วันที่ อังคาร กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Soul Food: กินในอู่ยาง Michelin ที่ Bibendum


สถาปัตยกรรมทรงงดงามในมหานครลอนดอน แยกแยะเป็นเพียงสามรุ่น ลำดับตามการครองราชย์ของคิงและควีนแห่งสหราชอาณาจักร

จาก Georgian สู่ Victorian ถึง Edwardian Architecture รายละเอียดปลีกย่อยของรูปทรงชัดเจน แปรเปลี่ยนตามความนิยมหรือเฟื่องฟูของยุคสมัย เมื่ออิงกับวิวัฒนาการด้านก่อสร้าง ตึกแต่ละรุ่นจากสมัยจอร์เจี้ยนที่อายุราว 300 ปี มาถึงเอ็ดวอร์เดี้ยนในต้นศตวรรษที่ 20 ก็สามารถตั้งตระหง่านปะปนกันไปจนทุกวันนี้

Edwardian Era เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงหลากหลาย จากช่วงรัชสมัยเกือบสิบปีของ King Edward VII หรือBertie จนเมื่อเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2453 ร่วมปีกับพระพุทธเจ้าหลวง แห่งสยาม แล้วบวกไปอีก4 ปี เมื่อเข้าสู่มหาสงครามโลก

เมื่อครั้งเป็นองค์รัชทายาท Bertie เป็นเจ้านายเจ้าสำราญโปรดการข้ามช่องแคบไปสนิทสนมคุ้นเคยที่กรุงปารีส ให้คนฝรั่งเศสได้หวนคิดถึงการมีราชวงศ์ว่าเป็นความสง่างามให้ชาติเมื่อสภาพของตนเองกลายเป็นอื่นไปแล้ว ความเกี่ยวพันของสองฝั่ง English Channel ณ เวลานั้น จึงมีทั้งตั้งใจและบังเอิญ ทั้งการรับอิทธิพลคร่อมช่วง Belle Époque ยุคที่สรรพสิ่งล้วนงดงาม หลังจากฝรั่งเศสพ้นเวลายุ่งยากจากสงครามก่อนหน้าจนถึงก่อนเวลาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1

Edwardian Architecture เป็นสถาปัตยกรรมที่มีสีสันสว่างไสวขึ้น บางส่วนเป็นผลจากสิ่งประดิษฐ์ยุคใหม่ การเริ่มมีแกสและหลอดไฟฟ้าใช้ ทำให้ไม่ต้องใช้สีเข้มหนักปกปิดเขม่าบนกำแพง ที่เป็นปัญหาจาก Victorian era ยุคก่อนหน้า วัสดุตกแต่งเริ่มคลี่ออกจากลวดลายซับซ้อน

เวลาเดียวกัน การคิดค้นในสมัย Victorian Era ที่จดลิขสิทธิ์ไว้ ก็เริ่มทยอยหมดระยะเวลาคุ้มครอง

ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19  Dunlop ผลิตยางรถได้แล้วช่วงเดียวกันกับที่จักรยานเป็นที่นิยมอย่างสูง Dunlop ก้าวหน้าถึงขั้นข้ามไปเป็นหุ้นส่วนกับ Clément Cycles จักรยานของฝรั่งเศส แต่พอเข้าต้นศตวรรษที่ 20 ความคุ้มครองที่ป้องกันยางคู่แข่งเข้ามาสู่เกรทบริเทนใกล้หมดลง Michelin ยางฝรั่งเศสที่ก่อตั้งไล่เลี่ยกัน ก็เตรียมการข้ามช่องแคบมาค้าขายบ้าง

 

 

Michelin ใช้เวลาเดี๋ยวเดียวกิจการก็ไปได้ดีจนต้องขยับขยาย เมื่อได้สถานที่ใหม่ ทำเลกลางเมือง การก่อสร้างจึงต้องให้งามสมสภาพแวดล้อม และคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยในการขายและบริการ เพียง 5 เดือน Michelin House ก็ยืนสง่ากลางมหานครลอนดอน หน้าตาต่างจากโรงงานยางรถยนต์ของทั้ง Dunlop เจ้าของบ้าน และ Firestone จากอเมริกา

ความทันสมัยที่มองไม่เห็นของ Michelin House คือวิธีก่อสร้างด้วยคอนกรีตที่เป็นของใหม่แห่งยุค ช่วยเปิดพื้นที่ให้โล่ง ลดจำนวนเสา และกันไฟ เหมาะกับจัดวางยางจำนวนมากซึ่งล้วนเป็นวัสดุติดไฟง่าย

