วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปฏิรูปท้องถิ่น ยุค คสช.(ตอนที่3)


      ด้านโครงสร้างท้องถิ่น 

       กำลังเป็นข่าวสืบเนื่องจากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ม.ล.ปนัดดาฯ) ท่านได้ติติงในเรื่องของการใช้เงินหลวง ของนายก อบจ.บางคน ไปนั่งเครื่องชั้นเฟิร์สคลาส ประเภทดื่มไวน์ขวดละแสน ขณะเดียวกันกลับเรียกหาพริกน้ำปลา จากบริกรฯลฯ จนทำให้นายก อบจ.หลายคนออกมาตอบโต้พาดหัวข่าว นสพ.ไทยรัฐฉบับวันนี้ (25 สิงหาคม 2557) ซึ่งเลยเถิดไปถึงขั้นนัดแต่งชุดดำ ประท้วงกันทั่วประเทศซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไป ในส่วนตัวแล้ว การที่จะไปนั่งเครื่องชั้นธุรกิจคงไม่แปลก หรือการที่จะดื่มไวน์ขวดละแสน หรือขวดละล้านก็คงไม่แปลกใจหรอก สามารถทำได้  แต่มันแปลกหากเป็นเงินภาษีประชาชนแล้วเอามาทำแบบนี้ ผมว่าไม่เพียงแต่ ม.ล.ปนัดดาฯ ที่แปลกใจ ชาวบ้าน ร้านตลาดก็คงคิดได้ว่า ทำกันไปได้อย่างไร  ดังนั้น  ท่านจะต้องแจงให้ชัดเจนๆไป พวกเราติดตามตอนต่อไป และนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปท้องถิ่นเสียใหม่ ในยุค คสช. นี้ เสียหากไม่ทำตอนนี้ อาจจะเสียของอย่างที่เขาปรามาสกันก็ได้น่ะ

    รูปแบบโครงสร้างที่มีการศึกษาความเหมาะสม ในการบริหารจัดการท้องถิ่น ตามที่องค์การอนามัยโลกได้เคยมีผลสำรวจไว้หลายปีก่อนสภาพที่มีความเหมาะสมทางด้านประชากร อยู่ที่ 10,000 คนเป็นอย่างน้อย หากลองคิด     อย่าพึ่งต่อว่ากันมากมายเพราะองค์กรท้องถิ่นที่ผมอยู่เป็นเทศบาลเล็กๆ ยกฐานะปี 2552 ประชากรเพียง 4,856 คน เท่านั้นเอง ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าผมไม่ได้คิดเพื่อตัวเองและพวกพ้องอย่างแน่นอน ข้อเสนอที่พวกเราพยายามคิด และลองๆข้อสรุปให้ได้  ด้วยสาเหตุจำนวนองค์กรท้องถิ่นมากเกินไป กำกับดูแลยาก มีความซับซ้อนในบทบาทหน้าที่ถ้าหากมีการปฏิรูป ข้อเสนอ

1)ปรับรูปแบบท้องถิ่น ให้เป็น "หนึ่งตำบลหนึ่งท้องถิ่น แต่ขณะเดียวกันหนึ่งท้องถิ่นสามารถมีหลายตำบลได้" และกำหนดให้ท้องถิ่นทั่วประเทศมีเพียง 2 รูปแบบ คือเทศบาล (แยกออกเป็น เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร") กับรูปแบบพิเศษ (กทม. เมืองพัทยา) โดยยึดเอาจำนวนประชากรตั้งแต่ 10,000 คน เป็นฐานคิด จะทำให้มีองค์กรปกครองท้องถิ่นจาก 8 พันแห่ง เหลือเพียง 4,900 แห่ง เทศบาลเมือง/เทศบาลนคร ในปัจจุบันนี้ จะไม่มีผลกระทบใดๆ สิ่งที่จะต้องกระทบคือ อบต.และเทศบาลขนาดเล็ก ขนาดกลาง ซึ่งจะต้องมีการยุบรวม โดยเอาเขตอำเภอเป็นที่ตั้ง เช่นในอำเภอหนึ่ง อาจจะยุบเหลือเพียงท้องถิ่นไม่กี่แห่ง

2)ผู้บริหารท้องถิ่น ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงกำหนดสัดส่วนของรองนายกฯ ตามรูปแบบ เมือง /นคร  สำหรับสมาชิกสภาเทศบาล 9 หรือ 12 คน  โดยขอให้มาจาก 3 ส่วน คือ 1.มาจากเลือกตั้งจากประชาชนแบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง  2.มาจากการเลือกกันเองของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่และ 3.มาจากคัดสรรจากข้าราชการ ระดับ 8 ขึ้นในพื้นที่ ผู้บริหาร/สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้ง มีค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เหมือนเดิม แต่ไม่มีเบี้ยประชุมสภาฯ  แต่สมาชิกสภาเทศบาลมาจาก ข้อ 2 และข้อ 3 ให้ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งแต่ไม่ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน

3)บทบาทหน้าที่ระหว่างราชการส่วนกลาง/ภูมิภาค กับ ท้องถิ่น จะต้องแบ่งกันให้ชัดเจน อาจจะให้ท้องถิ่นจัดการ ดูแล เรื่อง การศึกษา ก็ควรจะแบ่งเป็นระดับประถม มัธยมศึกษา ให้ท้องถิ่นดูแล  ส่วนระดับวิชาชีพ และสถาบันอุดมศึกษา ควรจะให้ราชการส่วนกลางรับผิดชอบ เป็นต้น หรือให้ท้องถิ่นดูแลสถานีอนามัยระดับตำบลทั่วประเทศ รัฐบาลกลางดูแลโรงพยาบาลระดับอำเภอ จังหวัด เป็นต้น

