วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มาจะกล่าวบทไป ถึงวังหน้า(พระปิ่นฯ) ... แต่ปางนั้น


คุณหลวง . . . แม่มณีไหนลองเล่าสิว่าบ้านเมืองตอนนั้นเป็นยังไง

แม่มณี . . . บ้านเมืองเจริญมาก มีตึกสูงมากมายทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด มีรถยนต์ มีไฟฟ้า มีโรงหนัง เราแต่งตัวตามตะวันตก นับถือชาวตะวันตกมากกว่าพวกเดียวกัน เรามีทุกอย่างที่ตะวันตกมี เราเป็นทุกอย่างที่ชาวตะวันตกเป็น เรากินที่ตะวันตกกิน เราชอบทุกอย่างที่ตะวันตกชอบ เราอยากเป็นเขาแล้วปฎิเสธที่จะเป็นเรา

คุณหลวง . . . ไหนว่าเราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นไง แล้วเรายังมีพระเจ้าแผ่นดินไหม

แม่มณี . . . นี้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าเรายังเป็นเราอยู่

คุณหลวง . . . แล้วใครเป็นพระกลาโหม ถึงปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอย่างนั้น

แม่มณี . . . เราเรียกนายกรัฐมนตรี เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คุณหลวง . . . เปลี่ยนเป็นอะไร

แม่มณี . . . เราเรียกว่าประชาธิปไตยเจ้าค่ะ

คุณหลวง . . . แล้วเรานับถือใคร

แม่มณี . . . เรานับถือไปหมดยกเว้นตัวเรา

บทสนทนาระหว่างคุณหลวงอัครเทพวรากร กับมณีจันทร์ แห่ง "ทวิภพ" นวนิยายเรื่องดังของทมยันตรี ช่างกินใจเสียจริง ความเป็นตัวตนคนไทย ถูกผสมกลมกลืนจนแทบจะมองหาความเป็นไทยแท้ไม่เจอ ที่สำคัญ ... ความเป็นไทยจากข้างใน ของคนรุ่นใหม่นั้นน่าห่วงยิ่งนัก หรือจะจริงอย่างที่แม่มณีบอก สถาบันพระมหากษตริย์คือสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าเรายังเป็นเราอยู่

 

2 สิงหาคม 2557 บล็อกเกอร์โอเคเนชั่น เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

โดยบล็อกเกอร์ป้ารุ และอาสาสมัครฯ ขอบคุณมากค่ะ

 มัคคุเทศก์น้อย ลูกศิษย์ของป้ารุ พูดเก่งข้อมูลแน่นเป๊ะ

ที่แห่งนี้ช่างเล็กเหลือเกินเมื่อเทียบกับปราสาทราชวังของพระมหากษัตริย์บ้านเมืองอื่น วังหน้า... บ้านของพระราชาผู้ครองแผ่นดินสยาม ทุกย่างก้าวทุกตารางนิ้วที่ฉันเดินผ่านเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์บ้านเมือง บุคคลสำคัญ รวมถึงข้าทาสบริวาร กระเบื้องโมเสคโบราณลายสวย เก่าคร่ำจากรอยเท้าของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า สืบเนื่องมาหลายแผ่นดิน เจ้าคงอยากบอกเล่าเรื่องราวความหลังที่ยังเป็นปริศนา เรื่องราวที่ไม่เคยมีใครรู้ และคงอยากจะแก้ไขในเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงให้ทุกคนได้ฟัง

"ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ท่านไม่ได้มอบให้ใครสืบราชสมบัติต่อเมื่อสิ้นแผ่นดิน"

เปล่าค่ะ ... ไม่ใช่เสียงของกระเบื้องโมเสค แต่เป็นเสียงของบุคคลที่ บล็อกเกอร์ป้ารุและเหล่าอาสาสมัครพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยกย่องให้เป็นคัมภีร์ เธอเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ฟังตั้งแต่แรกประสูติจนถึงเสด็จสวรรคตได้อย่างสนุก

"พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระอนุชาร่วมพระมารดาเดียวกับสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณี"

"พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเจ้านายที่มีพระอัชฌาศัยไม่ถือพระองค์และพระรูปงาม ทำให้ทรงมีพระสนม เจ้าจอม และหม่อมห้ามมาตั้งแต่ยังทรงพระยศ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงมีพระราชโอรสพระธิดาจำนวนทั้งสิ้น 58 พระองค์"

"พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระอิสสริยยศเทียบเท่าพระมหากษัตริย์องค์หนึ่ง ชาวต่างชาติกล่าวถึงพระองค์ในสถานะ The Second King"
  

"ทำไมจึงต้องแต่งตั้งให้เป็นพระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์"

. . . . . "เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทราบว่าจะได้รับเชิญเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์จึงขอให้ถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ด้วย เพราะชะตาแรงนัก ตามตำราโหราศาสตร์ว่าผู้มีชะตาเช่นนั้นจะต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าทรงรับราชสมบัติพระองค์เดียวจะเกิดอัปมงคล ด้วยไปขวางบารมี"

. .  . . . "พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นั้นรอบรู้กว่ามาก ทั้งทางด้านกองทัพ ด้านต่างประเทศ จักรกล และอาวุธยุทธภัณฑ์ ภาษาอังกฤษแตกฉาน (ทรงมีส่วนสำคัญในการทำสนธิสัญญาบราวริ่งกับอังกฤษ) เป็นที่รักนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย เพราะท่านมีอุปนิสัยสนุกสนานเฮฮา ไม่ถือพระองค์ เป็นที่ยอมรับของชาวต่างประเทศ อีกทั้งตัดปัญหาเรื่องการแย่งชิงราชสมบัติได้อีกทางหนึ่ง"
  

"ในสายตาของบุคคลทั่วไปอาจจะมองว่าทั้งสองพระองค์ไม่ชอบพอกัน นั้นเป็นเพราะทรงมีอุปนิสัยและพระราชนิยมแตกต่างกัน ความจริงทรงรักใคร่และนึกถึงกันอยู่เสมอ ดังเช่น เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นไปปิดทองพระพุทธรูปใหญ่วัดพนัญเชิง ทรงปิดเฉพาะพระพักตร์ เว้นพระศอไว้ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ"

"ทั้งสองพระองค์มักจะค่อนแคะกันบ่อยครั้ง ด้วยถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่โกรธ เล่ากันมาว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ มักจะเรียกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ว่าพี่ทิดบ้าง พี่เถรบ้าง และตรัสค่อนว่าแก่วัด เพราะทรงผนวชอยู่นานถึง 27 พรรษา "

"ในยุคสมัยนั้นตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจอันดับต้นๆ ก็คือตระกูลบุนนาค วังหน้าจึงสร้างกำลังทหารให้เข้มแข็งไว้ เพื่อป้องปรามคนคิดการใหญ่ไปด้วยในตัว"

"พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงชื่นชมนิยมอเมริกา ถึงกับพระราชทานนามพระโอรสองค์โต ในเจ้าจอมมารดาเอมว่า "ยอร์ช วอชิงตัน" ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพระราชทานนามใหม่ว่า "พระองค์เจ้าชายยอดยิ่งยศ" ซึ่งก็คือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 5"

"สุนทรภู่เมื่อครั้งตกระกรำลำบาก พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงรับอุปการะไว้ ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระบวรราชวัง บรรดาศักดิ์พระสนุทรโวหาร มีเรื่องเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เคยให้สุนทรภู่แต่งเพลงยาวเกี้ยวคุณพุ่มข้าราชการฝ่ายในกวีหญิงฝีปากกล้า สมัยรัชกาลที่ 3 อีกหนึ่งเรื่องเล่าที่ไม่มีหลักฐานใดๆ"

"สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงมีวงดนตรีไทยฝีมือเก่งกาจ ผู้ควบคุมวงดนตรี คือ พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูแขก) ที่รู้จักกันดี อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่วงการดนตรีไทยมากอยู่ และนับได้ว่าทรงเป็นผู้ส่งเสริมศิลปดนตรีและการละครไทยพระองค์หนึ่ง นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงโปรดแคนมาก โปรดการเล่น "แอ่วลาว" จนเป็นที่ไม่พอพระทัยของสมเด็จพระจอมเกล้าฯอย่างมากเช่นกัน ถึงกับออกพระราชบัญญัติห้ามเล่นแอ่วลาวเป่าแคนกันเลยทีเดียว ด้วยทรงเห็นว่าเป็นเครื่องดนตรีของลาว ไทยเราไม่ควรนิยมชมชอบ"

