วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชวน อ.สมศักดิ์ เจียมฯ ไปดูรากเหง้าของคนไทย ๓สถานที่ที่ฝรั่งต้องอุทาน!


        เกาะรัตนโกสินทร์เป็นแหล่งวัฒนธรรมที่คนไทยเราจะไปขุดค้นหา “รากเหง้าของตัวเอง” ได้มากที่สุด เพราะเป็นที่รวมทั้งประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ชีวา เป็นที่รวมของงานศิลปะของชาติมากมายหลายแขนง ที่ชาวต่างชาตินิยมนำไปสะสม บางรายนำออกมาลอกเลียน ผลิตเป็นสินค้าจำหน่ายก็มี นอกจากนั้นยังบ่งบอกถึงความแตกต่างของคนไทยรุ่นก่อนกับคนไทยรุ่นเราได้ชัดเจนหลายแง่มุม และในที่สุดได้บอกกับเราว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น มีคุณประโยชน์ต่อชาติไทย อย่างไม่รู้จักจบสิ้น” ทิ้งอะไรต่ออะไรไว้ให้พวกเราคนไทยได้อาศัยทำมาหากิน ยืดคอเท่าเทียมกับชาวยุโรปได้สบายๆ ครับ อมริกานั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะสัมผัสไม่ได้ทางตัวหนังสือ นอกจากลงไปเดินดูด้วยตัวเอง ว่างๆ อ.สมศักดิ์ เจียมฯ ลองพาพรรคพวกไปดูบ้างก็น่าจะเข้าใจอะไรได้ดีมากขึ้นนะครับ ตอนนี้ก็ว่างๆ แล้ว

        ในวันเวลาที่ค่อนข้างสบายใจ บ้านเมืองเงียบสงบจากการเมือง ในวันที่ประเทศไทยของเราสุขสงบแบบนี้ ผมจะพาไปเที่ยวบนเกาะรัตนโกสินทร์สัก ๓ แห่งก่อน (เดือนละ ๓ แห่ง) ครับ

        “วัดราชนัดดา และ โลหะประสาท”

        โลหะปราสาท และวัดราชนัดดา ตั้งเด่นขนานกับถนนราชดำเนินได้อย่างงดงาม เมื่อมีการรื้อถอนโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ทิ้งเมื่อปี ๒๕๓๒ โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นผู้ลงมือทำเพื่อเปิดมุมมอง ทางเข้าเกาะรัตนโกสินทร์ รวมถึงการก่อสร้างลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ ๓) รวมถึงจัดสร้างพลับพลาที่ประทับ เพื่อเป็นที่ต้อนรับคนสำคัญระดับชาติเวลามาเยื่อนประเทศไทย

        วัดราชนัดดา แปลว่า วัดหลานของพระมหากษัตริย์นั้น รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานเป็นเกียรติแก่พระราชนัดดา คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี (ภายหลังทรงเป็นพระมเหสีใน รัชกาลที่ ๔ )

        ตามปกติ รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดการสร้างวัดด้วยศิลปะแบบจีน ไม่มีช่อฟ้าใบระกา แต่ประดับกระเบื้องจากจีนแทน (เดือนต่อไปจะไปตามวัดเหล่านี้ครับ) แต่สำหรับสถาปัตยกรรมที่วัดราชนัดดานั้นยังเป็นแบบไทยอยู่ พระอุโบสถเป็นมีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันลงรักปิดทอง งดงามมาก ภายในประดิษฐานพระประธานพระนามว่า “พระเสฏฐตมมุนี” (การดูภาพในพระอุโบสถนั้นมีหลักเกณฑ์ในการดู ต้องถามพระในวัดครับ ผมไม่บอก) น่าชมและน่ากราบไหว้มาก ตรงลานด้านนอกมีร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักอีกเช่นกัน ไปดูกันเองครับ นอกจากนั้นยังมีโลหะประสาทให้ชมอีก

        โลหะประสาทในโลกนี้มีทั้งหมด ๓ หลัง ปัจจุบันนี้เหลือในไทยเพียงหลังเดียว เป็นหลังสุดท้ายของโลก โลหะปราสาท ๒ หลังแรก คือ โลหะปราสาทของนางวิสาขา บุตรีของธนัญชัย เศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย มีขนาดใหญ่โตมาก เรียกว่า “มิคารมาตุปราสาท” สร้างเพื่อถวายเป็นที่อยู่ให้แก่พระสงฆ์ ปัจจุบันเสียหายหมดแล้ว

