วันที่ พุธ สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จดหมายถึงประเทศไทย ได้เวลายึดคืน ปตท. เป็นของรัฐ 100%



ความผิดพลาดครั้งสำคัญของประเทศไทยคือ การแปรรูป ปตท. เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในปี 2544 โดยให้กระทรวงการคลังถือหุ้นเพียง 51% เท่านั้น กลายเป็น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

พลังงานน้ำมันซึ่งเป็นทรัพยากรของคนไทยทั้งประเทศ 100% กลับถูกแบ่งรายได้ให้กับเอกชน 49% ที่เหลือ ที่ซื้อหุ้นเข้ามาโดยการขายของนักการเมือง ซึ่งก็คือเครือข่ายพวกพ้องของพวกเขาทั้งหลายที่กำลังมีผลประโยชน์ในสมบัติสาธารณะของประเทศอยู่ในขณะนี้

การให้กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่เพียง 51% นั้น เป็นแค่เพียงการรักษาสถานะของรัฐวิสาหกิจ เพื่อดำรงอำนาจในการดำเนินการในนามรัฐเท่านั้น เพราะ บมจ.ปตท. ยังต้องใช้บริการท่อส่งก๊าซธรรมชาติและท่อส่งน้ำมันซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของแผ่นดินอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้ภายหลังการแปรรูปแล้วยังไม่โอนทรัพย์สินดังกล่าวให้รัฐ จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2551 ให้ บมจ.ปตท. และคณะรัฐมนตรี แบ่งแยกทรัพย์สิน โดยโอนระบบท่อก๊าซธรรมชาติ อันประกอบด้วย ท่อส่งก๊าซ ท่าเรือ โรงแยกก๊าซ และคลังปิโตรเลียม (ซึ่งทั้งหมดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน) กลับไปเป็นของรัฐแล้ว แต่ก็ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และไม่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะชนจนถึงบัดนี้

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เห็นชอบให้ บมจ. ปตท. แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งเป็นสมบัติของกระทรวงการคลัง 100% อยู่แล้ว) ออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ออกไปตั้งเป็นบริษัทจำกัดใหม่ โดยให้ให้ บมจ.ปตท. (ซึ่งมีเอกชน 49%) ถือหุ้น 100% ให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2558 โดยไม่มีการแปรรูป ซึ่งแท้จริงแล้ว นี่คือการแปรรูปสมบัติของรัฐ 100% ให้เอกชน 49% เพราะท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นของรัฐ 100% อยู่แล้ว

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติว่า หลังจากนั้นจะเปิดช่องให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นตามสัดส่วนที่เหมาะสม เบื้องต้นที่ประชุมเห็นว่า ควรให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นประมาณ 25% ทั้งๆ ที่ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เป็นของกระทรวงการคลัง 100% อยู่แล้ว เหตุใดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน จึงเห็นชอบให้ บมจ. ปตท. (ซึ่งไม่ใช่เจ้าของท่อส่งก๊าซธรรมชาติ) แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ออกไปตั้งเป็นบริษัทจำกัดใหม่ ทั้งๆ ที่เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ บมจ. ปตท. เปิดเผยว่า ปตท.ได้ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดให้กระทรวงการคลังแล้ว

อะไรคือความจริง? กิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่จะนำออกไปตั้งเป็นบริษัทจำกัดใหม่ ทำไมไม่ให้รัฐโดยกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ซึ่งทำได้ทันที เพราะเป็นของแผ่นดินอยู่แล้ว ทำไมต้องให้ บมจ. ปตท. ที่มีเอกชนได้ส่วนแบ่งอยู่ 49% และมีกำไรหลายแสนล้านบาท มาถือหุ้นแทน หรือมีใครในแวดวงพลังงานต้องการเข้ายึดครองผลประโยชน์ของชาติและแบ่งกำไรจากกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่จะนำออกไปตั้งเป็นบริษัทจำกัดใหม่ด้วย?

ซึ่งถ้าให้ บมจ. ปตท. เป็นเจ้าของหรือถือหุ้น 100% ในกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่จะนำออกไปตั้งเป็นบริษัทจำกัดใหม่ ก็เท่ากับการแปรรูปสมบัติของแผ่นดินไปเป็นของเอกชนดีๆ นั่นเอง และยังขัดคำสั่งกับศาลปกครองสูงสุดอีกด้วย

นายทุนพลังงานของไทย ทำไมละโมบไม่หยุดและตะกละตะกลาม ขนาดนี้!

