วันที่ อังคาร สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาวคัมภีร์


บทความ: ชาวคัมภีร์

ผู้เขียน : อาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ที่มา : คอลัมน์สันติธรรม หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

www.knowislamthailand.org

เมื่อเราไม่ได้เป็นผู้สร้างเครื่องยนต์กลไกลหรือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ แต่เราเป็นผู้ใช้ เราจึงต้องอาศัยคู่มือใช้งานที่วิศวกรเขียนขึ้นหรือไม่ก็ให้ผู้รู้สอนวิธีการใช้เพื่อที่เครื่องยนต์กลไกและเครื่องใช้ของเราจะได้ไม่เสียหายและใช้งานได้นานวัน

ชีวิตก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่ได้สร้างทั้งร่างกายและวิญญาณ ดังนั้น ถ้าต้องการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อชีวิตจะปลอดภัยและไม่เสียหาย มนุษย์จึงจำเป็นต้องมีคู่มือใช้ชีวิต แล้วใครเล่าที่เป็นผู้สร้างชีวิต ถ้าไม่ใช่พระเจ้า

ด้วยเหตุนี้เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา พระองค์จึงได้ประทานคู่มือการใช้ชีวิตแก่มนุษย์ในรูปของคัมภีร์ศาสนาที่ถูกส่งมายังบรรดานบีของพระองค์เพื่อนำไปสั่งสอนมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้จึงมีคัมภีร์ทางศาสนาในการใช้ชีวิตของตน

นบีมุฮัมมัดบอกให้เราได้รู้ว่าก่อนหน้าท่านย้อนขึ้นไปจนถึงอาดัมมนุษย์คนแรกบนโลกใบนี้ มีมนุษย์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบีทำหน้าที่เผยแผ่คำสอนการใช้ชีวิตของมนุษย์ในชุมชนต่างๆทุกยุคทุกสมัยเป็นจำนวนถึง 124,000 คน ในจำนวนนบีทั้งหมดนี้มี 313 คนที่ได้รับคัมภีร์จากพระเจ้า นบีที่ได้รับคัมภีร์จากพระเจ้าถูกเรียกว่า“รอซูล” (Messengers) หมายถึง ผู้นำสาสน์จากพระเจ้ามายังมนุษย์หรืออาจจะเรียกว่า “ศาสนทูต” ก็ได้

ในศาสนทูตจำนวน 313 คน เราทราบชื่อจากคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอานประมาณ 25 ท่าน และทราบชื่อของคัมภีร์ประมาณ 5 เล่ม เช่น คัมภีร์โตราห์ซึ่งถูกประทานแก่โมเสส แต่หลังจากสมัยโมเสส ต้นฉบับของคัมภีร์โตราห์ได้หายไป พระเจ้าจึงได้ประทานคัมภีร์ที่เรียกว่า Psalms แก่ดาวิดกษัตริย์แห่งอาณาจักรอิสราเอลอีกครั้ง หลังจากอาณาจักรอิสราเอลล่มสลาย ลูกหลานอิสราเอลต้องแตกกระจัดกระจายเหมือนแกะหลงฝูง พระเจ้าจึงได้ส่งพระเยซูมาต้อนฝูงแกะเหล่านั้นให้เข้าฝูงและพระองค์ได้ประทานคัมภีร์แก่พระเยซูอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นคู่มือและแผนที่เดินทางชีวิตของลูกหลานอิสราเอล

การศรัทธาในคัมภีร์ดังกล่าวถือเป็นหลักศรัทธาข้อหนึ่งในอิสลามที่มุสลิมต้องยึดมั่นเพราะคัมภีร์คือวจนะของพระเจ้า ผู้นับถือคัมภีร์ดังกล่าวถูกเรียกในคัมภีร์กุรอานว่า “ชาวคัมภีร์”

แต่เนื่องจากต้นฉบับในภาษาดั้งเดิมของคัมภีร์ดังกล่าวได้สูญหายหรือถูกทำลายและฉบับที่มีอยู่หลังสมัยพระเยซูมีการแปลที่ผิดพลาดไปหรือไม่ก็ถูกตัดเสริมเติมแต่งหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ พระเจ้าจึงประทานคัมภีร์กุรอานมายังนบีมุฮัมมัดในฐานะเป็นวจนะครั้งสุดท้ายที่มีต่อมนุษชาติทั้งหมดเพื่อยืนยันวจนะที่ถูกต้องก่อนหน้านี้ของพระองค์

คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงเรื่องพฤติกรรมของชาวยิวไว้ตอนหนึ่งว่า “พวกเขาละเมิดพันธะสัญญาของพวกเขา ดังนั้น เราจึงงดความเมตตาแก่พวกเขาและทำให้จิตใจของพวกเขากระด้าง พวกเขาบิดเบือนถ้อยคำของคัมภีร์และเพิกเฉยส่วนหนึ่งที่พวกเขาได้ถูกเตือนให้รำลึก และเจ้าจะไม่วายเว้นได้เห็นการทรยศอย่างใดอย่างหนึ่งจากหมู่พวกเขา ยกเว้นเพียงบางคนเท่านั้น” (กุรอาน 5:13)

แน่นอน เมื่อมีคัมภีร์ ย่อมต้องมีผู้ศึกษาและผู้รู้คัมภีร์ ชาวยิวคนหนึ่งชื่ออัลฮุเซน บินสะลาม เป็นผู้รู้คัมภีร์ วันหนึ่ง เมื่อได้ยินข่าวว่ามุฮัมมัดประกาศตัวเป็นศาสนทูตของพระเจ้า เขาจึงมาสอบถามเพื่อพิสูจน์คำกล่าวอ้าง ทั้งนี้เพราะเขาอ่านพบในคัมภีร์ที่เขามีอยู่ว่าจะมีนบีคนหนึ่งเกิดขึ้นในคาบสมุทรอาหรับ เมื่อสอบถามจนได้คำตอบชัดเจนเป็นที่พอใจแล้ว เขาได้เข้ารับอิสลามและนบีมุฮัมมัดได้ตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่า อับดุลลอฮฺ บินสะลาม หลังจากนั้นเขาก็กลับไปยังครอบครัวของเขาและให้สมาชิกในครอบครัวของเขาทุกคนเข้ารับอิสลามโดยไม่เปิดเผยให้ใครรู้

หลังจากนั้นอับดุลลอฮฺ บินสะลาม ต้องการจะให้นบีมุฮัมมัดรู้ว่า ชาวยิวมีพฤติกรรมอย่างไร เขาได้มาหาท่านนบีมุฮัมมัดและขอให้ท่านเชิญชาวยิวคนสำคัญในเมืองยัษริบมาพบเพื่อสอบถามเกี่ยวกับตัวของเขาโดยเขาจะซ่อนตัวอยู่ในบ้านของท่าน

เมื่อชาวยิวมาถึง ท่านนบีมุฮัมมัดได้ถามชาวยิวว่า “พวกท่านรู้จักอัลฮุเซน บินสะลาม ไหม? เขามีสถานะอย่างไรในหมู่พวกท่าน”

ชาวยิวคนหนึ่งกล่าวว่า “เขาเป็นผู้นำของเราและเป็นลูกผู้นำของเรา เขาเป็นแรบไบของเราและเป็นผู้รู้ศาสนาของเรา”

ท่านนบีจึงถามว่า “ถ้าพวกท่านรู้ว่าเขาเข้ารับอิสลาม พวกท่านจะรับอิสลามด้วยไหม”

ชาวยิวจึงกล่าวด้วยความตกใจว่า “ไม่มีทาง ไม่มีวันที่พระเจ้าจะให้เป็นเช่นนั้น เขาไม่มีวันรับอิสลามเป็นอันขาด ขอพระเจ้าปกป้องเขามิให้เข้ารับอิสลามด้วยเถิด”

พอมาถึงตรงนี้ อับดุลลอฮฺ บินสะลาม จึงได้ออกมาปรากฏตัวให้พวกพ้องชาวยิวของเขาได้เห็นและพูดกับพวกเขาว่า “ชาวยิวทั้งหลาย จงระลึกถึงอัลลอฮฺและยอมรับสิ่งที่มุฮัมมัดได้นำมาเถิด ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ พวกท่านก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเขาเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพวกท่านก็สามารถพบคำพยากรณ์ที่พูดถึงการมาของเขา รวมทั้งชื่อและลักษณะของเขาได้ในคัมภีร์โตราห์ ในส่วนของฉันแล้ว ฉันขอประกาศว่าเขาเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ ฉันศรัทธาในเขาและเชื่อว่าเขาเป็นความจริง ฉันรู้จักเขา”

พอ พูดมาถึงตรงนี้ พวกยิวก็ตะโกนขึ้นมาว่า “แกโกหก ขอสาบานด้วยพระเจ้า แกมันชั่ว แกมันโง่ ลูกของคนชั่ว ลูกของคนโง่” ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังด่าทออับดุลลอฮฺ บินสะลาม ด้วยคำหยาบคายต่างๆนานาอีก

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่นิสัยของชาวยิวได้ถูกเปิดโปงด้วยชาวยิวที่รู้คัมภีร์

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net