วันที่ อังคาร สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อัตถะ ยังไม่จบนะคะ (การตามรักษา,ตรัสรู้ และ บรรลุสัจจะ)


ในเอนทรี่เกี่ยวกับอัตถะที่แล้ว  http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/08/04/entry-1  ได้เอ่ยถึงฆราวาสธรรม ว่าประกอบด้วย สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ได้เทียบองค์ธรรมว่าทมะ ขันติ จาคะ นั้น แทบจะเทียบเคียงได้กับหลักธรรมที่ชื่อว่า ปธาน ๔ อันประกอบด้วย ความเพียรปิดกั้นยับยั้งอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด เพียรละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรก่อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด และ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น ไพบูลย์ 

ค้างสัจจะไว้ ในเอนทรี่นี้จึงขอนำสัจจะมาเล่าต่อนะคะ สัจจะนั้นแปลว่าความจริง เวลาพูดถึงสัจจะทีไร เราก็มักนึกไปถึงความเป็นจริง การพูดจริง ทำจริง ความจริงใจ อย่างไรก็ดีมีเรื่องของวิธีปฏิบัติตนของเราต่อสัจจะที่เราควรสนใจด้วยค่ะ นั่นคือารตามรักษาสัจจะ การตรัสรู้สัจจะ และ การบรรลุสัจจะ

การที่จะบรรลุอริยสัจจ์ในพุทธศาสนาได้นั้น ต้องมีปรากฏการณ์เป็นขั้นๆไป 

ในการศึกษาพุทธศาสนา เราอาจมีศรัทธาต่อคำสอน มีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่ได้ยินได้ฟังมา แต่เราก็ไม่ปักใจเชื่อลงไปหากเพ่งพินิจจนทราบความจริงของสิ่งนั้น หรือก็คือ ไม่ปักใจในสิ่งที่เราเชื่อที่เราศรัทธานั้นว่า “จริงอย่างที่สุด” รวมทั้งไม่ได้ปิดกั้นตนจากความเชื่อใหม่ๆ ด้วยเข้าใจดีว่า ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาของเราขณะนี้ทำให้มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆอย่างนี้ๆ และนอกจากจะไม่ปิดกั้นตนจากความรู้ใหม่แล้ว ยังค้นหาความจริงเพิ่มเติม เมื่อได้ความรู้ใหม่ที่มีเหตุผลมากกว่าความรู้เก่า เพราะสอดคล้องกับความว่าง ความเห็นว่าไม่เป็นตน ความเป็นสามัญญลักษณะ เราก็พร้อมจะเชื่อตาม ปรับศรัทธาตาม อย่างนี้เราก็ได้ชื่อว่า ตามรักษาสัจจะ

เมื่อผู้ตามรักษาสัจจะ เห็นภิกษุในพุทธศาสนานี้แล้วก็ใคร่ครวญดูว่า ภิกษุนั้นมีธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลงหรือไม่ กล่าวว่ารู้ทั้งๆที่ไม่รู้หรือไม่ กล่าวสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อการไม่สิ้นทุกข์หรือไม่ มีการแสดงออกทางกายวาจาเหมือนคนหลงหรือไม่  ครั้นเห็นว่าภิกษุรูปนั้นไม่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็เห็นว่าบุคคลผู้มีรูปอย่างนี้ เมื่อแสดงธรรมใด ก็ย่อมเป็นธรรมที่ประณีต ลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมที่บัณฑิตพึงรู้ จึงได้ปลูกศรัทธาในภิกษุนั้น

ตรงนี้พระอัสสชิที่มีอิริยาบทที่น่าเลื่อมใสจนอุปติสสมาณพเห็นแล้วเกิดความศรัทธา คงเป็นตัวอย่างที่ดีนะคะ

เมื่อเกิดศรัทธาในภิกษุนั้นแล้ว จึงเข้าไปหาเพื่อนั่งใกล้ค่ะ พอนั่งใกล้ก็ย่อมได้ฟังธรรม

ครั้นฟังแล้วก็ทรงจำ นำไปพิจารณา และเพราะธรรมเป็นธรรมลึกควรค่าแก่การเพ่งพิจารณา จึงเกิดฉันทะ ขะมักเขม้น เทียบเคียงปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดกับตนกับธรรมที่ทรงจำไว้ ก็จะเห็นแจ้งปรมัตถสัจจะแต่ละสัจจะด้วยปัญญา หรือก็คือ ทำธรรมที่ได้รับฟังมาหรือปริยัติภายนอก มาอธิบายสภาวะที่เคยเกิดขึ้นกับตนจนเข้าใจ แล้วทรงจำตามความเข้าใจที่เกิดจากการเทียบสัจจะกับสภาวะ เป็นปริยัติภายในนั่นเองค่ะ และแจ้งสภาวะที่ปรากฏกับกายใจของตนนั้นไปพร้อมๆกันด้วย เหล่านี้เรียก การตรัสรู้สัจจะ

เมื่อเสพจนคุ้น เพียรทำเพื่อตรัสรู้สัจจะมากๆเข้า ก็จะบรรลุอริยสัจจ์ได้ด้วยตนเอง การกระทำอย่างนี้เรียกว่าการ บรรลุสัจจะ ค่ะ

เรื่องของอัตถะ ยืดยาวมา ๔ เอนทรี่แล้วค่ะ ขอบคุณที่ติดตามมาเรื่อยๆนะคะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net