วันที่ จันทร์ กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การปิดตัวของร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองใหญ่


(ภาพ ร้านหนังสือท้องถิ่น นาครบวรรัตน์ ในปัจจุบันได้แถลงปิดตัวลงในปีที่ 29 )

 

คนรุ่นใหม่ในสมัยก่อนถ้าจะเปิดกิจการร้านค้าเล็กๆ ให้ดูดี เก๋ไก๋ ไฉไล ทันสมัย ...ก็ต้องบอกว่า การเปิดร้าน(ขาย)หนังสือเป็นอะไรที่คนในวัยรุ่นสมัยนั้นได้เฟี๊ยวฟ๊าว พอๆ กับ .... การได้เข้าไปนั่งในร้านไอศกรีม  แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจที่เคยเป็นจริงสิ่งนิรันดร์กลับไปเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว  เพราะคนสมัยนี้ .. ถ้าจะเปิดกิจการร้านค้าเล็กๆ ให้ดูดี แบบชิลล์ ๆ  เขาต้องเปิดร้าน(ขาย)กาแฟ  ลูกค้าที่มานั่งกันในร้านก็จะสั่งกาแฟกับขนมขบเขี้ยวมาทาน พร้อมกับก้มหน้ามองดูจอภาพของตนเอง

ถ้ามองอย่างนี้ ... ดูเหมือนว่า พฤติกรรมการอ่านของคน(ไทย)ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก เพียงแต่สื่อที่ใช้อ่านเปลี่ยนจากหนังสือ(กระดาษ)ที่เคยเฟื่อง มาเป็นสื่ออิเลคทรอนิคส์ ที่เรียกว่า โลกออนไลน์

ส่งผลให้ ... ร้านหนังสือทะยอยปิดกิจการลงไป บริษัทมือถือและโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตกลับมาเฟื่องแทน

นี่เรามองอย่างเรื่อง “สะสาร” ไม่มีการสูญสลายหายไปไหน  มันต้องมีการเวียนว่ายตายแล้วเกิดใหม่เรื่อยไปเป็นธรรมชาติ

 

 

 

ร้านหนังสือ นาครบวรรัตน์ หนังสือคู่เมืองนคร มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดกิจการขายหนังสือและแบบเรียนมานานถึง 29 ปี ก็ประกาศปิดตัวลงไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้  

หากจะวิเคราะห์ภาพรวมของ “เมืองนคร” บริเวณสี่แยกท่าวัง ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนทุกเพศทุกวัย ประชาชนทุกสารทิศจะเข้าเมืองมาจับจ่ายซื้อหาอะไรก็ต้องพุ่งเป้ามาย่านการค้าอันเก่าแก่แห่งนี้ ร้านรวงแถบๆ นี้พลอยได้อานิสงค์จากการเป็นย่านการค้าที่กระจุกอยู่ในกลุ่มคนเสื้อสายจีนไกลโพ้นทะเลที่เข้ามาทำมาขายค้าจนรุ่งเรือง ลูกหลานก็ขยายธุรกิจแตกสาขาออกไปมากมาย

ร้านหนังสือแห่งนี้ก็เกิดมาจากสภาพเช่นเดียวกันนี้ 

ความเฟื่องฟูในยุคก่อนนั้นนอกจากเป็นแหล่งชุมนุมบรรดานักคิดนักเขียนกวี “แห่งเมืองศรีปราชญ์” ที่ถือกำเนิดจากเมืองมากมายหลายท่านแล้ว  บรรดาศิลปินเพลง พ่อเพลงแม่เพลงมโนราห์ ต่างก็เคยมาแสวงหาปัญญาใส่ตัวเองจากรานหนังสือแห่งนี้

สังเกตจากภาพถ่ายติดฝาผนังของร้าน จะเห็นว่ามีกิจกรรมทั้งนักดนตรี นักประพันธ์รุ่นๆ สมัยนั้นมากมายมาแจกลายเซ็นต์ไว้เป็นที่ระลึก มีการพบปะสนทนาระหว่างผู้อ่านและนักเขียนเรืองนามอยู่บ่อยครั้ง  เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ อังคาร กัลยาณพงศ์ (ท่านนี้เป็นชาวนครศรีธรรมราช) ฯลฯ 

ร้านหนังสือจึงอยู่ได้เพราะ “ทำเลการค้า” ยังไม่ได้เปลี่ยนไปไหน ยังไม่มี “สื่อใหม่” มาแทรกแซง แม้จะมีโรงภาพยนตร์มาแย่งส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายทางด้านบันเทิงของประชาชนชาวเมืองออกไป แต่ก็ถือว่าไม่สะเทือน เพราะหนังจบ-คนก็กลับมาอ่านหนังสือได้

 

(สภาพตลาดสี่แยกท่าวังที่เคยรุ่งเรืองในอดีต)

 

พ.ศ.นี้ ร้านค้าในย่านธุรกิจกลางเมืองไม่ได้เป็นเช่นเดิมอีกแล้ว คามเป็นเมืองขยายตัวออกไป ห้างสรรพสินค้าแนวโมเดิร์นเทรดหลายเจ้าเข้ามายึดพื้นที่ กระจายความเจริญออกไปทุกทิศทาง มีร้านหนังสือเกิดขึ้นในห้างเหล่านั้นทุกแห่ง อย่างน้อยๆ ร้านหนังสือจำนวน 5  ร้านที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับห้างโมเดิร์นเทรดก็พร้อมที่จะแย่งส่วนแบ่งทางการค้าไปได้เกือบทั้งหมด

เช่นเดียวกับที่ “ร้านโรงเรียนกวดวิชา” ก็พาเรดกันมาเปิดตัวอยู่ในห้างดัง  ร้านเติมเงินมือถือก็ไปกระจุกตัวกันในที่เดียวกันนั้น

“พลังของร้านหนังสือ” และ “พลังของการอ่านหนังสือ” ของคนในต่างจังหวัดในวันนี้ไม่มีแรงพอจะกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจจนร้านหนังสือพอจะอยู่ได้ “ร้านดอกหญ้า” ร้านหนังสือชื่อดังที่เคยมาเปิดตัวชิมลางข้างๆห้างสรรพสินค้าก็จำต้องปิดตัวลง เพราะ “แอร์ไม่เย็นพอ” ไม่มีสิ่งล่อตาล่อใจให้เดินแล้วจบถ้วนกระบวนความในที่ๆ เดียว

 


(ภาพจาก gotonakhon.com )

 

 

ใครว่าเปิดร้านหนังสือดีอย่างไร ในสมัยนี้ลองว่าถ้าไม่ใช่เรือใหญ่ที่วิ่งไปตามกระแสคลื่นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ใครขืนวิ่งสวนกระแสธารคลื่น โดยไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่ผันเปลี่ยนไป ก็ย่อมมีหวังต้องกล่าวอำลา

เรื่องอื่นๆ ของหนังสือและร้านหนังสือ เราไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ ..... ในสิ่งที่เราไม่เห็น

แต่เราเห็นอนาคตของคนในต่างจังหวัดที่วิ่งไล่ตาม "คนในเมืองหลวง" อย่างกระชั้นชิด !!!

…………………

 

 

ภาพเก่าๆ ร้านหนังสือบวรนาครรัตน์ นำมาจาก gotonakhon.com

 

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net