ก่อนหน้านี้ พวกเขาก็พยายามผลักดันการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าสู่ตลาดหุ้น โดยอ้างว่าไม่ได้ขาย กฟผ. เพียงแต่เป็นการเพิ่มทุนของ กฟผ. เท่านั้น แต่ก็ไม่สำเร็จเมื่อ 41 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจออกมาชุมนุมใหญ่ประท้วงคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกชนิดตามนโยบายรัฐบาล

ประเด็นสำคัญคือ การแปรรูปทรัพยากรของประเทศไปให้เอกชน โดยให้กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่เพียง 51% นั้น เป็นแค่เพียงการรักษาสถานะของรัฐวิสาหกิจ เพื่อดำรงอำนาจในการดำเนินการในนามรัฐเท่านั้น ซึ่งทำให้การใช้อำนาจดำเนินการนั้นเป็นผลประโยชน์ของเอกชนที่ถือหุ้นอีก 49% ที่เหลือ ซึ่งมีนักการเมือง นายทุนและกลุ่มทุนต่างประเทศเท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์

ยกตัวอย่าง ตอนนั้น กฟผ.มีทรัพย์สินอยู่ 374,996 ล้านบาท เมื่อแปรรูปแล้ว ทรัพย์สินบางส่วนจะโอนให้กระทรวงการคลัง เพราะเป็นสมบัติของแผ่นดินอยู่แล้ว เช่น เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 16,971 ล้านบาท ส่วนทรัพย์สินที่เหลือประมาณ 358,025 ล้านบาท จะโอนให้ บมจ.กฟผ. รวมถึงสิทธิ อำนาจต่างๆ และส่วนผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นปลายทาง ซึ่งมูลค่าส่วนนี้จะกระจายผลกำไรให้เอกชนกลุ่มหนึ่งที่ถือหุ้น 49% ในสมบัติของประชาชน จึงเป็นการขายชาติให้นายทุนกลุ่มหนึ่งนั่นเอง

ทางรอดทางพลังงานของประเทศไทยมีทางเดียว คือยึดคืน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลับมาเป็นของรัฐ 100%

อย่าลืมว่าทุนเดิมทั้งหมดของ ปตท. นั้นได้มาจากเงินและทรัพย์สินของรัฐที่รับโอนมาจากกระทรวงกลาโหมในส่วนของกรมการพลังงานทหารและโรงกลั่นน้ำมัน องค์การเชื้อเพลิงและองค์การก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งเงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ ทรัพย์สินดังกล่าวของ ปตท. เป็นของรัฐ ของแผ่นดิน จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 9 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521

ในฐานะที่รัฐมีหน้าที่ต้องดูแลสมบัติสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทำไมจะยึดคืน ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ 100% ไม่ได้ ทำไมประเทศเพื่อนบ้านของเราถึงทำได้ เช่น บริษัท ซีนุก (CNOOC) เป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแห่งชาติของจีน ที่ดำเนินการลงทุนด้านพลังงาน ก็เป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน 100% บริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์ ก็เป็นบริษัทลงทุนของรัฐในกิจการน้ำมัน, สายการบิน, ธนาคาร โทรคมนาคม ฯลฯ ที่รัฐถือหุ้น 100% บริษัท ปิโตรนาส ของมาเลเซีย หรือแม้แต่บริษัท กาลิกาลี่ อันเป็นบริษัทสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมของเขา ซึ่งสร้างรายได้แก่รัฐอย่างมหาศาล ก็เป็นบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งชาติด้านพลังงาน ที่รัฐถือหุ้น 100% เช่นกัน

[ผมนึกถึง อูโก ชาเวซ (Hugo Rafael Chávez Frías) ชายหนุ่มจากละตินอเมริกา ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เขานำการปฏิรูปสังคมนิยมทางเศรษฐกิจไปปฏิบัติในประเทศ สร้างสภาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ยึดคืนธุรกิจบริษัทน้ำมันและพลังงานซึ่งผูกขาดโดยต่างชาติและโอนอุตสาหกรรมหลักหลายประเภทเป็นของรัฐ รวมทั้งเพิ่มเงินทุนด้านสาธารณสุขและการศึกษาของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน

ในขณะที่เป็นประธานาธิบดี เขาริเริ่มรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เพิ่มสิทธิคนชั้นล่างและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐบาลเวเนซุเอลา ริเริ่มระบบภารกิจโบลีวาร์ (Bolivarian Mission) สภาชุมชน (Communal Council) และสหกรณ์ที่มีกรรมกรเป็นผู้จัดการ รวมถึงโครงการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ การยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ (Nationalization) โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งมีต่างชาติเป็นเจ้าของให้กลายเป็นของรัฐและนำรายได้กลับคืนสู่ประเทศและประชาชนทุกคน]

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net