วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดูเขาพับผ้าถนนสายเศรษฐกิจ คิดถึงผู้พัฒนาเมืองสู่ระดับอินเตอร์เมื่อ100 ปีมาแล้ว


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆชาวโอเค...

วันนี้..หลังจากปฎิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว อีกเวลาครึ่งวัน ที่ตะวันจะตกดิน อยากไปนั่งรถเล่น บ้างเพื่อให้ความสำราญ

กับชีวิต ตัวเอง และพระเอกที่บ้าน ที่อุตส่าห์ขับรถมาจากเมืองไข่มุกแห่งอันดามัน ประมาณ 300 กิโลเมตร มาหาอิงตะวัน ที่ทำงาน ก่อนที่คืนนี้จะกลับไปที่ทำงานต่อนะคะ เลยพากันมาพร้อมกับ พี่สุเชษฐ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสแห่งเมืองตรัง  แบบชิลชิล ค่ะ

แวะจิบกาแฟนิดนึง เพื่อกระตุ้นพลังชีวิต ที่เค็กกนิษฐา ร้านนี้ใช้กาแฟดอยช้าง รสชาติกลมกล่อม แต่วันนี้คอแห้งสุดๆ หลังจากต้อนรับคณะอาจารย์ คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ จึงเลือกที่จะจิบ น้ำผึ้งมะนาวค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

แวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับหลักกิโลเมตรที่ยังอยู่ในระยะก่อสร้าง ค่ะ ที่จุดแวะพักรถ เค็กกนิษฐา อ.นาโยง เส้นทางสู่เขาพับผ้า 

ที่จะเชื่อมไปพัทลุงค่ะ

 

เราแวะทานอาหารที่ร้านเขาพับผ้า อยู่กึ่งกลางระหว่างเทือกเขาบรรทัด รอยต่อระหว่างจังหวัดตรังและพัทลุงค่ะ

ที่นี่ถ้ามายามเช้า หรือตะวันตกดิน คิดว่าอยู่ภาคเหนือเลยล่ะค่ะ

 

 

 

 

คั่วกลิ้งเห็ด

มานั่งทานอาหารที่นี่แล้วยังได้ความรู้เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย ของเขาพับผ้าในอดีต ด้วยค่ะ เลยทำให้เป็นเหตุนั่งรถย้อนถนนพับผ้าสายเก่ากันค่ะ

 

  คำว่า"คดเหมือนเขาพับผ้า " คดมากแค่ไหน มีสำนวนเปรียบเปรยว่า:

 คดมาก มีที่มาจากกาตัดถนนสายตรัง-พัทลุง ที่ตัดผ่านเทือกเขาบรรทัดในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระยารัษฎาฯ เจ้าเมืองตรังในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการสร้างและบุกเบก แต่การสร้างถนนในสมัยนั้นมีความยากลำบากมาก จำเป็นต้องตัดไปตามแนวร่องของเทือกเขาจึงทำให้ถนนคดไปคดมาเหมือนกับพับผ้า ชาวตรังเรียกถนนสายนี้ว่า ถนนสายเขาพับผ้า และมักจะเปรียบสิ่งที่คดมากกว่า คดเหมือนเขาพับผ้า ค่ะ

ขบวนรถยนต์กำลังผ่านทางพับผ้า ระหว่างพัทลุง-ตรัง เมื่อปี พ.ศ.2507 ิภาพจาก อนุสาร อสท.ฉบับ"เที่ยวภาคใต้" ปีที่ 4 ฉบับที่ 10 ประจำเดือนพฤษภาคม 2507 

 

เป็นที่รับรู้กันว่า พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี๊) อดีตพ่อเมืองตรัง เมื่อปี 2433 เป็นนักปกครองที่สามารถและเป็นนักพัฒนาที่ทันสมัย  โดยมุ่งพัฒนาบ้านเมืองในหลักสำคัญ 6ประการ คือ การคมนาคมสื่อสาร การศึกษา การสาธารณสุข การเกษตรกรรม การค้าขาย การปราบปรามโจรผู้ร้ายและการรักษาความสงบ ทั้งนี้โดยวางแผนการพัฒนาไว้ล่วงหน้าทุกจังหวัดเลยนะคะ เนื่องจากท่านเป็นคนขยัน ทำงานไม่หยุดนิ่ง ฉลาดเฉียบแหลมคม ไหวพริบดี รู้เท่าทันคนทุกอย่าง โดยเฉพาะ ในการค้าเป็นเลิศเข้าและคบคนได้ทุกระดับชั้นและทุกวัย กล้าได้กล้าเสีย เป็นคนช่างสังเกต ช่างจดจำและมีความคิดฉับไว มีความจำเป็นเยี่ยม เป็นสิ่งที่ช่วยให้ ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้เป็น อย่างดีทีเดียวค่ะ

