วันที่ เสาร์ กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

LUCY ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แห่งพุทธปรัชญา


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกเราไว้ในงานเขียนเรื่อง The Human Side ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต 1 ปีว่า

"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้น เมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนา ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. 

จาก Her ถึง Lucy คือภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ผสมพุทธธรรมที่ผมชอบมากที่สุดในห้วงยามนี้ เพราะมันคือภาพยนตร์แอคชั่นปรัชญาที่เต็มไปด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากมาย จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนพล็อตเรื่องในนวนิยายที่ผมกำลังซุ่มเขียนอยู่ในขณะนี้ เรื่องราวของจักรวาลวิทยาที่มีความรู้เป็นคำตอบสำหรับมนุษยชาติ และแยกไม่ออกกับปรัชญาพุทธของพระโคตม 

Lucy ได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนรถที่วิ่งเร็วมากขึ้นๆ จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งอาจทำให้มันไม่มีตัวตน นอกจากกาลเวลา (Time) ที่ยืนยัน เช่นเดียวกับไอสไตน์ที่เห็นว่า หากเราเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงเราจะมาถึงที่เดิมในเวลาย้อนหลัง นั่นคือคำถามถึงสรรพสิ่ง และกาลเวลา (Time) เท่านั้นที่ทำให้เรามีตัวตน

ท้ายสุดแล้วพวกเราเกิดมาในมิติเวลาที่มีแสงนำทาง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนประกอบไปด้วยเซลล์ที่พัฒนามากว่า 1 พันล้านปีก่อน เราถ่ายทอดความรู้ของเซลล์ต่อเซลล์ด้วยการสืบทอดเผ่าพันธุ์มาอย่างยาวนานท่ามกลางหน่วยวัดที่เรามาตรขึ้น และเรายังไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่วิทยาการที่ไร้ขอบเขตมากกว่า 1+1 = 2 อันเป็นความรู้ของมนุษยชาติในอนาคตกาล แม้ว่าแต่ละคนจะมีเซลล์สมองมากกว่าคนละ 1 หมื่นล้านเซลล์ในหัว แต่มันก็ถูกใช้งานไม่ถึง 20% ว่ากันว่าถ้าเราใช้เซลล์สมองทั้งหมดนั้นได้ เราจะเข้าใจจักรวาล


ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเราว่า มนุษย์เกิดมาอาศัยอยู่ในมิติกาลเวลาเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความทรงจำ จริงๆ แล้วหากเรานำช่องว่างระหว่างนิวเคลียสของอะตอม (นิวตรอน โปรตอน อิเล็กตรอน) ในร่างกายเราออก เราก็จะมีขนาดเล็กยิ่งกว่าฝุ่นธุลีไม่ต่างจากหลุมดำซึ่งเป็นซากที่สิ้นสลายของดาวฤกษ์ที่ถึงอายุขัยแล้ว สสารที่เคยประกอบกันเป็นดาวนั้นได้ถูกอัดตัวด้วยแรงดึงดูดของตนเองจนเหลือเป็นเพียงมวลหนาแน่นที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่านิวเคลียสของอะตอมเดียว ซึ่งเราเรียกว่าเอกภาวะ และเป็นคำตอบว่า จักรวาล โลกและเรา เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวมาตั้งแต่แรก

Time หรือกาลเวลา ทำให้เรามีตัวตน เรามาท่องโลกแค่ 100 ปี ทำไมไม่ทำชีวิตให้มีคุณค่า มีความหมายและเบิกบานกับมัน?

 

 

หมายเหตุ:
1) LUCY เป็นโครงกระดูกครึ่งคนครึ่งลิง โครงกระดูกนี้อายุ 3.5 ล้านปี  เรียกว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบันก็ว่าได้ ป็นโครงกระดูกที่คาดกันว่าเป็นมนุษย์จากรูปร่างของโครงกระดูกที่พบว่า มีลักษณะฟัน มือ และเท้าที่ใกล้เคียงมนุษย์ ลักษณะโครงกระดูกยังบอกถึงการยืนตัวตรง เดินสองเท้า และไม่มีหาง ได้รับการค้นพบที่เมือง Hadar ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย ในปี 1974 แต่โครงกระดูกนี้เป็นของจำลองเสมือนจริง ส่วนตัวจริงถูกดูแลอย่างปลอดภัยที่พิพิธภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากโครงกระดูกของจริงนั้นเปราะบางมาก

