วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Cymru: สุดปลายเขาที่ Hay-on-Wye


จากหุบเขา South Wales Valley แหล่งชุกชุมเหมืองถ่านหินสุดปลายทางใต้ของ Wales มุ่งขึ้นเหนือ ยังมีเทือกเขาขวางกั้นเป็นแนวกว้าง ครอบคลุมอีกหลายยอดเขาระฟ้า ทิ้งควันดำจากอุตสาหกรรมให้ค่อยจางหาย แทนที่ด้วยความงดงามและไอหมอกที่โอบล้อมอยู่รอบทิศ เส้นโค้งของแนวเขาสีเขียวลากเป็นฉากลวงสายตาย้อนไปไกลโพ้น สู่ยุคที่ความเร้นลับของธรรมชาติอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์

 

 

เรื่องเล่าเมื่อราวสมัยกลางของยุโรป บอกถึงการครองคู่ของหนุ่มชาวไร่กับสตรีเลอโฉมผู้ปรากตัวขึ้นอย่างลึกลับที่ริมทะเลสาบ การตอบรับรักมาร่วมอยู่กินขอเพียงเงื่อนไขข้อเดียว มิให้ใช้ความรุนแรงในตลอดช่วงชีวิตคู่ หากพลาดพลั้งเกิดขึ้นเกินกว่าสามครั้ง ฝ่ายหญิงจำต้องกลับคืนสู่ที่จากมา

แล้วชะตากรรมก็นำพาสู่โศกนาฏกรรม สาวงามนั้นมีวิชาอาคมติดตัวหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ปฏิกิริยาของการ ‘รู้’ ทำให้ฝ่ายชายเข้าใจผิด การแตะต้องสะกิดเตือนเพียงเบามือถึงสามครั้งจึงทำให้สตรีนั้นหายลับกลับลงสู่ทะเลสาบ ทิ้งลูกน้อยสามคนไว้กับพ่อให้โศกเศร้าอยู่มิวาย

 

 

เมื่อลูกชายเติบโต อำนาจวิเศษที่ถูกถ่ายทอดจากมารดาก็ปรากฏชัด ทั้งสามเลือกใช้พลังพิเศษเพื่อเยียวยารักษาผู้คนแทนการสู้รบสร้างอำนาจ

บางตำรับยาโบราณของสามพี่น้องพบเป็นบันทึกภาษา Welsh ใน The Red Book of Hergest ที่เก็บรักษาไว้ ณ Bodleian Library มหาห้องสมุดเก่าแก่แห่ง Oxford Jesus College ขณะที่เรื่องราวของสตรีเลอโฉมริมทะเลสาบ กลายเป็นที่มาของตำนาน The Lady of the Lake and Excalibur ดาบชี้ชะตาของ King Arthur

 

 

Brecon Beacons เทือกเขาที่ยังคงร่องรอยจากยุคน้ำแข็งให้เห็น มีหกยอดเขาสูงเป็นฉากช่วยสร้างจินตนาการ ขับกลิ่นอายความลึกลับของธรรมชาติให้ไม่เคยเจือจาง หลายร้อยปีหลังจากที่พวกโรมันใช้เป็นค่ายทหารม้า เบร็คค่อน บีค่อนซ กลายเป็นสนามฝึกของ British Army ปัจจุบันผู้ร่วมใช้พื้นที่ยังมี Royal Marine Commandos และ SAS หน่วยรบพิเศษ ขั้นเข้มข้นของการฝึกดำรงชีพในสถานกาณ์ทรหด

 

 

Brecon Beacons พรางตัวซ่อนความดิบของภูมิประเทศที่ไร้การรบกวนจากโลกภายนอกอย่างแนบเนียนไว้เบื้องหลังบรรยากาศสงบนิ่งงัน ขณะฝูงแกะเคลื่อนไหวตัวอย่างเงียบกริบ ภายใต้อากาศสะอาดโปร่งเกินจริง ให้ผู้สัญจรเป็นทางผ่านได้อิ่มเอมชั่วครู่ ก็เข้าสู่มุมเหนือสุด ปลายทางที่ Gelli

 

 

Croeso i'r Gelli - Welcome to Hay-on-Wye

Gelli เป็นชื่อ Welsh ของ Hay ชื่อที่เติม River Wye แม่น้ำทางใต้ของเมืองเข้าไปด้วยนั้นมาที่หลัง ไปโด่งดังจนโลกรู้จัก Hay-on-Wye ว่า The Town of Books ทำให้เสน่ห์อื่นที่พ่วงมากับภูมิประเทศ และ River Wye สายน้ำหลักที่ยาวเป็นลำดับห้าของเกาะเกรทบริเทน แหล่งตกปลาแซมม่อนชั้นเลิศ เรือพาย Canoe กลายเป็นเรื่องรอง

