วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปมเขื่อง


บทความ: ปมเขื่อง

ผู้เขียน : อาจารย์บรรจง บินกาซัน

ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

www.knowislamthailand.org

ที่มา : คอลัมน์สันติธรรม หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

“ปมเขื่อง” เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของอารมณ์ที่ต้องการแสดงออกให้เห็นว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นหรือคนอื่นด้อยกว่าตน

อารมณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนผู้นั้นเชื่อว่า ตัวเองมีอะไรบางอย่างที่เหนือกว่าคนอื่น เช่น วัยรุ่นบางคนเชื่อว่าพ่อของตัวเองมีอำนาจที่จะช่วยเหลือตัวเองให้พ้นผิดได้เมื่อทำผิด หรือความเชื่อว่าชนชาติของตัวเองเหนือกว่าชนชาติอื่น เช่น ฮิตเลอร์ เป็นต้น ดังนั้น การแสดงอารมณ์ปมเขื่องออกมาจึงมักเป็นไปในทางที่เสียหาย

                ชาวยิวเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีปมเขื่องขนาดใหญ่ เพราะชาวยิวถูกสอนมาให้เชื่อว่าชนชาติยิวเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกให้เหนือกว่าชนชาติอื่น ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าชาวยิวไปอยู่ที่ไหน ชาวยิวจึงมักจะสร้างปัญหาขึ้นที่นั่น และถูกต่อต้านหรือไม่ก็ถูกขับไล่จนต้องเร่ร่อนไร้แผ่นดินถิ่นอาศัยของตัวเองนับเป็นพันๆปี

ค.ศ. 70 เมืองเยรูซาเลม ถิ่นฐานของศาสดาคนสำคัญๆของชาวยิวและคริสเตียน ถูกกองทัพโรมันบุกมาทำลายจนสิ้นซาก ชาวยิวจำนวนมากถูกทหารโรมันเข่นฆ่าสังหารอย่างเหี้ยมโหด ชาวยิวส่วนหนึ่งจึงหลบลี้หนีภัยกระจายไปอาศัยอยู่ในส่วนต่างๆของโลก ในจำนวนนี้มี 3 เผ่าหลบหนีลงมาทางใต้เข้าไปในแผ่นดินอาหรับและมาอาศัยอยู่ในบริเวณชานเมืองยัษริบ (หรือเมืองมะดีนะฮฺในปัจจุบัน) ก่อนที่นบีมุฮัมมัดจะอพยพไปที่นั่นนานนับร้อยปี

                แม้จะไร้แผ่นดินสิ้นชาติ แต่ปมเขื่องไม่ได้หมดไปจากหัวใจของชาวยิว เมื่อมาอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ ชาวยิวยังถือว่าตัวเองเหนือกว่าชนชาติอาหรับเพราะคัมภีร์ศาสนาที่ธรรมาจารย์หรือแรบไบชาวยิวเขียนขึ้นหลังสมัยของโมเสสได้สอนให้ชาวยิวเชื่อว่าชาวยิวเหนือกว่ามนุษย์ชนชาติอื่น

ปมเขื่องของชาวยิวเกิดขึ้นจากการที่ชาวยิวถือว่าชนชาติของตนมีบรรพบุรุษที่เป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่หลายคน เช่น โมเสส ดาวิด โซโลมอน เป็นต้น และชาวยิวมีความรู้ทางศาสนามากกว่าชนชาติอื่นเพราะชาวยิวได้รับคัมภีร์ทางศาสนาผ่านทางศาสดาที่กล่าวมา เช่น คัมภีร์โตราห์ เป็นต้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้นฉบับคัมภีร์โตราห์ที่ถูกประทานมายังโมเสสได้สูญหายไปหรือไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมแล้ว แรบไบหรือธรรมาจารย์ชาวยิวจึงเขียนคัมภีร์ขึ้นมาใหม่เล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาบิดเบือนไปจากคำสอนของพระเจ้าที่ประทานแก่โมเสส คัมภีร์ดังกล่าวมีชื่อว่า “คัมภีร์ตัลมูด” ลองดูข้อความบางตอนของคัมภีร์เล่มนี้แล้ว ท่านผู้อ่านจะเข้าใจว่าทำไมชาวยิวจึงเป็นที่ถูกเกลียดชังและแสดงความโอหังอย่างเหี้ยมโหด

“ยิวถูกเรียกว่ามนุษย์ แต่ผู้ที่มิใช่ยิวมิใช่มนุษย์ พวกเขาเป็นสัตว์เดรฉาน” (Talmud : Baba mezia,114b)