แม้จะชื่อ Lucy แต่ก็ไม่มีใครฟันธงได้ว่า เป็นเพศหญิง หรือเพศชาย เพียงแต่ นักโบราณดคีที่ไปขุดค้นพบ Lucy นั้น เปิดเพลง Lucy in the sky with diamonds ของวง The Beatles ฟังกันในแคมป์เป็นประจำ ก็เลยเอามาตั้งงชื่อสำหรับมนุษย์เพศแม่ผู้ให้กำเนิดคนแรกของโลกที่ถูกค้นพบ แต่ชาวเอธิโอเปียตั้งชื่อให้กับเธอว่า “ดินเคอเนช” Dinkernesh แปลว่า ความมหัศจรรย์

2) ความเห็นของนักวิจารณ์ในพันทิพย์บอกว่า  "Lucy เป็นหนังที่จะบอกว่าเป็นหนังไซไฟปรัชญาก็ว่าได้ ในเรื่องจะมีคำถาม และคำพูดเชิงปรัชญามากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นปรัชญาด้านการเป็นไปของธรรมชาติ การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต  และจุดประสงค์ในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถอธิบายได้ในทางด้านวิทยาศาสตร์ และ ทางศาสนา  โดยจะมีการเสียดสีถึงตัวมนุษย์เองด้วยที่ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตทีสร้างความเป็นเอกลักษณ์เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งก็คือ คณิตศาสตร์ นั่นเอง แต่ กฎของสิ่งมีชีวิตในโลกทุกชนิดทุกสรรพสิ่งมิได้อยู่ภายใต้กฎของคณิตศาสตร์ แต่กลับเป็นเวลาที่กำหนดการมีอยู่ของทุกสิ่ง  ไม่ใช่แค่นั้นหนังเรื่องนี้ยังสื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของกระบวนการความคิดของสมอง การรับรู้รวมไปถึงการปิดกั้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความเสียใจ รวมไปถึง ความรัก เมื่อสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปความเป็นคนย่อมน้อยตามลงไปด้วย  เมื่อสมองทำงานใกล้เลข 100%มากขึ้นเท่าไหร่  ความเป็นคนย่อมน้อยลง แต่กลับเข้าใกล้กับความเป็นธรรมชาติมากขึ้น จนถึงสุดท้ายร้อยเปอร์เซ็น ทุกอย่างจะกลับสู่จุดเดิมนั่นก็คือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าที่เป็นที่มาของทุกสิ่ง ความว่างเปล่าที่เป็นความหมายของการอยู่เหนือกาลเวลา ความว่างเปล่าแห่งการหลุดพ้น การอยู่เหนือความสุขและความทุกข์  หรือจะให้พูดในความหมายของศาสนาพุทธ ก็คือนิพพาน นั่นเอง
  
ที่ผมว่ามานี้เป็นปรัชญาส่วนหนึ่งของหนัง แต่ตัวหนังก็ยังไม่ได้ยัดเยียดปรัชญาจ๋าๆมาอย่างเดียวเท่านั้นยังสอดแทรกบท แอกชั่นเข้ามาเล็กๆน้อยๆระหว่างการดำเนินเรื่อง ทำให้เรื่องดูไม่ยากเกินไปในตอนแรกๆ โดยจะใช้วิธีเล่าปรัชญาที่ต่างๆกันออกไป เช่นผ่านบทบรรยายของ มอแกน ฟรีแมนระหว่างสอน, บรรยายผ่านภาพสารคดี รวมไปถึงจากปากของลูซี่เองเลย   ฉากที่ดูล้ำลึกมากที่สุดคงไม่พ้นตอนท้าย เหมือนได้ดู 2001:Space Odyssey  อยู่
   
