วันที่ อังคาร สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำรวจกับปัญหาการใช้อาวุธปืน


ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ค 'หมอแอร์'

 

  เหตุการณ์ตำรวจฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางชันใช้อาวุธปืนรุมยิงรถยนต์นิสิตคณะนิติศาสตร์ปี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากสงสัยว่ามียาเสพติดไว้ในความครอบครอง นอกจากจะสร้างความตระหนกเสียขวัญให้กับนิสิตผู้เสียหายโดยตรงแล้ว ยังสร้างความหวาดหวั่นแก่ประชาชนทั้งประเทศอีกด้วย โดยต่างพากันตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติในการใช้อาวุธปืนของตำรวจ ว่ามีการฝึกอบรมและควบคุมดูแลกันอย่างไร เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ครั้งแล้วครั้งเล่าในหลายพื้นที่


    ภาพตำรวจใส่กางเกงขาสั้นและกางเกงยีนส์ถืออาวุธสงครามไปล้อมจับตัวนายสาธิต เซกัล ในคอนโดมิเนียมย่านถนนสีลมเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ยังคงติดตาประชาชนว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบในการใช้อาวุธสงครามเพียงใด   

    นอกจากนั้น เหตุการณ์ตำรวจสืบสวนจังหวัดสกลนครยิงไล่หลังรถวิศวกรที่สงสัยว่าค้ายาเสพติดจนเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน รวมทั้งกรณีตำรวจนครบาลรุมยิงรถยนต์ทันตแพทย์หญิงขณะคนร้ายจี้มาจอดรอสัญญาณไฟกลางกรุง จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้มีการดำเนินคดีอาญาและวินัยกับข้าราชการตำรวจผู้รับผิดชอบคนใดหรือไม่อย่างไร   

    ปัญหาที่ประชาชนตั้งคำถามตลอดเวลาก็คือ การพกและการใช้อาวุธปืนของตำรวจประเทศไทย ปัจจุบันมีกฎหมายและระเบียบควบคุมกันอย่างไร เหตุใดเหตุการณ์ตำรวจพกพาและใช้อาวุธปืนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือเกินความจำเป็นหรือผิดพลาด หรือแม้กระทั่งนำไปใช้ก่ออาชญากรรมเสียเองจึงเกิดขึ้นในสังคมไทยเสมอๆ                           

    ปัญหาการพกพาอาวุธปืนของตำรวจนั้น หากเป็นตำรวจในเครื่องแบบผู้มีหน้าที่ป้องกันอาชญากรรมในแต่ละช่วงเวลา หรือที่เรียกว่าเข้าเวรนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบเห็นในประเทศที่เจริญแล้ว แตกต่างไปจากประเทศของเราก็ตาม แต่ประชาชนก็ไม่รู้สึกว่าเป็นการพกอาวุธที่เกินเลยไม่สมควร เพราะสามารถมองเห็นว่าเป็นตำรวจคนใด กำลังทำหน้าที่อะไร ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ ยอมรับได้ว่าพวกเขามีความจำเป็นต้องพกอาวุธปืนไว้ป้องกันตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มีกฎหมายรองรับ                         

    แต่สิ่งที่ประชาชนรู้สึกหวาดหวั่นอย่างยิ่งก็คือ ภาพตำรวจนอกเครื่องแบบไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พกอาวุธปืนปรากฏตามที่สาธารณะหรือร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งการนั่งล้อมวงดื่มสุราในงานสังสรรค์ต่างๆ รวมทั้งตำรวจฝ่ายสืบสวนหน่วยเฉพาะกิจต่างๆ มากมาย ที่มักใช้รถปิกอัพสีดำไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนหรือทะเบียนปลอม พกอาวุธซุ่มดักจับผู้กระทำผิดกฎหมายในที่เปลี่ยวหรือชุมชน ซึ่งยากที่ประชาชนจะตรวจสอบ แยกแยะ ว่าพวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงหรือไม่ ชื่ออะไร สังกัดหน่วยใด จะแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกเขาเหล่านั้นมิใช่คนร้าย      

    ความเคยชินต่อการพกพาอาวุธปืนติดตัวตลอดเวลาของตำรวจไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นการพกพาที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากบางคนบางเวลามิได้มีหน้าที่หรืออยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบ หรือได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยชอบ ได้กลายเป็นอภิสิทธิ์อย่างหนึ่งในอาชีพตำรวจ ที่ทำให้ตำรวจทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีพฤติกรรมในทางมิชอบ มีอำนาจและอิทธิพลทางพฤตินัย สร้างความหวาดหวั่นให้กับประชาชนในสังคมหรือชุมชนตลอดมา ซึ่งไม่เคยมีใครพูดถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง และบ่อยครั้งที่เป็นสาเหตุของอาชญากรรมร้ายแรง ไม่ว่าจะเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบจากการทะเลาะวิวาท ลุแก่โทสะ ความมึนเมา หรือแม้กระทั่งใช้แก้ปัญหาชีวิตส่วนตัวหรือครอบครัว ตามที่เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง

    นอกจากนั้น การใช้อาวุธปืนของตำรวจแม้อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับความเหมาะสมและจำเป็นที่จะต้องไม่เป็นการใช้เกินกว่าเหตุ หรือประมาท เกิดความผิดพลาดเสียหายต่อชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้คนทั่วไป หรือแม้กระทั่งผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิด เนื่องจากตามกฎหมาย ตำรวจทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้อาวุธทุกชนิดเพียงเพื่อป้องกันตนเองหรือผู้อื่นจากภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงพอสมควรแก่เหตุ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เท่านั้น หาได้มีอำนาจที่จะใช้อย่างพร่ำเพรื่อในลักษณะที่มิได้เป็นความจำเป็นเพื่อการป้องกันตัวเองแต่อย่างใดไม่  

    ไม่ว่าจะเป็นการยิงหมายเอาชีวิตบุคคลใด ด้วยการคิดเอาเองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการปราบปรามอาชญากรรม ต้องการให้สังคมเกิดความสงบสุขอย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคฆ่าตัดตอน 2,500 ศพเมื่อสิบปีที่ผ่านมา หรือหากใช้อาวุธด้วยความประมาท เกิดความผิดพลาด มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็ไม่พ้นจะต้องรับผิดทางอาญาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ในลักษณะของการเล็งเห็นผล หรืออย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาท ต้องรับผิดทางอาญาและชดใช้ทางแพ่งแก่ผู้เสียหายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้     

    สิ่งที่ประชาชนพบเห็นและได้ยินเสมอๆ หลังเกิดเหตุความเสียหายจากการใช้อาวุธปืนของตำรวจหากไม่มีผู้ใดถึงแก่ความตายก็คือ ตำรวจผู้ใหญ่ออกข่าวขอโทษและแสดงเจตนาชดใช้ทรัพย์สินค่าทำขวัญให้ผู้เสียหาย พร้อมกับกล่าวว่าจะกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการใช้อาวุธปืนให้รัดกุมขึ้น แต่ไม่เคยปรากฏว่าได้มีการดำเนินคดีอาญาหรือลงโทษทางวินัยตามกฎหมายกันแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสำรองราชการหรือพักราชการ ซึ่งเป็นมาตรการทางวินัยเบื้องต้นในระบบราชการ มีเพียงการสั่งให้ไปช่วยราชการที่อื่นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และเมื่อผู้คนลืมเลือนก็ให้กลับมาทำหน้าที่เดิมต่อไป

    ซึ่งหากเกิดกรณีมีผู้เสียชีวิต ก็จะพยายามต่อสู้สร้างพยานหลักฐานเท็จ ให้ข่าวว่าผู้ตายได้พยายามทำร้าย ตำรวจต้องใช้อาวุธปืนยิงป้องกันตัว เช่นกรณีวิศวกรหนุ่มที่ถูกตำรวจไล่ยิงใส่รถจนเสียชีวิตที่จังหวัดสกลนครเมื่อสอง-สามปีที่ผ่านมา ก็ถูกกล่าวหาว่าผู้ตายพยายามขับรถไล่ชนตำรวจ ทั้งที่มีพยานนั่งอยู่ในรถให้การชัดว่า ตำรวจเป็นฝ่ายยิงไล่หลังรถคันดังกล่าวจนถูกวิศวกรคนขับเสียชีวิต  

    ความไม่จริงจังในการปกครอง บังคับบัญชา ลงโทษตำรวจที่ลุแก่อำนาจหรือประมาทเลินเล่อ ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการส่งส่วย บ่มเพาะวัฒนธรรมอุปถัมภ์ฝังรากลึกในองค์กรตำรวจ ได้ทำให้ตำรวจที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ลุแก่อำนาจ ไม่ตระหนักว่าการกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้อาวุธเกินความจำเป็น จะเกิดผลร้ายแก่ตน ต้องรับโทษตามกฎหมาย ต่างก็ยังคงพกพาและใช้อาวุธกันด้วยความเคยชินแบบเดิม รอแต่ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไปจากการใช้อาวุธปืนอย่างลุแก่อำนาจ เกินขอบเขตของตำรวจดังกล่าว    

    ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐจะต้องกำหนดมาตรการควบคุมการพกพา และวิธีการใช้อาวุธปืนของตำรวจทุกระดับให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับตำรวจในประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติของตำรวจนอกเครื่องแบบในลักษณะของการขับรถปาดหน้า จู่โจมตรวจค้นยานพาหนะหรือบุคคลในทางสาธารณะ ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิด ก่อให้เกิดเหตุร้ายเช่นหลายกรณีที่ผ่านมา ควรได้รับการทบทวนว่ามีความจำเป็นต้องกระทำเช่นนั้นต่อไปหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ใช้ตำรวจนอกเครื่องแบบทำหน้าที่เพียงสืบสวน รายงานข้อมูลข่าวสาร ส่วนการเข้าตรวจค้นจับกุมให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในเครื่องแบบรับผิดชอบการปฏิบัติ   

    ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของผู้มีอำนาจรับผิดชอบ การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจที่กำลังมีการพูดถึงในช่วงนี้ จะต้องเป็นไปเพื่อการตรวจสอบทั้งการไม่ใช้อำนาจและการใช้อำนาจโดยมิชอบของตำรวจทุกเรื่องทั้งระบบอย่างแท้จริง. 

 

(เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2557)

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net