นี่เป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนอกเหนือจากพระปรีชาสามารถ และพระราชกรณียกิจ ที่อาจจะไม่เคยทราบกันมาก่อนจากคำบอกเล่าของอาสาสมัครพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ที่พอจำมาได้ และค้นข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว 10 ปี พระองค์ก็เริ่มทรงพระประชวรบ่อยครั้ง หาสมุฏฐานของพระโรคไม่ได้ เสด็จสวรรคตเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 2 แรม 6 ค่ำ เวลาเช้าย่ำรุ่ง ตรงกับ วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 พระชนมพรรษา 58 พรรษา ทรงอยู่ในบวรราชสมบัติทั้งสิ้น 15 พรรษา     :  http://th.wikipedia.org

 

 

พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย สถานที่จัดแสดงนิทรรศการ

"เมื่อตะวันออกพบตะวันตก : พิพิธสมบัติพระราชา ณ วังหน้า"

 

 

ผังบวรราชสกุล

 

บวรราชสกุล

เทพพนม และ พญาครุฑ ลายจำหลักบนพระแท่นเศวตฉัตร

 

ลายจำหลักบนพระที่นั่งพุดตานทองวังหน้า

 

พระเก้าอี้  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อพระที่นั่งเก๋งจีน ทำด้วยไม้จำหลักลายทาชาดปิดทอง

 

แคนที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด
และระนาดทุ้มเหล็กที่พระองค์ทรงประดิษฐ์ขึ้นจากกลไกของนาฬิกาตั้งโต๊ะ ที่ตีเป็นเสียงเพลง
ทรงเรียกว่านาฬิกาเขี่ยหวี รางทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ประดับงาลายไม้ไผ่
มีตราอาร์มเป็นรูปมงกุฏและช้างสามเศียร  ลูกระนาดทำด้วยเหล็ก

 

พระแท่นบรรทม พระแท่นไม้ย้อมสีดำประดับมุข

ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สองของสยาม ทรงมีพระนามอย่างจีนว่า "เจิ้งแซ่เจิ้ง" ภาษาแต้จิ๋วออกเสียงว่า "เจี่ย แซ่ แต้"
ทรงรับเอาแบบแผนประเพณีของจีนมาปรับใช้ในราชสำนักเพราะถือเป็นต้นแบบแห่งความงามและความเจริญ
โปรดให้สร้างพระราชมณเทียรที่ประทับส่วนพระองค์เป็นเก๋งจีน ทรงสะสมเครื่องกระเบื้องลายครามจีน ทรงอุปถัมภ์อุปรากรจีน

 

พระฉาย รูปวงรีขนาดใหญ่ กรอบไม้แกะสลักปิดทอง
เป็นเครื่องราชบรรณาการจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ แห่งสหรัฐอเมริกา
ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

 ภาพเหมือนประธานาธิบดี ยอร์ช วอชังตัน

เป็นเครื่องบรรณาการจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ชแห่งสหรัฐอเมริการส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาศลงพระปรมาภิไธยในสนธิสัญญาสยามกับอเมริกาเมื่อพุทธศักรราช  ๒๓๙๙
วาดโดยศิลปินชาวอเมริกัน  เป็นหนึ่งในจำนวน ๗๙ ภาพ ที่ศิลปินได้วาดขึ้นในช่วงที่มีชีวิตอยู่
ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่เป็นแบบอย่าง ในการวาดภาพเหมือนประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา
ทั้งท่วงท่าและหน้าตาแก่ศิลปินรุ่นต่อมา

 

 

 

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

 

ยุวมัคคุเทสก์ แนะนำพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ 

 

พระพุทธสิหิงค์

  

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ งานช่างวังหน้าที่มีเอกลักษณ์

การชมภาพจิตรกรรมฝาผนังต้องเริ่มต้นที่หลังพระพุทธรูปก่อนเสมอ แล้วจึงเวียนขวาจนบรรจบครบรอบ