4)กำหนดบทบาทหน้าที่ ระหว่างฝ่ายการเมือง กับฝ่ายประจำ ในท้องถิ่นเสียใหม่ เช่น การวางแผนงาน โครงการ ตั้งงบประมาณ ควรจะมาจากฝ่ายการเมือง แต่อำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคล ข้าราชการประจำในท้องถิ่น ให้เป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการระดับชาติ และระดับจังหวัด และในองค์กรท้องถิ่นแบ่งความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ตามลำดับชั้นสายการบังคับบัญชา นาย อปท.สามารถสั่งการปลัดฯได้เพียงคนเดียว ต่่ำกว่าปลัดลงมาเป็นหน้าที่ของระดับผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง  หรืออำนาจในการจัดซื้อ จัดจ้าง ควรจะเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ รับผิดชอบไป ฝ่ายการเมืองสามารถตรวจสอบได้

5)การจัดวางตำแหน่งข้าราชการประจำในท้องถิ่นเดิม เมื่อมีการปรับเปลี่ยนสถานภาพแล้ว ปลัดเทศบาล จะต้องมาจากความอาวุโสขึ้นเป็นปลัดเทศบาล ส่วนรองๆลงมาเป็นรองปลัดเทศบาล โดยยึดระดับชี หรือตำแหน่ง ฝ่ายบริหาร เหมือนเดิม  และสำหรับระดับส่วน /กอง ลงมาก็ปฏิบัติเช่นกัน 

6)ทีทำการ หรือสำนักงานเทศบาล ให้ใช้สถานที่ อบต.หรือเทศบาลเดิม และให้ส่วนที่เหลือเป็น ส่วนงาน กอง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูแลออกเป็นคล้ายๆเขตก็ได้

7)จัดให้มีการตั้งกองทุนเงินเดือน เงินสัวสดิการ ข้าราชการประจำของท้องถิ่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการท้องถิ่น และกองทุนทุกอย่างรวมไว้ที่เดียว อย่างกรณีตั้งกองทุนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการส่วนท้องถิ่น และมีการเบิกจ่ายจากส่วนกลาง เบิกจ่ายล่วงหน้าเป็นรายไตรมาส มาไว้ที่ท้องถิ่นปลายทาง เพื่อรอเบิกจ่ายเป็นปกติทุกเดือน

8)การบริหารงานบุคคล ควรจะเป็นในรูปคณะกรรมการ มีตัวแทนรัฐบาล (ฝ่าย ครม.) อาจจะเป็น นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็นประธาน มีคณะกรรมการมาจาก 4 ฝ่าย 1)ตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 2)ตัวแทนนายก อปท. 3)ตัวแทนปลัดหรือข้าราชการท้องถิ่นทั่วประเทศ 4)ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์เหมาะสม ในระดับส่วนกลางมีสำนักงานเหมือน ก.พ. และในระดับจังหวัด มีสำนักงานเช่นเดียวกัน แยกออกจากกรมส่งเสริมฯ

9)ปรับเปลี่ยนรูปแบบ ให้ข้าราชการประจำใน อบจ. ให้เป็นฝ่ายวิชาการท้องถิ่น หรือ ดูและเรื่องการบริหารบุคคลท้องถิ่น ประสานเรื่องงบประมาณระหว่างส่วนกลาง กับท้องถิ่น  หรือดูแลเงินกองทุนที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น เป็นต้น แล้วเอาสำนักงาน อบจ.ที่สำนักงานทุกจังหวัดเป็น สถานที่ทำงานเหมือนเดิม เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้นเอง

     ซึ่งรูปแบบที่นำเสนอนี้ หากเป็นไปตามนี้ อนาคต ท้องถิ่นไทยเหลือท้องถิ่นเพียง 2 รูปแบบ คือ เทศบาล(เทศบาลเมือง /เทศบาลนคร) กับรูปแบบพิเศษ(กทม. เมืองพัทยา ฯลฯ) จำนวนท้องถิ่นจะลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง  4,000-4,900แห่งโดยฐานประชากรท้องถิ่นเมื่อคัดแยกประชากรออกจาก กทม.และเมืองพัทยาแล้ว ประชากรทั้งประเทศมีเหลือประมาณ 41 ล้านคน ประกันรายได้งบประมาณ 70-80ล้านบาสมาชิกสภาท้องถิ่นลดจำนวนลง และแยกงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการออกจากงบประมาณประจำในแต่ละท้องถิ่น ฝ่ายการเมืองเสนอโครงการในงบบริหาร งบพัฒนาได้อย่างเดียว ซึ่งในหลายประเทศมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ องค์กร ไปตามความเหมาะสม ผมยังเชื่อว่า องค์กรจะต้องมีความยืดหยุ่นได้ และหา่กองค์กรใดไม่มีการปรับเปลี่ยนอาจจะล่มสลายได้ วันนี้ คิดว่าพวกเราชาวท้องถิ่นลองมาช่วยกันคิด เพื่อปฏิรูปตัวเราเอง ดีกว่าจะให้ใครๆ มาคิดและปฏิรูปพวกเราไม่ดีกว่าหรือ 

      ดังนั้น การที่คนข้างนอกมองเข้ามาข้างในเราควรจะรับฟังไว้บ้าง อย่าไปเรียกหาใบเสร็จอีกต่อไปเลย เพราะทุกคนรู้ๆกันอยู่ว่าทำอะไรกันบ้าง ลองๆหารูปแบบที่เหมาะสม แลเป็นประโยชน์ ที่สำคัญพวกเราจะต้องช่วยกันทำงานทั้งราชการส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น เราอยู่มุมเดียวกันครับ

     

 

 

 

โดย ปลัดศักดิพงศ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net