วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทริปเมืองโรแมนติก เวียนนา-ปราก ตอนจบ


1 พฤษภาคม 2550 วันแรงงาน

จากที่เมื่อคืนนัดกันเป็นมั่นเหมาะว่าเช้านี้จะตื่นแต่เช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานชาร์ล แต่ด้วยความเหนื่อยที่เมื่อวานเดินกันทั้งวัน ร่างกายเลยไม่ยอมตื่นอย่างที่ใจหวังไว้ กว่าที่เราจะได้ฤกษ์ล้างหน้าแปรงฟัน เก็บของออกจากห้องพักก็เกือบ 7 โมงแล้ว แต่ยังไงก็กะว่าจะเดินไปดูเมืองยามเช้าๆอย่างนี้หน่อย เดินไปตามทางเดินที่เมื่อวานพลุกพล่านไปด้วยผู้คนเต็มถนน แต่ตอนนี้ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ถนนดูว่างเปล่า บรรยากาศเงียบสงบ พอเดินมาถึงตัวสะพานก็ใจชื้นว่า ดีนะที่ตัดสินใจเดินมา เพราะตอนเช้าๆอย่างนี้ บรรยากาศดีอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยว่าแดดอ่อนๆที่เริ่มสาดส่องตัวอาคารต่างๆทำให้ดูขรึมขลังไปหมด ทางเดินบนสะพานวันนี้ว่างเปล่า มีเพียงนักท่องเที่ยวไม่กี่คนที่ตื่นแต่เช้าเพื่อมาเก็บภาพสวยๆอย่างนี้เอาไว้

สำหรับวันนี้เราจะออกเดินทางไปนอกเมืองกัน โดยมีจุดหมายอยู่ที่ปราสาท Karlstein ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของปราก ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟประมาณ 45 นาที สำหรับปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นบนเนินเขาที่มีแม่น้ำ Berounka เริ่มสร้างตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 14 โดยพระเจ้าชาร์ลที่ 4

เราใช้เวลาดื่มด่ำกับความสวยงามของปรากยามเช้าจนถึงเวลาที่ต้องเดินทางต่อ เราเลือกที่จะเดินไปยังสถานีรถไฟแทนการนั่งรถไฟฟ้า ด้วยว่าอย่างเดินชมปรากให้จุใจเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งๆที่ต้องแบกเป้สัมภาระไว้เต็มหลัง เพราะเราเช็คเอาท์ออกจากที่พักแล้ว แต่สาเหตุลึกๆก็เพราะงกมากกว่า พอไปถึงสถานีรถไฟก็เอาของไปฝากไว้กับตู้รับฝากของก่อนจะไปนั่งรอรถไฟ สำหรับอาหารเช้าวันนี้เราเลือกที่จะซื้อแซนวิท (อีกแล้ว) จากซุปเปอร์ในสถานีมารองท้อง สำหรับรถไฟที่นั่งไป Karlstein ดูดีกว่าที่คิดไว้ คือค่อนข้างใหม่แล้วก็สะอาดสะอ้านดี

พอรถไฟเคลื่อนที่ออกจากสถานีได้ไม่เท่าไหร่ สองข้างทางเริ่มปรากฎภาพชนบทที่ไม่ต่างจากตอนขามาเท่าไหร่นัก ตอนนั้นก็เสียวๆว่าจะลงถูกสถานีหรือเปล่า เพราะบางทีสถานีที่รถไฟจอดก็ไม่เห็นมีป้ายบอกชื่อสถานีเลย แต่พอนั่งมาได้ซักพักก็สังเกตเห็นว่ามีคนเตรียมตัวลงหนาตา แล้วส่วนใหญ่ก็ดูเป็นนักท่องเที่ยวด้วย ก็เลยเดาได้ว่าน่าจะเป็นสถานีนี้ พอรถไฟจอดก็ใช่เลยสถานีนี้แน่ๆ เพราะมีป้ายชื่อหราอยู่ แล้วจะไปต่อกันอย่างไรยังเป็นคำถามอยู่ ด้วยว่าที่สถานีไม่มีวี่แววของรถโดยสารหรือป้ายรถอะไรทั้งสิ้น สังเกตดูคนอื่นส่วนใหญ่จะใช้วิธีเดินกัน ก็เลยเดินตามๆกันไปเป็นขบวนใหญ่ ระยะทางที่เดินก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ดูแล้วน่าจะเกินกิโลนึง แต่ด้วยว่าเย็นสบาย ธรรมชาติสวยๆ ก็เลยเหมือนเดินชมวิวไปเรื่อยๆ