“อากุม (ผู้ที่มิใช่ยิว) เป็นเหมือนหมา ใช่ คัมภีร์สอนให้เราให้เกียรติสุนัขมากกว่าผู้ที่มิใช่ยิว” (Ereget Raschi Erod.22 30)

“ยิวทุกคนที่หลั่งเลือดของคนที่ไม่ใช่ยิวกำลังทำสิ่งเดียวกับการบูชายัญต่อพระเจ้า” (Talmud : Bammidber raba c 21& Jalkut 772)

“หญิงมีครรภ์ที่มิใช่ชาวยิวไม่มีอะไรดีกว่าสัตว์ที่ตั้งท้อง” (Coschen hamischpat 405)

คำสอนจากคัมภีร์ตัลมูดดังกล่าวติดตัวชาวยิวมายังเมืองยัษริบด้วย แต่นั่นมิได้หมายความว่าชาวยิวทุกคนจะมีความคิดความเชื่อเช่นนั้นเหมือนกันหมด เพราะยังมีชาวยิวบางคนที่มีบันทึกคำสอนของโมเสสติดตัวมาด้วยเช่นกัน และชาวยิวส่วนนี้เองซึ่งมีอยู่น้อยมากได้หันมารับอิสลามหลังจากได้พบท่านนบีมุฮัมมัด

เมื่อนบีมุฮัมมัดอพยพจากมักกก๊ะฮฺไปยังเมืองยัษริบและเผยแผ่อิสลามในหมู่ชาวยิวที่นั่น ท่านเห็นว่าชาวยิวที่อพยพมาเป็นลูกหลานของยาโกบหรืออิสราเอล ท่านจึงให้เกียรติเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “บนีอิสรออีล” (ลูกหลานอิสราเอล) บางครั้งท่านก็เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชาวคัมภีร์”

ท่านนบีมุฮัมมัดได้บอกคนกลุ่มนี้ว่า คำสอนที่ท่านนำมาเผยแผ่สั่งสอนนั้นเป็นคำสอนเดียวกับที่อับราฮัมและโมเสสที่เป็นบรรพบุรุษของพวกเขาสั่งสอน

แต่เพราะ “ปมเขื่อง” ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจ คนกลุ่มนี้ได้ปฏิเสธและต่อต้านท่านนบีมุฮัมมัดเพียงเพราะท่านเป็นชาวอาหรับที่ชาวยิวดูถูกว่าเป็นชนชาติไร้การศึกษาและป่าเถื่อน ด้วยเหตุนี้ท่านนบีมุฮัมมัดจึงเรียกกลุ่มคนที่ต่อต้านท่านว่า “ยะฮูด” ซึ่งหมายถึง “ยิว”

เนื้อหาบางตอนของคัมภีร์กุรอานที่ถูกประทานลงมายังท่านนบีมุฮัมมัดในตอนนั้นได้เปิดโปงพฤติกรรมของชาวยิวว่าเหมือนกับพฤติกรรมของมารร้ายที่ทะนงตนในต้นกำเนิดของตนเองจนไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าเมื่อมันถูกบัญชาให้ก้มกราบต่ออาดัม เหตุผลของการฝ่าฝืนคำบัญชาของพระเจ้าก็คือ “ฉันถูกสร้างมาจากไฟ แต่อาดัมถูกสร้างมาจากดิน”

ชาวยิวในเวลานั้นอ้างว่าศาสนาของพวกตนเป็นศาสนาที่ถูกต้องแท้จริง และอับราฮัมก็เป็นยิว คัมภีร์กุรอานจึงโต้แย้งชาวยิวว่า “อิบรอฮีมไม่ใช่ยิวและไม่ใช่คริสเตียน แต่เขาเป็นผู้หันออกจากความเท็จสู่ความจริง เป็นผู้ยอมจำนนต่อพระเจ้าและเขาไม่เคยอยู่ในหมู่ผู้เคารพกราบไหว้สิ่งอื่นควบคู่กับพระเจ้า” (กุรอาน 3.67)

ความขัดแย้งระหว่างชาวยิวกับมุสลิมในแผ่นดินอาหรับจึงเกิดขึ้นนับตั้งแต่นั้น และเมื่อชาวยิวทั้งสามเผ่าบ่อนทำลายสังคมมุสลิมในเมืองยัษริบด้วยการคบคิดเป็นไส้ศึกให้แก่ชาวอาหรับยกกำลังมารุกรานมุสลิมครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดท่านนบีมุฮัมมัดก็ส่งกำลังคนไปขับไล่ชาวยิวเหล่านี้ออกจากแผ่นดินอาหรับ

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ความอาฆาตแค้นมุสลิมยังคงฝังอยู่ในจิตใจของชาวยิวมาจนถึงปัจจุบัน

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net