 

 

Hay เป็นเมืองเก่า แม้ไม่สืบสาวไปจนถึงปราสาทรุ่นศตวรรษที่ 12 ความเป็นมาก็ยังย้อนไปถึงใกล้พันปี บ้านเรือนปลูกสร้างสมัยศตวรรษที่ 16 ราวกลาง พ.ศ.2000 เป็นต้นมา ยังเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คน ที่เทียบขึ้นม้ายุคโบราณมีให้เห็นอยู่หน้าบ้าน ที่เมือง Hay การขึ้นทะเบียนอนุรักษ์อาคารเก่าจึงเลือกยากเมื่อแต่ละหลังเก่าไม่น้อยหน้ากัน อยู่ดีและพอเพียงสำหรับประชากร 1,500 คน

 

 

ในจำนวนพลเมืองน้อยนิดของ Hay ยังมีคนที่ผลิกผันให้เมืองเป็นที่รู้จักระดับโลก

Hay เป็นเมืองเล็ก อยู่ในชนบทสวยงาม ออกจะเข้าถึงสะดวกจาก Hereford ชายแดนใกล้เคียงด้านอังกฤษด้วย แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเทคโนโลยี่เปลี่ยนทิศ อุตสาหกรรมของชาติชะลอตัว เศรษฐกิจของ Hay ได้รับผลในทางถดถอยไปด้วย

Richard Booth เกิดที่ Hay ไปเรียนที่ Rugby School แล้วไป Oxford กลับเมืองเกิดในเวลาที่ต้องครุ่นคิดถึงวิธีให้คนรุ่นเยาว์สามารถดำรงชีวิตเลี้ยงชีพอยู่ได้ในชนบทเมืองเล็ก โดยไม่ต้องทิ้งถิ่น ด้วยจังหวะชีวิตและที่ทางซึ่งได้รับตกทอด ประจวบเหมาะกับช่วงที่มหาวิทยาลัยในอเมริกาโละหนังสือเก่า ผนวกเข้ากับความเป็นคนแผลงที่มุ่งสร้างเนื้อสร้างตัว Booth จึงเดินทางไปเหมาซื้อหนังสือเก่าขนลงเรือ กลับมาเปิดร้านแรกที่ Hay ใน พ.ศ. 2505

 

 

Booth ประสบความสำเร็จ และชี้ให้ชาวเมืองเห็นช่องทางทำกิน ดำเนินรอยตามจน ณ เวลาหนึ่ง เมืองเล็กแห่งนี้มีร้านหนังสือมากกว่า 30 แห่ง ขึ้นชื่อเรื่องหนังสือเก่าและหนังสือเฉพาะทาง

 

 

ไม่นานนัก ผลกระทบจากฝุ่นควันอุตสาหกรรมก็จางหาย กลิ่นหมึกและหนังสือเก่าที่กรุ่นเข้ามา ไม่ใช่เพราะชาวเมืองนิยมอ่านอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องปากท้องที่ทำให้ Hay กลายเป็นศูนย์กลางของหนังสือเก่าที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเชื่อกันว่าน่าจะเป็น Book town แห่งแรกในโลกด้วย

 

 

ต้นยุค 70s เมื่อ Booth ได้ครอบครอง Hay Castle ปราสาทเก่าของเมือง ก็ดัดแปลงเป็นร้านหนังสืออีก สร้างชื่อ Hay ให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจคนรักหนังสือเก่าจากทั่วโลก Booth ยังปล่อยมุกตลกหน้าตายสถาปนาตัวเองเป็น King of Hay เจ้าของ Kingdom of Hay ใน พ.ศ. 2520

จากเมืองเล็กที่มีที่พักเพียงสี่แห่ง ก็กลายเป็นร้อย

ยิ่งมีข่าวให้คนพูดถึงเท่าไหร่ ความคิดแตกขยายของ Booth ก็ทยอยตามออกมา ตั้งแต่การขายตำแหน่ง Dukedoms เป็น Duke หรือ Duchess จนถึงการออกหนังสือเดินทาง Kingdom of Hay ส่วนร้านหนังสือนั้น Booth ขายไปนานแล้ว มาเปิดร้านใหม่ใช้ชื่อสมตัวว่า The King of Hay

 

 