บางส่วนชำรุดไปอย่างหน้าเสียดาย



สมบัติของแผ่นดิน ในส่วนพระที่นั่งอื่นๆ

   

 

  
หุ่นวังหน้า

ละครหุ่นเป็นที่โปรดปรานของเจ้าคุณจอมมารดาเอม หุ่นวังหน้าที่ว่าจึงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เล่นละครหุ่น
ทั้งหุ่นจีนและหุ่นไทย มีบทสำหรับการเล่นหุ่นชุดวังหน้าโดยเฉพาะ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
หุ่นวังหน้า ที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญโปรดฯให้สร้างขึ้น เป็นหุ่นขนาดเล็กสูงประมาณ 1 ฟุต
มี 2 ชนิด คือ หุ่นจีนและหุ่นไทย 
  

 

ภาพโดย BG pom-pom


ตำหนักแดง

สร้างขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เพื่อพระราชทานเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางพระองค์น้อยในพระองค์
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรื้อพระตำหนักฝ่ายในภายในเขตพระราชฐานชั้นใน
เพื่อเปลี่ยนเป็นตำหนักตึกทั้งหมด ดังนั้น จึงโปรดให้รื้อตำหนักแดงไปปลูกที่พระราชวังเดิม
เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โดยตำหนักแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกนั้นเป็นที่ประทับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา
ปัจจุบัน ตำหนักส่วนนี้ได้ถูกรื้อไปปลูกเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี
ส่วนที่สองเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน ตั้งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

http://th.wikipedia.org

 

 

ภาพโดย BG pom-pom

ภาพโดย BG pom-pom

ขอบคุณทุกท่านค่ะ

 

๐ ๐ ๐

 

 

ลาวแพน ครูสุวิทย์ เดี่ยวขิม

๐ ๐ ๐

ความรู้ท้ายเรื่อง ว่าด้วย "วังหน้า" กรุงรัตนโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพุทธศักราช 2325 โปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช ซึ่งดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชยาติกรรม ในนามของพระยาสุรสีห์ หรือพระยาเสือ (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) ทรงดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราช เป็นเวลา 21 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2346 สวรรคต ตำแหน่งพระมหาอุปราช ว่างลงเป็นเวลา 3 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงแต่งตั้ง พระโอรส คือ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เป็นพระมหาอุปราช

ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราช 3 ปี พุทธศักราช 2352 เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 2 ของสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ทรงสถาปนาพระอนุชาธิราชให้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ทรงพระนาม กรมพระราชวังบวรเสนานุรักษ์ ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราชเป็นเวลา 8 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2360 ตำแหน่งพระมหาอุปราชว่างลงจนสิ้นรัชกาล 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อพุทธศักราช 2367 โปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมหาศักดิ์พลเสพ ดำรงพระยศพระมหาอุปราช พระองค์เป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ดำรงพระยศพระมหาอุปราชเป็นเวลา 8 ปี เสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช 2375 จากนั้นตำแหน่งพระมหาอุปราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่างลงเป็นเวลา18 ปี

พุทธศักราช 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงแต่งตั้งพระอนุชา เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระมหาอุปราช และให้มีพระเกียรติยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวต่างประเทศเรียกว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงดำรงราชสมบัติเป็นเวลา 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2408 ตำแหน่งพระมหาอุปราชว่างลงอีกครั้งเป็นเวลา 3 ปี

พุทธศักราช 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ คณะเสนาบดี และพระบรมวงศานุวงศ์ได้อัญเชิญ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ดำรงพระยศพระมหาอุปราช  พระองค์ทรงดำรงพระยศเป็นเวลา 17 ปี เสด็จทิวงคตในปีพุทธศักราช 2428 เป็นวังหน้าองค์สุดท้ายของประเทศไทย รวมเวลาที่มีตำแหน่ง "วังหน้า" ในสมัยรัตนโกสินทร์ 103 ปี

เรียบเรียงจาก :
http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/13049-00/

๐ ๐ ๐

 

 รวมลิงก์...เมื่อตะวันออกพบตะวันตก : พิพิธสมบัติพระราชา ณ วังหน้า  / BlueHill

 

 ๐ ๐ ๐

  

  

โดย wansuk

 

กลับไปที่ www.oknation.net