เดินไปได้ซักพักเริ่มเห็นบ้านคนหนาตาขึ้น สองข้างทางเริ่มเป็นร้านขายของที่ระลึกกับร้านอาหาร ทางเดินเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ พอพ้นโค้งถนนก็เห็นปราสาท Karlstein ตั้นเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเนินที่สูงขึ้นไป นึกในใจว่าเราต้องเดินขึ้นไปจริงๆหรือนี่ เส้นทางช่วงหลังๆถึงแม้จะเป็นทางลาดอย่างดี แต่ว่าชันจนต้องค่อยๆย่างขึ้นไปเลย

ขึ้นมาถึงด้านหน้าของปราสาท ก็รีบเข้าไปซื้อตั๋วเข้าชม สำหรับสถานที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้เดินชมเอง ต้องมีไกด์คอยนำทางตลอด โดยมีทั้งรอบที่เป็นภาษาเชค อิตาลี แล้วก็อังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเลือกรอบภาษาอังกฤษ แต่ก็ต้องรอไปอีกชั่วโมงนึงเพราะรอบล่าสุดที่เป็นภาษาอังกฤษคือ 11 โมง ก็เลยต้องนั่งๆนอนๆอยู่ตรงทางเข้าเพื่อรอเวลา เบื่อมากเข้าก็ทำกิจกรรมยอดนิยมคือนั่งเขียนโปสการ์ดครับ

11 โมงตรงก็ได้เวลาเดินชมปราสาทซะที เสียดายที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เลยไม่มีโอกาสเก็บภาพภายในมาให้ชมกัน เราเดินผ่านห้องต่างๆภายในตัวปราสาท ไม่ว่าจะเป็นห้องของอัศวิน ห้องบรรทมของกษัตริย์ โดยภายในกรุ๊ปมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่เป็นคนเอเชียหัวดำ นอกนั้นก็เป็นฝรั่งกันหมด เราใช้เวลาชมกันอยู่เกือบชั่วโมงก่อนที่จะวนออกมายังด้านหน้าที่เดิม คราวนี้เลยไม่รู้จะทำอะไรต่อเพราะนี่ก็เพิ่งเที่ยง รถไฟจากปรากที่จะกลับเยอรมันก็ตั้งสี่โมง เลยเดินเล่นกันสบายๆอยู่แถวๆนั้น เดินเข้าเดินออกร้านขายของด้านล่างแต่ก็ไม่ได้อะไรติดมือเพราะของแต่ละอย่างถึงแม้จะดูดีแต่ราคาก็ไม่น้อยเลย

นั่งรถไฟกลับมายังปรากเพื่อต่อนั่งรถไฟกลับเยอรมัน พอเดินไปยังชานชาลาก็ต้องอึ้งกับสภาพของรถไฟที่จะพาเรากลับเยอรมัน เพราะสภาพมันไม่ต่างจากรถไฟชั้นสามบ้านเราเลย แต่ทำยังไงได้มาถึงที่แล้วก็ต้องนั่งแหละ (จ่ายตังส์แล้วหนิ) ขึ้นไปด้านบนก็เริ่มเครียด เพราะหน้าตาผู้โดยสารดูน่ากลัวมากๆ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนท้องถิ่นเพราะรถไฟสายนี้จะวิ่งไปสุดสายที่ชายแดนเท่านั้น เราใช้เวลานานมาในการเลือกที่นั่งทั้งๆที่ก็มีที่เหลือค่อยข้างเยอะ แต่การหาที่นั่งใกล้ๆกับคนที่ดูน่ากลัวน้อยที่สุดนี่สิ เป็นเรื่องไม่ง่ายนะครับ

