วันที่ พุธ สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

In London: 4th August 2014 คืนมืดหม่นของเกรทบริเทน


4 สิงหาคม พ.ศ. 2457 เป็นวันแรกที่บริเทนก้าวเข้าสู่มหาสงครามโลก

คืนก่อนหน้า ในวันที่ 3 สิงหาคม Sir Edward Greyforeign secretary รัฐมนตรีต่างประเทศ ณ เวลานั้น เพ่งสายตาสู่ St James’s Park กระทบแสงนวลของโคมไฟถนนที่สมัยนั้นยังจุดสว่างด้วยแกส หวั่นใจถึงความรุนแรงของสงครามที่กำลังจะประทุขึ้น นึกรู้ถึงความหนักหนาจนมีถ้อยคำรำพึงบันทึกไว้ว่า

‘..แสงไฟจากทั่วทุกแห่งในยุโรปคงจะต้องดับมืดลงอย่างไม่มีกำหนด

จนชั่วชีวิตของเราก็คงไม่ได้เห็นแสงสว่างจุดขึ้นอีกครั้ง…’

 

ถ้อยคำเหล่านั้น เป็นการเปรียบเทียบมหันตภัยร้ายแรงของสงคราม ความหายนะและความสูญเสียที่จะตามมา และความหดหู่เศร้าใจที่ตัว Sir Edward ผู้ชิงชังสงครามไม่สามารถใช้การปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพในทวีปยุโรปไว้ได้

 

 

ร้อยปีผ่านไป เมื่อครบรอบการรำลึกถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 คำพูดของ Sir Edward Grey จุดประกายให้ส่วนหนึ่งของพิธีการย้อนเข้าสู่จุดเริ่มเดินเข้าสู่สงครามของบริเทน รวมการ Lights out ตัดแสงไฟ ให้ใช้เพียงเทียนไขส่องสว่างในคืนวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เพื่อรื้อฟื้นถึงภาพสถานการณ์อย่างที่เกิดขึ้นจริงในยามศึกสงคราม

ถึงชีวิตที่สูญสิ้น

ถึงสภาพการดำรงอยู่อย่างสาหัสในแนวรบ

ถึงภาวะที่ประชาชนผู้อยู่เบื้องหลังต้องประสบ  

 

 

พิธีรำลึกถึงที่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำประเทศในยุโรปเข้าร่วม จัดตั้งแต่ช่วงเช้าที่ Mons, Belgium - เมืองแรกที่ถูกบุก  ขณะที่เกรทบริเทน มีพิธีเกิดขึ้นหลายจุดในเวลาไล่กันมา ช่วงสำคัญเกิดขึ้นที่ Westminster Abbey มหาวิหารที่ใช้ประกอบพิธีระดับชาติ กำหนดช่วง Lights out ไว้ที่ 22.00 – 23.00น. ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริงเมื่อร้อยปีก่อน

แสงสุดท้ายของ Lights out คือตะเกียงน้ำมันที่ Duchess of Cornwall เป็นผู้ดับลง

 

 

การร่วมรำลึกถึงวันที่เกิดเหตุการณ์เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว เป็นการบอกให้คนรุ่นหลังรับทราบถึงผลของความขัดแย้ง รำลึกถึงชีวิตมากมายที่ปลิดปลิวร่วงหล่น ประวัติศาสตร์ร้อยปีที่ผ่านมาไม่ได้มีเพื่อให้ใครตำหนิ วิจารณ์ แต่เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้เข้าใจ เรียนรู้ข้อผิด และอย่าพลาดพลั้งซ้ำรอย

 

Prince William มีรับสั่งความตอนหนึ่งในพิธีที่ Liege, Belgium ว่า การปรากฏตัวเป็นส่วนร่วมพิธีการสำคัญวันนี้ของประธานาธิบดีแห่งเยอรมนีและออสเตรีย ร่วมกับผู้นำอีกหลายชาติ – ที่ครั้งหนึ่งคือศัตรูคนละฝั่ง เป็นเครื่องหมายสำคัญของพลังแห่งการสมานความร้าวฉาน

 

 

ผู้เสียชีวิตระหว่าง พ.ศ. 2457 – 2461 มีทั้งทหารและประชาชนประมาณ 17 ล้านคน จากแทบจะทุกมุมของโลก เป็นความสูญเสียมหาศาลที่ยังไม่มีเหตุการณ์ใดเทียบเคียงได้

 

 

ความสูญเสียจากเวลาหนึ่งศตวรรษที่ผ่าน สะท้อนออกมาในภาพสีแดงฉานของดอกป๊อปปี้ ที่เคยไหวเอนไปตามลมเหนือท้องทุ่งสมรภูมิ

 

 

ทะเลแห่ง  ceramic poppies ดอกไม้จากดินปั้นจำนวนเพียงแสนกว่าดอกที่รายล้อม Tower of London ไม่ใช่ในฐานะป้อมปราการเก่าแก่หนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน แต่เพราะเป็นสถานที่รายงานตัวก่อนการออกเดินทางไปสู่สมรภูมิรบในครั้งนั้น

 

 

และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเป้าหมายทั้งสิ้น 888,246 ดอก ที่จะปักลงดินให้ครบถ้วนภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

 

ทุกดอกคือตัวแทนทุกชีวิตที่สูญเสียของบริเทน ทั้งบริทิชและประชาชนในราชอาณาจักร ที่ถูกนำมานับรวม ร้อยเรียง แทนความระลึกถึงจากคนรุ่นหลัง

 

 

Siegfried Sassoon นักประพันธ์อังกฤษที่ร่วมรบในมหาสงครามเคยตั้งคำถามไว้ว่า

Have you forgotten yet?

For the world’s events have rumbled on since those gag days.

เวลาร้อยปีที่ผ่านมา คงให้ความหนักแน่นได้เพียงพอกับคำตอบว่า We have not forgotten.

We remember them.

 

 

Going Home - Fallen Soldier Bagpipe Tribute

Uploaded by TheLightningMan

*********

 

เรื่องของมหาสงคราม

Belgium:Ypres คือเป้าหมายปลายทาง

 

Credit:  2 photos courtesy of BBC by PA.

 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net