 

 

 

ภายนอกของอาคารยิ่งพิเศษ แม้ยากจะระบุรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมว่าเป็นของสมัยใด

Michelin House เปิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียง 3 ปี ให้บริการดีเยี่ยม เป็นที่นิยมจนต้องขยายเพิ่มพื้นที่ออกไปเรื่อย หากเมื่อสงครามโลกประทุขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เศรษฐกิจของโลกก็มิอาจอยู่ดีดังเดิม แน่นอนว่า Michelin ได้รับผลกระทบด้วย

 

 

 

หลังพ.ศ. 2500 ความสง่างามของอาคารทำให้พื้นที่ด้านหน้าได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ขั้น 2 ที่ห้ามเปลี่ยนรูปลักษณ์ ถึงเวลานั้นยางสัญชาติฝรั่งเศสนี้ก็ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางข้ามมหาสมุทรแอทแลนทิกมุ่งสู่อเมริกา ละทิ้งการพัฒนา Michelin House จนอาคารถูกประกาศขายในเวลาต่อมา

แล้ว Michelin House ก็คืนชีวิตสู่ความเฟื่องฟูอีกครั้ง เมื่อ Sir Terence Conran นักออกแบบและนักเขียนเจ้าของ Habitat และเพื่อน Paul Hamlyn ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของคนใหม่

 

 

Michelin House จึงกลายมาเป็นภัตตาคารและร้านของแต่งบ้าน ชื่อ Bibendum และ Conran

Bibendumหรือที่เรียกกันว่า Michelin Manถือเป็นหนึ่งในเครื่องหมายการค้าเก่าแก่ที่สุดในโลก ใช้ควบคู่กับ slogan ว่า Nunc est bibendum ที่แปลว่า Now is the time to drinkถึงเวลาก๊ง ที่เหมาะกันดีกับธุรกิจดื่มกิน

 

 

บีเบนดั้ม คนตัวกลมด้วยวงยาง สัญลักษณ์ของยางมิชแลง จึงเกินความลงตัว สำหรับชื่อของทั้ง Oyster Bar และ ภัตตาคาร เปิดบริการตั้งแต่ พ.ศ. 2530

 

 

 

 

บรรยากาศเก่าของ อู่เปลี่ยนยาง  ถูกรักษาไว้ครบถ้วน ความกว้างของลานโล่งชวนให้ย้อนให้นึกถึงสมัยหนึ่งร้อยปีก่อน ที่ต้องเลื่อนรถเข้าชั่งน้ำหนัก เพื่อคำนวนแรงดันลมยางที่เหมาะสม ความโปร่งของพื้นที่ เหมาะกับความไร้รูปแบบพิธีการของ Oyster Bar ที่บ่อยครั้งเป็นที่พึ่งสำหรับ Bloody Mary หรือ ไวท์ไวน์เย็นๆ สักแก้ว แกล้มหอยนางรมน้ำเย็นสักครึ่งโหล อย่างที่นิยมทำกัน

 

 

 

 

Oyster Bar เน้นอาหารทะเลแบบ Fruits de mer เย็นสดชื่นบนกองน้ำแข็ง แต่อาหารง่ายอีกหลายอย่างก็มี

เรื่องของเรื่องคือ เน้นการนั่งจิบและจิ้มแบบผ่อนคลาย ไม่กำหนดมื้อเป็นเรื่องเป็นราว

 

วันหิวมาก Fruits de mer หนึ่งถาด ก็อิ่มได้ อาหารทะเลน้ำเย็นให้รสชาติต่างจากทะเลน้ำอุ่นชัดเจน มีทั้งกุ้ง หอย ปู สดเนื้อแน่น หวานอาศัยความเปรี้ยวจาก vinegar ผสมหอมแดง หรือบีบเล็มม่อนสักนิดก็เข้ากันดี

 

 

 

 

Brown Shrimps เคี้ยวทั้งเปลือก

 

 

Whelks หอยเนื้อหนึบ

 

 

 

 

ถ้าแค่อยากได้อะไรหยุดน้ำย่อยเสียหน่อย Egg mayonnaise with anchovy อาหารพื้นบ้านที่หาคนทำขายน้อยลงทุกที ความเนียนของไข่ต้ม เคล้ามายอนเนสที่ไม่มีรสหวาน กับปลาเค็มฝรั่งตัวจ้อยก็สงบท้องได้

 

 

 

Kedgeree อาหารเช้าดั้งเดิมจากยุควิคทอเรี่ยน เชื่อกันว่านายทหารบริทิชหอบกลับมาจากอินเดีย