ความกึ่งเพี้ยนในตัว Richard Booth ให้คุณกับ Hay เป็นที่รู้จักระดับโลก แต่ตลาดหนังสือก็ยังคงมีกลไกที่หมุนไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยม Hay ไม่ใช่ผู้ที่มาเพื่อซื้อหนังสือเป็นหลัก ระยะหลังร้านหนังสือปิดตัวลงไปมาก รายได้ที่หายไปไม่ใช่ผลจาก e-books เป็นสำคัญเท่ากับการสั่งซื้อจาก online retailers ซึ่งสะดวกและบ่อยครั้งราคาย่อมเยากว่า การเผลอตัวไปตัดราคาสู้ไม่ใช่ทางออก

 

 

23 ร้านหนังสือที่เหลืออยู่ จำต้องปรับวิธีค้าขาย บริหารจำนวนหนังสือหมุนเวียนและคงคลัง เพิ่ม online sales ปรุงแต่งโฉมด้วย food & films ขายอาหารเครื่องดื่ม มีห้องฉายภาพยนตร์ สร้างกิจกรรมเพื่อดึงดูดคนและสร้างรายได้เพิ่ม

 

 

ทุกวันพฤหัสบดีแม้ฟ้าฉ่ำ ถนนแฉะ ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนเกาะไม่เคยรู้สึกรู้สากับ bad weather ว่าอากาศแย่ ถ้าเลือกสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม ตลาดนัดของ Hay จึงมีคนท้องถิ่นออกมาเดินปะปนกับนักท่องเที่ยวไม่เคยขาด เสียงพูดคุย ความจริงใจและตรงไปตรงมาของคนพื้นบ้านเป็นธรรมชาติที่น่าดึงดูดใจ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งเคลือบแฝง

 

 

แต่หัวใจของ Hay ที่แท้จริงเกิดจากการเป็น Market town เมืองที่คนสมัยก่อนเดินทางมาซื้อหาและค้าขาย Hay เคยเป็นศูนย์กลางตลาดแกะ ตลาดเนย ตลาดชีส และ Antiques ของเก่าที่มีร่องรอยของกาลเวลาแฝงอยู่ ให้ฉงนกับเรื่องราวของผู้ถือครองคนก่อนหน้า

 

 

แม้ของเก่าทำเทียมจะหาง่ายขึ้น ขายปะปนไปกับของเก่ามีวิญญาณ การหาของเก่าที่นิยมยังต้องเป็นตามตลาดเก่าในเมืองเล็ก ร้านของเก่าใน Hay มีมากทั้งจำนวนร้านและสิ่งของ ความน่าสนใจดูจะทัดเทียมกับร้านหนังสือ

 

 

ตลาดหนังสือเป็นสินค้าที่ Hay ขาย ณ ช่วงหนึ่งของเวลา  – ที่จะมีวันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพตลาดอย่างที่เสน่ห์ของเมืองค้าขายควรจะเป็น แม้ตลาดของ Hay จะมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาพยุง ของที่มีมาเสนอขาย ก็ยังเปลี่ยนไปได้ไม่รู้จบ

Jim Saunders นักเขียนในพื้นที่เชื่อว่า แม้จะไม่เหลือร้านหนังสือเลย Hay ก็ยังอยู่ได้

ของใหม่ที่ Hay นำเสนอ คือ Ideasความคิดและสิ่งใหม่ที่คิดค้นอย่างไม่หยุดนิ่ง ถึงพ.ศ. 2533 จึงเป็นปีเริ่มต้นของ Hay Festival ที่คราวนี้นำคนและมูลค่าเงินเข้ามาสู่ Hay อีกมหาศาลยิ่งกว่าเดิม ทุกปี

 

 

Hay Festival จึงเป็นมุมใหม่ของเมือง ที่มีของให้ชวนติดตามอีกร้อยแปดพันอย่าง กับอีกหนึ่ง ที่ขาดไม่ได้ – คือ หนังสือ

 

*********

Wales ก่อนหน้า: Dylan Thomas คนพิเศษจาก Swansea

Wales ต่อไป: Hay Festival 2014

 

Elton John's Music - Words by Dylan Thomas - Bonnie Tyler sings "I Loved a Man" (1988)

Uploaded by RonnieFriend

 

ละครวิทยุอย่าง Under Milk Wood ของ Dylan Thomas มีเสียงนกร้องจิ๊บจิ๊บ ปนเสียงกระซิบสนทนา

ดูจะเหมาะกับบรรยากาศชนบทแบบ Hay 

และความเศร้าของการสูญเสียคนรัก

โดยเสียงร้องของ Bonnie Tyler สาว Welsh

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net