ในตอนที่ท่านเข้ามาตรัง ซึ่งถือว่าเป็นเมืองป่า เมืองลี้ลับ แรกๆ ชาวบ้านเย็บจากเป็นตับๆ ขายส่งที่เดลลี อินเดีย เป็นสินค้าส่งออกชิ้นแรกของตรัง แต่คนตรังไม่มีข้าวกิน ต้องซื้อข้าวจากปีนัง ส่วนปีนังก็ซื้อจากพม่าอีกที ทำให้ข้าวที่ส่งมาขายในเมืองตรังมีราคาแพงมาก พระยารัษฎาฯ มาถึงท่านจึงสั่งให้ชาวบ้านหันมาทำนาเป็นหลัก แล้วเย็บจากเป็นอาชีพเสริม โดยใช้สูตร 5 คือ เลี้ยงไก่ 5 แม่ ตะไคร้ 5 กอ มะละกอ 5 ต้น เมื่อทุกบ้านทำได้ก็เกิดความพอเพียง"

 พระยารัษฎา ฯ ได้เร่งรัดปรับปรุงเมืองตรังตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรับปรุงด้านการคมนาคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านการพัฒนา ปรับปรุงเมืองตรังให้เป็นเมืองเกษตรกรรม ได้จัดการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ด้วยการให้ทุกบ้านมีเลขทะเบียนบ้าน มีรายละเอียดของผู้อยู่อาศัย จำนวนโคกระบือ จัดทำรูปพรรณโค กระบือ จดทะเบียนเรือ กำหนดสถานที่จอดเรือเพื่อป้องกันการลักลอบขนดินปืนจากเรือต่างประเทศ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ ติดตามจับโจรผู้ร้ายได้ข้ามแดน โดยไม่ต้องกลับมาเอาหนังสือสูตรนารายณ์หรือหนังสืออนุญาตจับผู้ร้าย วิธีตามจับโคกระบือที่ถูกขโมย ให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน ตามรอยเท้าโคกระบือไป รอยเท้าไปสิ้นสุดหมู่บ้านใดตำบลใด ก็ให้เจ้าหน้าที่หมู่บ้านนั้นตามรอยต่อไป บ้านเรือนราษฎรทุกหลังต้องมีเกราะ (เหลาะ) สำหรับไว้ตีบอกเหตุเมื่อถูกโจรผู้ร้ายเข้าปล้นทุกบ้านจะต้องตีเกาะบอกต่อ ๆ กันไป พร้อมทั้งช่วยกันจับผู้ร้าย บ้านใดไม่ให้ความร่วมมือจะถูกพิจารณาโทษตามควรแก่เหตุ   รวมทั้งการตั้งกองตำรวจหลวงขึ้น  มีตำรวจม้าด้วย ซึ่งมี พ.ท. ออกัส ฟิกเกอร์ เฟรดเดอริก คอลส์ นายตำรวจเดนมาร์ก เป็นผู้มาให้การฝึกสอนตำรวจที่จังหวัดตรัง เป็นครั้งแรก และซื้อกลไฟ ไว้ลาดตระเวนให้ความปลอดภัยทางน้ำ

 

พ.ท. ออกัส ฟิกเกอร์ เฟรดเดอริก คอลส์ นายตำรวจเดนมาร์ก ผู้ตงฉิน ที่สุสานในเมืองตรัง

หลุมศพ พ.ท. ออกัส ฟิกเกอร์ เฟรดเดอริก คอลส์ นายตำรวจเดนมาร์ก ผู้ตงฉิน ที่สุสานในเมืองตรัง

 

ในปี พ.ศ.2436 พระยารัษฎา ฯ ได้ดำเนินการย้ายที่ตั้งเมืองจากควนธานี ไปที่กันตังด้วยความมุ่งมั่น ที่จะให้เมืองใหม่ที่กันตัง มีความเจริญเท่าเทียมกับเมืองปีนัง มีการวางผังเมืองใหม่โดยมีช่างชาวอิตาลีมาช่วย พัฒนาทางน้ำให้กันตังเป็นศูนย์กลางการค้าทางเรือ และส่งเสริมบริษัทตัวแทนซื้อขายสินค้าที่ท่าเรือกันตัง สินค้าสำคัญในสมัยนั้น ได้แก่ เป็ด ไก่ หมูขี้พร้า โค กระบือ พริกไทย ข้าว ตับจาก ไม้เคี่ยม ค่ะ  ที่สำคัญ พระยารัษฎาฯ มองการณ์ไกล ที่จะทำให้กันตังเป็นท่าเรือค้ากับต่างประเทศได้เต็มศักยภาพ จนมีชื่อกันตังเป็นเมืองท่าในแผนที่โลก  หลังจากนั้นท่านเสนอทางรัฐบาลจัดสร้างท่าเรือน้ำลึก เต็มรูปแบบ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน

 

เกวียนเทศา สมัยพระยารัษฎา 

 