 

 

ข้าวประยุกต์เข้ากับปลารมควัน แต่งด้วยกลิ่นหอมจางของเครื่องเทศ เป็นอีกหนึ่งวิธีหมุนเวียนของเหลือคล้าย Bubble and squeak ครั้งที่ตู้เย็นยังไม่มีใช้ สมัยนี้หากินยาก

 

 

ยามบ่ายกับ Petit pot au Chocolatได้ความหวานปะแล่ม แนมกับกาแฟไม่ใส่น้ำตาล นั่งมองความเคลื่อนไหวของผู้คนภายนอกจากลานโล่งบนพื้นโมเสคชิ้นเล็ก แวดล้อมด้วยภาพเก่าจากผนังรอบด้าน ให้ความรู้สึกเพลินไปอีกแบบ

 

 

 

 

 

 

Bibendum Restaurant ชั้นบนเป็นเรื่องของอาหาร แต่ไม่ทิ้งอารมณ์ของ Nunc est Bibendumด้วยคนตัวกลมที่นั่งและยืนอยู่ทุกมุม อารมณ์ของฝรั่งเศสจึงแฝงอยู่แนบเนียนกับบรรยากาศของอังกฤษ

 

 

 

 

 

หน้าต่างรุ่นก่อนสงครามแบบยุค Edwardian ปล่อยแสงสว่างของฤดูร้อนยามค่ำให้กลมกลืนกับเรื่องราวและเฉดสีของฝรั่งเศสภายใน ไม่ต่างกับอาหาร classics Frenchประเภทรายการยอดนิยมตำรับฝรั่งเศส ที่เจือกลิ่นบริทิช 

 

 

 

 

จานเริ่ม ทั้ง Lobster salad หรือ Scallop สดจริง

 

 

 

Turbot เป็นปลาที่จัดเป็นที่สุดของที่สุด pan fry ธรรมดาอย่างเดียวก็เยี่ยมทั้ง texture ลักษณะเนื้อ และรสชาติ

 

 

Steak Tartare เป็น classics French ที่ต้องลอง แต่ละที่มีรสมือของตนเอง ความแซ่บตามรสนิยมส่วนตัวสามารถปรุงเพิ่มเติมได้

 

 

Beef Stew เป็นของทำกินที่บ้าน หายากจากตามร้านขึ้นทุกวัน หน้าตาไม่สวยสะแต่เป็น comfort food อาหารที่กินแล้วสบายใจอีกหนึ่งอย่าง

 

 

จากภายใน Bibendum ให้ความรู้สึกของฝรั่งเศสได้เต็มจำนวน แม้กระจกสีที่เห็นอยู่จะเป็นของเทียม

ในเวลาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง กระจกย้อมสีจากหน้าต่างหลักสามจุดถูกถอดออก แล้วแต่ละชิ้นบรรจุลงกล่องไม้อย่างดี ขนไปเก็บที่โรงงานต่างจังหวัดเพื่อหนีระเบิด เมื่อสงครามสงบ ทั้งคนทั้งของหวนคืนสู่ตำแหน่งที่ตั้งเดิม ยกเว้นกระจกสีที่ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย  จนต้องทำของใหม่แทนที่โดยยึดแบบจากภาพถ่าย

 

 

Bibendum ยังคงตามหาและตั้งรางวัลให้ค้นหาเบาะแสกระจกเก่าเหล่านั้น แม้กระจกสีต้นแบบจะหาย สิ่งที่ไม่มีใครคว้าไปได้คืออารมณ์และบรรยากาศแบบฝรั่งเศส ที่ถูกรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นจากแรกเริ่มที่หยั่งเท้าบนต่างถิ่นเมื่อหนึ่งร้อยปีเศษ

 

 

 

 

Michelin House เป็นตัวอย่างงดงามของสถาปัตยกรรมที่ยากจะระบุคำจำกัดความของรูปแบบ ด้วยกำเนิดในปลายยุค Art-Nouveau ที่ให้ภาพ Art-Deco ก่อนเวลาจริงของยุคนั้นถึง 20 ปี

 

 

เอกลักษณ์โดดเด่นเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของ Michelin House จึงให้ข้อสรุปได้อย่างเดียวว่า เป็น 'the most completely French of any Edwardian building in London'

ตึกเอ็ดวอร์เดี้ยนเดียวในกรุงลอนดอนที่ให้กลิ่นอายของฝรั่งเศสได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

 

 

Joe Le Taxi 2009 - Vanessa Paradis

Uploaded by Cong Dong Nguyen

*********

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net