วันที่ พุธ กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รถไฟสายมรณะ กับการปฏิรูปตำรวจ


 

  วันก่อนผมได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใหญ่ในระดับรองผู้การจเรตำรวจแห่งชาติคนหนึ่ง กรณีเหตุการณ์เด็กหญิงอายุ 13 ปีถูกข่มขืนแล้วฆ่าโยนศพลงจากตู้นอนรถไฟที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากจะเป็นเรื่องสะเทือนใจผู้คน บั่นทอนความรู้สึกต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างร้ายแรงแล้ว เขาบอกว่าประเด็นสำคัญที่เราต้องพิจารณาคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? นอกจากผู้ว่าการการรถไฟฯ ที่ถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ยังมีใครที่มีหน้าที่รับผิดชอบอีกบ้าง 

    หน่วยงานหนึ่งที่ยังไม่มีใครพูดถึงมากนักคือ กองบังคับการตำรวจรถไฟ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เราพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ขบวนรถดังกล่าวไม่มีตำรวจประจำขบวนแต่อย่างใด เป็นไปได้อย่างไรที่รถไฟซึ่งมีผู้โดยสารนับพันคนกลับไม่มีตำรวจประจำขบวนแม้แต่คนเดียว!

    แม้ตามข้อเท็จจริงจะไม่สามารถป้องกันเหตุได้ แต่การปฏิบัติการหลังเกิดเหตุหรือได้รับแจ้ง นับเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่ต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการติดตามค้นหา การติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่รถไฟประจำขบวนรถ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยบังคับบัญชา

    เราตั้งคำถามกันว่า เหตุผลที่มีการชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่มีกำลังน้อย ไม่สามารถจัดตำรวจประจำขบวนรถไฟได้ เป็นข้ออ้างที่รับฟังได้หรือไม่ มีกำลังน้อยจนไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่หลักของหน่วยจริงหรือไม่? การจัดลำดับความสำคัญของภารกิจถูกต้องหรือไม่? การบริหารจัดการภายในทุกระดับเป็นอย่างไร? ถ้าหากเจ้าหน้าที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อภารกิจ แล้วเป็นหน้าที่ของใครที่จะทำให้มีมากเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ หน้าที่ของกองบังคับการ? กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง? หรือไปถึงกระทั่งตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเองในหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา

    ในสถานการณ์ที่ความปลอดภัยในการเดินทางที่เคยถือว่าปลอดภัยที่สุดน้อยลง ตำรวจประจำขบวนรถไฟนับเป็นบุคคลที่มีความจำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัยบนขบวนรถไฟอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนรถสายหลักที่ต้องแล่นผ่านตำบล อำเภอ และจังหวัดต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค หากมีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าเกิดจากบุคคลนอกขบวนรถหรือภายใน นอกจากตำรวจประจำขบวนรถมีหน้าที่ต้องระงับเหตุ จับตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องสืบสวน แจ้งประสานงาน เป็นธุระให้ผู้เสียหายไปพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท้องที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินคดีด้วย เนื่องจากปัจจุบันสถานีตำรวจรถไฟในต่างจังหวัดทั้งหมดไม่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาใดเลย ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร

    ปัญหาก็คือว่า ผู้เสียหายต้องพยายามจดจำเหตุการณ์เพื่อบอกต่อตำรวจ ว่าเหตุเกิดขณะรถแล่นอยู่ในเขตอำเภอใด และคงต้องหอบข้าวของพะรุงพะรังลงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนั้น ถ้าหากมีโอกาสที่จะแจ้งความผิดสถานีหรือพนักงานสอบสวนปัดไม่รับคำร้องทุกข์แล้ว ก็คงต้องเดินทางเร่ร่อนหาที่แจ้งความใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลและน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

    เรื่องดังกล่าวเป็นจุดอ่อนให้เกิดปัญหาอาชญากรรมบนขบวนรถไฟตลอดมา เพราะผู้เสียหายหมดความสามารถที่จะแจ้งความร้องทุกข์ ฉะนั้น การมีตำรวจรถไฟประจำขบวนรถโดยสารทุกขบวนจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง แต่เหตุใดผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการตั้งแต่กองบังคับการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไปจนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงปล่อยให้มีปัญหาขบวนรถไฟไม่มีตำรวจประจำเกิดขึ้น ดังนั้น การปฏิรูปตำรวจโดยการโอนตำรวจรถไฟไปสังกัดการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาให้เสร็จสิ้นไปเสียที เช่นเดียวกับตำรวจอีกหลายหน่วย

    อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาตำรวจในประเทศไทยนั้นคาราคาซังมานานหลายปี จนกระบวนการยุติธรรมของไทยมาถึงจุดวิกฤติ ไม่น้อยไปกว่าปัญหาของกองทัพที่เข้ามายุ่งเกี่ยวการเมืองหรือกิจการของพลเรือน การแก้ปัญหาในเรื่องนี้นั้น ผมได้ยกเรื่องที่มีตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่งได้ส่งข้อมูลมาให้และเผยแพร่ต่อๆ กันไปซึ่งถือเป็นเรื่อง “การปฏิรูปตำรวจ ฉบับผู้ปฏิบัติ” โดยตรงที่น่าสนใจ ผมขออนุญาตสรุปโดยสังเขป ดังนี้

    เขาเห็นว่า หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา องค์กรตำรวจได้ถูกเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตลอดมา ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับโครงสร้างไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็เป็นเพียงการปรับให้มีนายพลตำรวจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ข่าวการปฏิรูปล่าสุดก็เช่นกัน มีการเสนอให้ปรับเป็นกระทรวง กองบัญชาการต่างๆ มีฐานะเป็นกรม ดูแล้วเข้าอีหรอบเดิม เขาเสนอว่า ถ้าจะปฏิรูปตำรวจโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม ทำได้ง่ายๆ ดังนี้

     1) ลดงานเอกสารในสถานีซึ่งมีมากเหลือเกิน และมีท่าทีว่าจะมากขึ้นทุกวัน เพราะมีเรื่องต้องรายงานซ้ำซ้อนมากมาย รวมทั้งการตรวจราชการต่างๆ ทั้งโรงพักเพื่อประชาชน ตัวชี้วัด จเรตำรวจ การตรวจสอบภายใน อีอินสเปกเตอร์ ฯลฯ

    2) ลดการยืมตัว ขอตัวตำรวจในโรงพักไปช่วยราชการหรือปฏิบัติราชการที่กองบังคับการ กองบัญชาการต่างๆ มากมาย ทำให้กำลังพลผู้ปฏิบัติในพื้นที่ไม่เพียงพอ

    3) มีปัญหายานพาหนะไม่เพียงพอ เพราะถูกผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือยืมไปใช้ รถจักรยานยนต์ไทเกอร์ยี่ห้อประหลาดถูกซื้อมากองพะเนินเทินทึกมากมาย แต่ไม่มีประสิทธิภาพ อันตรายกับผู้ขับขี่ ไม่มีศูนย์ซ่อม หาอะไหล่ไม่ได้ ตำรวจต้องซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนตัวออกตรวจ ควรมีการสอบสวนว่าซื้อมาได้อย่างไร ทุจริตฉ้อฉลอย่างไรหรือไม่ เพื่อให้ตำรวจผู้ใหญ่เข็ดหลาบ ใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่า

    4) เลิกสั่งงานปากเปล่า คิดโครงการที่ไม่มีงบประมาณและการเรี่ยไรต่างๆ เสียที เช่น ทำห้องประชุม จัดทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ มีรูปเจ้านายติดตามแยก อบรมอาสาสมัคร การชุมนุมแสดงพลัง ทาสีโรงพัก จำหน่ายพระสารพัดรุ่น ประกวดพระ บัตรกอล์ฟ โบว์ลิ่ง ชกมวย เพราะไม่พ้นต้องไปขอเงิน ขอความร่วมมือจากพวกธุรกิจสีเทา การฝ่าฝืนกฎหมายจราจร เนื่องจากการเป็นหนี้บุญคุณ ทำให้ตำรวจผู้น้อยรักษากฎหมายตามหน้าที่ไม่ได้ เพราะมีแต่ผู้มีอุปการะคุณเต็มพื้นที่ไปหมด ฯลฯ

    ทั้งหมดเหล่านี้คือข้อมูลที่สะท้อนมาจากตำรวจผู้น้อย ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ สิ่งที่พวกเขาบอกตรงกันก็คือ ทุกวันนี้มีนายมากเหลือเกิน และตำรวจชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้นซึ่งกลายเป็นนักบริหารหลายระดับ ไม่มากก็น้อยได้สร้างปัญหา ส่งผลให้ตำรวจผู้น้อยปฏิบัติงานรักษากฎหมายตามหน้าที่ไม่ได้ เพื่อให้ “ประชาชน” เป็น “นาย”

    ผมเห็นว่า ทุกวันนี้เรามีตำรวจระดับนายพลกว่า 500 นาย หัวใจการปฏิรูปตำรวจที่แท้จริงคือการลดหน่วยงานบังคับบัญชา รวมทั้งสายการบังคับบัญชาและตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต่างๆ ลงทั้งหมด รวมถึงการโอนตำรวจรถไฟไปสังกัดการรถไฟแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับตำรวจอีกหลายหน่วยที่สมควรโอนไปสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสิทธิภาพของการทำงาน.

 

[เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 13 กรกฎาคม 2557]

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net