ในปี 2438 ได้สำรวจและตัดถนนบนเขาบรรทัดเพื่อติดต่อกับเมืองพัทลุง เป็นการเชื่อมดินแดนภาคใต้ฝั่งตะวันตก กับตะวันออกโดยผ่านเขาพับผ้า ถนนเส้นนี้เป็นความสามารถอันยิ่งใหญ่ ของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ เลยนะคะ ท่านใช้เงินหลวงไม่ถึงล้านบาท ซึ่งตอนแรกได้ว่าจ้างบริษัทอังกฤษในสิงคโปร์ให้มาดำเนินการ และบริษัทนี้ได้เรียกค่าก่อสร้าง 70 ล้านบาท (มากที่สุดในยุคนั้นเกือบสองร้อยปีมาแล้ว) แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทนี้ก็จนด้วยเกล้าเรื่องการหาเครื่องจักรกลมาตัดหิน  มหึมา เพื่อทำทางผ่าน ท่านไม่ย่อท้อ ประกาศว่า กูสร้างเอง” ท่านก็จัดคนสามชุด ชุดแรกหามท่านตามไม้เท้าที่ชี้ให้ไป

 

(โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน คือให้คนแบกกลองข้ามภูเขาไปข้างหน้า แล้วตีกลองให้ดังขึ้น เป็นการตัดถนนไปตามเสียงของกลองแทนเข็มทิศ ) ชุดที่สองตัดต้นไม้เพื่อให้เป็นแนวทาง ให้ชุดที่สามสร้างแนวถนนตามหลัง จนถึงพัทลุงใช้เวลานานสองเดือน แต่ถนนที่ทำตามที่ท่านชี้ใช้เวลา 17 เดือน จึงแล้วเสร็จจนเป็นถนนทุกวันนี้

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ดูการตัดเส้นทางเขาพับผ้า

 

ตำรวจม้า

 

 

 

พืดเขาบรรทัดนี้ยาวไปจดพืดเขาสันละกาลาคีรีในเขาสตูลกับมาเลเซียค่ะ หมายเหตุ ที่น่ามหัศจรรย์ สำหรับวงการวิศกรสร้างถนน ภูมิปัญญา คน 100 ปีที่แล้ว  ....ถ้าหากตรงไหนมีก้อนหินใหญ่ขวางอยู่ ก็จุดไฟเผาก้อนหินนั้นให้ร้อนจัด แล้วเอาน้ำราดลงไปทันที ทำให้ก้อนหินแตกร้าว เป็นการง่ายต่อการทุบตีเพื่อย่อยสลายก้อนหินใหญ่ เส้นทางสายนี้มีชื่อเรียกว่า “เขาพับผ้า” ตามลักษณะของถนนที่ลาดชันสูงต่ำและคดเคี้ยวไปมาคล้ายกับผ้าที่พับซ้อนกัน ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักของถนนเพชรเกษมที่มาจากกรุงเทพไปยังจังหวัดภาคใต้จรดประเทศมาเลเซีย

 

เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา “เขาพับผ้า” ช่วงที่เหมือนกับผ้าพับ ช่วง 10 กิโลเมตร รอยต่อ ตรังพัทลุง กรมทางหลวงได้ตัดเส้นทางใหม่ให้มีความชันลดน้อยลง เพื่อลดอุบัติเหตุจากรถตกเขา

 

ส่วนเส้นทางสายเดิมก็ยังคงเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ และใช้เป็นกิจกรรมสำหรับท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเฉพาะจักรยานค่ะ

 

 

ถนนสายเขาพับผ้าเส้นเก่าค่ะ

 

บางช่วงของเส้นทางเก่า สามารถใช้ได้เฉพาะจักรยานและมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ไม่สามารถผ่านไปได้

 

 

 

 

พบ“อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์” ที่เรียกได้ว่ามีขนาดจิ๋วที่สุดในโลก ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของขุนเขา โดยมีลักษณะเป็นรูปปั้นที่หล่อด้วยโลหะรมดำ และมีความสูงเพียงแค่ 43 เซนติเมตร หรือ 1 ฟุตเศษๆ ทราบว่าสร้างเมื่อประมาณปี 2531-2532  หลายท่านสงสัยว่า ทำไมต้องมาสร้างที่นี่ เฉลยนะคะ เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ในอดีตเป็นสถานีทดลองยางที่ใช้สำหรับผลิตพันธุ์ยางพาราเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน มีถนนสายเอเชีย ซึ่งเป็นถนนตัดใหม่มุ่งตรงมาจากสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ไปหาดใหญ่ เส้นทางสายเขาพับผ้าจึงมีรถวิ่งน้อยลง มีเฉพาะที่รถ ที่เชื่อมจาก มาเลเซีย  เข้าทางด่านสะเดา มาหาดใหญ่ พัทลุง และที่ไปตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต เท่านั้น (หอการค้าไทย มีแนวทางพัฒนาให้เป็น Romantic Road)ค่ะ

            สุขสันต์วันหยุดนะคะ .... อิงตะวัน ค่ะ

 

 

 

 

โดย อิงตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net