        ส่วนโลหะปราสาทหลังที่ ๒ ผู้สร้างคือพระเจ้าทุฏฐคามณี กษัตริย์แห่งกรุงอนุราชปุระ ประเทศลังกา ทรงสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.๓๘๒ โลหะปราสาทหลังนี้มี ๙ ชั้น ๑,๐๐๐ ห้อง หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดง ผนังเป็นไม้ประดับด้วยหินมีค่าและงาช้าง สร้างให้พระภิกษุสงฆ์อยู่อาศัยเช่นกัน ภายหลังโลหะปราสาทนี้ได้ถูกไฟไหม้และถูกทำลาย ปัจจุบันนี้เหลือเพียงซากปราสาทที่แสดงถึงความใหญ่โตเป็นเสาหินถึงประมาณ ๑,๖๐๐ ต้นด้วยกัน

        รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโลหะปราสาทหลังที่ ๓ นี้ขึ้นโดยมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นแทนการสร้างธรรมเจดีย์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ช่างเดินทางไปดูแบบถึงประเทศลังกา และนำเค้าเดิมนั้นมาเป็นต้นแบบปรับปรุงให้เป็นศิลปกรรมแบบ “ไทย” โดยแบ่ง “ทองแดง”จำนวนหนึ่งจากการทำอาวุธมาใช้ในการก่อสร้าง

        การก่อสร้างนั้นยังไม่เสร็จ รัชกาลที่ ๓ ได้เสด็จสวรรคตไปเสียก่อน แต่ก็มีการสร้างต่อกันมาเรื่อยๆ ทุกรัชกาล จนมาเสร็จสมบูรณ์ ในสมัย รัชกาลที่ ๙ เป็นโลหะปราสาท ๗ ชั้น แต่ถ้ามองจากด้านนอกจะเห็นเป็น ๓ ชั้นเท่านั้น มียอดปราสาท ๓๗ ยอดด้วยกัน (ยอดปราสาททั้ง ๓๗ ยอดนั้นแทนความหมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ อันเป็นปัจจัยให้ดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นเข้าสู่นิพพาน ซึ่งแยกได้เป็น สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และ มรรค ๘)

        ด้านบนปราสาทจะมีระเบียงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ไว้รอบทั้ง ๔ ด้าน เมื่อขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด จะมี “พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ในบุษบก” โดยในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จมาประกอบพระราชพิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ โลหะปราสาท เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ ถ้าพวกเราไปชมดูจะได้พบรากเหง้าของเราถึง ๓ อย่าง คือ (๑) ได้กราบไหว้พระ และพระบรมสารีริกธาตุ แบบคนไทย, (๒) ได้ชมทิวทัศน์รอบๆ ประสาท สวยงามมาก และ (๓) ได้ชมฝีมือช่างไทย เพราะยอดประสาททั้ง ๓๗ ยอดนั้น สร้างมาจาก “ทองแดง” ล้วนๆ ไม่มีเจื่อปนวัตถุอื่น แต่ใช้กรรมวิธีทางสถาปัตย์เคลือบผิวสีดำไว้ ยกเว้นยอดที่เคลือบผิวสีทองตามแบบโลหะประสาทโบราญ

        อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์

        เป็นแหล่งรวมเรื่องราวทั้งหมดของกรุงรัตนโกสินทร์ไว้อย่างเป็นระบบ หลายสิบเรื่องที่พวกเราเคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็น ก็ต้องมาดู เรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือกรมศิลปากร แต่กลับมาเป็นเรื่องที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ลงมาทำเอง แปลกไหมครับ การเข้าชมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เปิดให้เข้าชมเป็นรอบ ทุกๆ ๒๐ นาที ทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ (วันจันทร์หยุด) ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชม๑๐๐ บาท (เด็ก,นักเรียน นักศึกษา, คนแก่ ไม่เสียค่าชมครับ) และยังมีห้องสมุดเฉพาะทางเกี่ยวกับเกาะรัตนโกสินทร์ใหญ่โตกว้างขวางมาก

