วันที่ พุธ กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สองสมมุติฐานสั่นสะเทือนวงการโบราณคดี


เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบเรื่องที่น่าสนใจด้วยกันสองเรื่องต่างสถานที่ซึ่งเป็นเรื่องที่นับว่าหากข้อสมมุติฐานเป็นจริงหมายความว่านั่นคงสั่นสะเทือนวงการนักประวัติศาสตร์วิทยาหรือโบราณคดีแน่นอน

เรื่องแรกเป็นเรื่องของการขุดพบชิ้นส่วนของกระดูกศีรษะไดโนเสาร์พันธ์หนึ่งในอเมริกาใต้ซึ่งถือเป็นเขตห่างไกลบ้านเรือนในบราซิลที่นักโบราณคดีจาก ริโอ เดอ จาเนโร นั้นกล่าวกันว่ากระดูกชิ้นนี้นั้นมีอายุกว่าหลายล้านปีและน่าจะเป็นกระดูกส่วนศีรษะที่คาดกันว่าน่าจะมีความยาวทั้งศีรษะกว่า 4 เมตร โดยสมมุติฐานนี้ยังตามต่อไปถึงชิ้นส่วนกระดูกอื่นๆที่พบเห็นกันอีกครับว่ากระดูกไดโนเสาร์เหล่านี้น่าจะเป็นกระดูกไดโนเสาร์ประเภทกินพืชตระกูลเดียวกันกับ บรานคิโอเซารัส  ที่หากสมมุติญานดังกล่าวเป็นจริง ความยาวทั้งตัวตั้งแต่หัวบริเวณลำคอไปจนจรดปลายหางนั้นน่าจะมีความยาวกว่า 70 เมตรเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการค้นพบครั้งนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จนกว่าจะพบหลักฐานอื่นๆโดยเฉพาะกระดูกส่วนอื่นๆที่ตอบสมมุติฐานข้อนี้ได้ชัดเจนขึ้นครับ

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของ อารยะธรรมอียิปต์โบราณ ที่สมัยก่อนนั้นเชื่อกันว่าการสร้างสถาปัตยกรรม วิหาร หรือ ปีรามิด โดยการสลักหินและนำไปซ้อนกันเป็นสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งทำให้หลายๆคนทึ่งไปตามๆกันว่าทำได้อย่างไร และหลายคนก็คิดกันหลายตลบว่าเป็นเพราะวิศวกรรมอันชาญฉลาดจากอารยะธรรมต่างดาว หรือ การเกณฑ์ไพร่พลมาสร้างสิ่งก่อสร้างอันมหึมานี้กันแน่ ? โดยสมมุติฐานใหม่ที่นักโบราณคดีฝั่งอเมริกาตั้งไว้นั้นค้นพบว่าในชิ้นส่วนของสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆในอารยะธรรมอียิปต์นั้นแท้จริงแล้วเหมือนเป็นการนำทรายมาปั้นเป็นก้อนหิน ก้อนใหญ่ๆ โดยเรื่องนี้นั้นมีการให้เหตุผลว่านอกจากจะค้นพบว่าหินก้อนใหญ่ๆนั้นมีส่วนประกอบของทรายเสียเป็นส่วนมากแล้ว ยังตั้งข้อสงสัยไว้ด้วยว่าห้องใต้ดินของวิหารหรือปีรามิดต่างๆนั้นเวลาขุดลึกลงไปดินหรือทรายนั้นหายไปไหน? จะว่าขนไปถมแม่น้ำไนล์ หรือ ปลิวไปกับพายุทะเลทรายนั่นก็คงไม่ใช่ เพราะไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าขุดเอาดินทรายใต้พื้นมาผ่านกระบวนการบางอย่างให้แข็งตัวแล้วก่อร่างเป็นสิ่งก่อสร้างต่างๆนั่นก็น่าจะเป็นไปได้ ? แถมระยะทางระยะห่างกับสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นยังใกล้กว่าอีกด้วยซึ่งสามารถทำให้การก่อสร้างทำได้เร็วขึ้นซึ่งอย่างไรก็ดีเรื่องนี้คงต้องหาข้อพิสูจน์กันอีกนานครับกว่าจะได้คำตอบว่าจริงหรือไม่ 

โดย Hiriotappa

 

กลับไปที่ www.oknation.net