาศัยในป่าเบตงมาหลายพันปี

การแสดงของชนเผ่าอัสรีในงานตรุษจีนบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา10 

มีให้ชมทุกปี

เครื่องดนตรีอัสรี (คนจีนมาเลย์ อดีต พคม. ช่วยบรรเลง)

 ชนเผ่าอัสลี ที่ฝั่งมาเลย์ ฝ่ายที่เคยร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา


                            สำหรับออรังอัสลี ที่ย้ายออกจากเบตงส่วนใหญ่ไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน Kampong Lalang} Siong,Baling Kedah ประมาณ พ.ศ.2512 – 2513 ผู้เขียนกับคุณตาได้ไปเยี่ยมพี่ชายของตาที่ Kampung Luar, Siong, Baling ซึ่งมีครอบครัวที่นั่น
                            ในช่วงนั้นชาวมาเลเซียก็มีการพูดคุยกันมาก ถึงเรื่องที่รัฐบาลมาเลเซียจะสร้างหมู่บ้านให้ออรัง อัสลี แล้วให้ย้ายไปอยู่เป็นกลุ่มที่นั่นให้หมด แต่ว่าเมื่อรัฐบาลสร้างบ้านให้แล้ว ออรังอัสลีบางส่วนที่เข้าไปอาศัยในหมู่บ้าน พอถึงเวลานอน ออรังอัสลีก็ยังคงออกมาก่อไฟ ผิงนอนนอกบ้านเหมือนเคย เหมือนวิถียามอยู่ในป่า ที่เขาจะต้องก่อไฟไว้ที่ปลายเท้า เพื่อป้องกันเสือ

อามิส อัสลี ที่เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา

และได้แต่งงานกับคนในพรรคฯ 

เป็นอีกนักรบสะกดรอบของพรรคฯ (ปัจจุบันเสียชีวิต)


                           แต่การที่รัฐบาลมาเลเซียจะจัดให้ ออรัง อัสลี อยู่เป็นที่เป็นทาง ก็เพราะ ถ้าปล่อยให้พวกเขาอยู่กระจัดกระจายตามป่า อาจทำให้โดนลูกหลง จากกับระเบิด และเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากลายเป็นกองกำลังทหารพรานของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มีหน้าที่สะกดรอย ต่อสู้กองกำลังมาเลเซียได้ และนี่ก็คือเกร็ดเล็กน้อยที่เป็ยบันทึกสำหรับผู้คนที่สนใจในเรื่องราวของอัสลี ชนป่า ผู้ทรนง ต่อไป..ธนพงษ์ ซาเระบันทึก/ศณีรา เรียบเรียง

 

 

อีกเผ่าที่ปากคลองฮาลา

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net