        ถ้าชาวบล็อกโอเคเนชั่นสนใจรวมกันเป็นกลุ่มไปชม ผมจะติดต่อให้ได้ (รอบละประมาณ๔ชั่วโมง) ผมชอบร้านกาแฟข้างบนที่ชมวิวราชดำเนินได้ ๒๗๐องศาเลยครับ ส่วนการบรรยายลายละเอียดการดูแต่ละห้องของนิทรรศการนั้นทำได้ลำบาก เพราะมีทั้งนั่งเรือ, รถไฟฟ้า ย้อนไปเมืองโบราณกาล ต้องไปดูเอง ตอนนี้ดูรูปไปแทนก่อนครับ

 

        วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

        วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับกระทรวงมหาดไทย เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต และเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณี (หลังจากนั้นพระมหากษัตริย์ไทยทรงสร้างสร้างสถานศึกษา และเส้นทางคมนาคมแทน) เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๕ และ รัชกาลที่ ๗ อีกด้วย เนื่องจากรัชกาลที่ ๗ มิได้ทรงสร้างวัดประจำรัชกาล (ทรงสร้างสะพานพุทธฯแทน) แต่ได้รับพระราชภาระในการทำนุบำรุง และทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ซึ่งเป็นวัดของพระราชบิดา (รัชกาลที่ ๕)

        วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร ๘ เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง ๘ ทิศ ส่วน “ราชบพิธ” หมายถึง พระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง และ “สถิตมหาสีมาราม” หมายถึง พระอารามซึ่งมีมหาเสมาหรือเสมาใหญ่ จึงเป็นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่นๆ พอก้าวเท้าเข้าวัดก็เข้าเขตสีมาเลย (ปกติหนังไทย เวลาจะหนีผี ต้องรีบเข้ามาหาเขตที่ปักหลักสีมาก่อน แม้จะเข้ามาในเขตวัดแล้วก็ตาม)

        วัดราชบพิธมีการก่อสร้างแบบไทยผสมยุโรป ภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตก โดยตัวพระอุโบสถภายนอกสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ ประกอบด้วยลวดลายกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์รูปเทพประนม ภายในเป็นสถาปัตยกรรมโกธิค (รับรองว่าสวยกว่าวาติกันอีกครับ) พระประธาน คือ พระพุทธอังคีรส แปลว่ามีรัศมีซ่านออกจากพระวรกาย ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ถูกหล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ต่อต้นรัชกาลที่ ๕ กะไหล่ทองคำเนื้อแปดหนัก ๑๘๐ บาท เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เมื่อยังทรงพระเยาว์ เดิมรัชกาลที่ ๔ จะทรงนำไปประดิษฐานที่พระปฐมเจดีย์ แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธ

 

       นอกจากนี้ ที่ฐานบัลลังก์กะไหล่ทองเนื้อหนัก ๔๘ บาท ภายในบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒), พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓), พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔), พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕), พระบรมอัฐิพระศรีสุลาลัย สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๓, สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร และ สมเด็จย่าอีกด้วย ใครไปไหว้พระเท่ากับกราบไหว้ทุกพระองค์ไปด้วย พลาดไม่ได้

        นอกจากข้างในโบถส์และวิหารจะสวยงามแล้ว บานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถ ที่มีลายไทยลงรักประดับมุกเป็นรูปดวงตราครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ สวยงามมาก และที่น่าสนใจอีกอย่างคือ กระเบื้องเบญจรงค์ ทั้งพระอุโบสถ วิหาร เจดีย์ และระเบียงแก้ว ล้วนตกแต่งด้วยลายกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ทั้งสิ้น มหัศจรรย์เกินกว่าจะบรรยายครับ ความสวยงามที่ต้องมีการทำนุบำรุงอย่างต่อเนื่องนั้น มาจากการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ อีกเช่นกัน ในวัดราชบพิธยังมีสุสานหลวงอีก น่าสนใจมากเช่นกันครับ เอามาให้ดูเล็กน้อย

        คราวหน้าจะพาไปดูโบสถ์วัดเทพศิรินทร์ เหลือเชื่อว่าคนไทยทำได้ขนาดนี้ นอกจากนั้นจะพาไปพบหลวงพ่อพระพุทธรูปในโบสถ์วัดนางนอง บางขุนเทียน และวัดอินทราราม วัดของพระเจ้าตากสินครับ

___________________________________________

โดย พล.ท.นันทเดช

 

กลับไปที่ www.oknation.net