เราเลือกได้ที่นั่งในมุมหนึ่งของตู้รถไฟ จนเมื่อรถไฟวิ่งไปได้ซักพักก็เริ่มสังเกตว่ารถไฟวิ่งช้ามาก แล้วดันจอดทุกป้ายอีกต่างหาก ตามตารางเราต้องนั่งรถไฟสายนี้ไปจนเกือบสองทุ่มแล้วค่อยต่อรถไฟสายสั้นๆข้ามพรหมแดนเชคกับเยอรมัน แล้วค่อยนั่งรถไฟเยอรมันกลับเนินเบิร์ก แต่ก็เพิ่งมานึกได้ว่าเส้นนี่ท่าทางจะไม่ใช่เส้นทางที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางกัน เพราะส่วนใหญ่น่าจะเดินทางตรงจากปรากเข้ามิวนิคซึ่งเป็นเมืองใหญ่มากกว่า (ท่าทางเร็วกว่าด้วย) คราวนี้เราเลยได้มาซึมซับบรรยากาศของการเดินทางแบบที่ชาวเชคเค้าใช้เดินทางกันจริงๆ รถวิ่งมาได้เกือบสองชั่วโมงก็ทำให้เราสองคนต้องมองหน้ากันอีก เพราะรถไฟดันหยุดเอาดื้อๆ ไม่ใช่แค่หยุดธรรมดา แต่เหมือนกับเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า โดยเจ้าหน้าที่ประจำรถก็ลงไปข้างล่างเดินไปเดินมา ถึงตรงนี้ก็อึ้งสิครับไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเกิดรถมาเสียเอากลางทุ่งแบบนี้จะทำยังไง แล้วจะไปต่อรถเข้าเยอรมันทันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนนั้นรู้แต่ว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ยังดีที่รอไปครึ่งชั่วโมงรถไฟก็เริ่มออกแล่นตามปกติ นั่งเลยเป็นสาเหตุให้รถไฟของเรามาถึงจุดหมายช้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง พอลงรถไฟได้ก็ต้องออกกำลังกันหน่อย คือวิ่งลอดอุโมงค์ไปยังชานชาลาของรถไฟที่จะพาเราข้ามพรมแดนเข้าเยอรมันกัน

สำหรับรถไฟเที่ยวนี้เป็นรถไฟช่วงสั้นๆตามตารางจะใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง โดยจะแค่เป็นการข้ามพรมแดน หลังจากนั้นเราต้องไปต่อรถไฟของเยอรมันเพื่อกลับเนินเบิร์กอีกที สภาพรถไฟเที่ยวนี้ช่างแตกต่างจากสภาพรถที่เราเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง เหมือนหลุดจากสลัมมาสู่โรงแรมห้าดาวอย่างนั้นเลย พอรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลา ก็ได้เวลาที่ทางตม.ของทั้งเชคกับเยอรมันจะต้องมาตรวจผู้โดยสาร ในใจก็ตุ้มๆตั่มๆอยู่แล้วว่าจะมีปัญหาหรือเปล่า แล้วถ้ามีปัญหาจะทำยังไง คิดไปสารพัด

นั่งรถไฟมาได้สิบนาที เจ้าหน้าที่ตม.เชคร่างใหญ่ก็เดินเข้ามาตรวจพาสปอร์ตเราทั้งสองคน พี่แกค่อยข้างงงเพราะเหมือนทั้งขบวนมีเราเป็นเอเชียเพียงสองคน เจ้าหน้าที่แกใช้เวลาตรวจนานมากๆ ทั้งเอาแว่นขยายส่องแล้วส่องอีก ตอนนั้นเริ่มเหงื่อตก ว่าจะรอดมั้ยตูแต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดแล้วจะกลัวทำไมหละ หลังจากส่องแทบจะทุกตารางนิ้วของพาสปอร์ตเราสองคน พี่แกก็ประทับตราผ่านให้ ส่วนตม.เยอรมันที่มายืนรอนานแล้ว ก็แค่ดูๆเท่านั้นเพราะเราสองคนมีเชงเก้นวีซ่าอยู่ ก่อนไปก็ยังทักทายเป็นภาษาเยอรมันแต่เสียใจที่เราฟังไม่รู้เรื่อง แต่เดาๆเอาว่าพี่แกคงถามว่าเป็นพี่น้องกันหรอ

ถึงตอนนี้ค่อยโล่งอกเพราะกลับเข้าสู่เขตเยอรมันที่คุ้นเคย ซึ่งกว่าจะกลับถึงโรงแรมก็ดึกโขอยู่ คืนนั้นเลยหลับเป็นตายเลย นับเป็นทริปปิดท้ายสำหรับการอยู่เยอรมันสองเดือนครึ่งที่เรียกว่าเที่ยวทุกอาทิตย์ ทั้งเมืองที่เป็นที่ท่องเที่ยวหลักๆ หรือแม้แต่เมืองเล็กๆ นับเป็นประสบการณ์ที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตเลยครับ

 

 

 

โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net