สรุปคือหนังเรื่องนี้ถ้าใครไปดูหวังจะเป็นแนว ฮีโร่หญิง หรือแอกชั่น บู๊สนั่น ดูจบมีบ่นแน่นอน แต่ใครที่จะไปดูหนังไซไฟปรัชญา หรือใครที่ชอบ 2001:Space Odyssey ผมขอแนะนำเรื่องนี้ครับ เป็นหนังที่ดีมาเรื่องหนึ่ง แต่ก่อนไปดูผมขอแนะนำคือ เตรียมตัวไปให้พร้อม โดยการอ่านรีวิว ดูถึงทรรศนะ คนที่ดูมาก่อนแล้ว ผมยืนยันได้เลยว่า การสปอยไม่สามารถทำอะไรหนังเรื่องนี้ได้ แต่การเข้าใจคำพูดของตัวละครที่พดมานั้นสำคัญกว่า และ อย่าไปสนใจกับความไม่สมเหตุสมผลบางอย่างของหนัง เพราะจะทำให้เกิดอคติ และมองข้ามส่วนที่ดีไป(หนังปรัชญาส่วนใหญ่จะสื่อมาในแนวสัญลักษณ์ อย่างเช่น แท่งดำในเรื่อง 2001:Space Odyssey) และสุดท้ายมีสมาธิในการดูหนังจับคำพูดของหนังให้ได้ เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ บทพูดมีความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด"

http://pantip.com/topic/32515713

3) ความคิดเห็นที่ 67 ของนายพริกหวาน จากพันทิพย์น่าสนใจ เขาให้ความเห็นว่า "วันนี้ตัดสินใจไปดู Lucy ด้วยเหตุว่าชอบ Scarlett Johansson นางเอกของเรื่องเป็นการส่วนตัว ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คิดว่าน่าจะเป็นแนว Superwoman หรือ Heroine ตอนเปิดเรื่องตอนต้นก็มีแนวโน้มจะเป็นดังคาด ทว่าเมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆเริ่มไม่เป็นดังที่คาด หนังเรื่องนี้นำเสนอปรัชญาอันลึกซึ้ง โดยใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายปรัชญาศาสนา ที่น่าตระหนกคือยิ่งดู ก็ยิ่งรู้สึกว่านี่คือพุทธปรัชญา และเรื่องราวของลูซี่ก็ถูกสร้างขึ้นเป็นคู่ขนานกับเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัตถะผู้ซึ่งในอดีตชาติไม่รู้กี่อสงไขยแสนกัปป์ที่ต้องสั่งสมบารมีให้ครบถ้วนจนมีปัญญาอันยอดยิ่ง มีญานหยั่งรู้อดีตชาติ มีตาทิพย์ มีความเข้าใจในสากลธรรมชาติ จนถึงบรรลุโพธิญาน ลูซี่ไม่ได้บำเพ็ญบารมีนานขนาดนั้น(แต่ผู้สร้างก็แอบนำเสนอบางตอนให้เราคิดได้ว่าลูซี่คือ ลูซี่มนุษย์ผู้หญิงคนแรกของโลก อันเท่ากับการยอมรับในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด) สิ่งที่ช่วยให้ลูซี่มีบารมีมีปัญญาจนถึงขั้นสูงสุดคือ ยาเม็ดสีฟ้าซึ่งถูกสังเคราะห์ขึ้นมา เมื่อเธอได้รับยาเม็ดนี้เข้าไปปัญญาหรือสมองของเธอก็ทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ทั่วไป 

จากข้อมูลในเรื่อง วิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์ปกติไม่สามารถใช้สมองได้ถึงร้อยเปอร์เซนต์ แต่ลูซี่ได้รับยาสีฟ้านั้นและทวีความสามารถของสมองเธอขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงเรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว ผู้มีความสามารถทางสมองจะควบคุมและบังคับสิ่งต่างๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ ประเด็นนี้ชวนให้เราเข้าใจได้ว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงเหาะเหินและสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้ และเมื่อลูซี่ได้รับยาสีฟ้าขั้นสูงสุด สมรรถภาพทางสมองหรือปัญญาของเธอก็สมบูรณ์ครบร้อยเปอร์เซนต์ ฉากนี้ดูแล้วรำลึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอย่างไรอย่างนั้น ลูซี่สามารถหายตัวไปที่ไหนก็ได้ ย้อนอดีตไปได้ไกลโพ้น ไกลจนไปเจอมนุษย์ลิงลูซี่ ไกลจนเห็นถึงการเกิดขึ้นของจักรวาล  

ในการบรรลุรู้ถึงธรรมชาติอันแท้จริงของลูซี่นั้น เธอได้มอบความรู้ที่เธอรู้นั้นไว้ให้แก่โลกผ่านทางโปรเฟสเซอร์ทั้งห้าคน แหม!อดคิดถึงปัญจวัคคีย์ไม่ได้อีก ดูแล้ว Morgan Freeman คงเป็นพระอัญญาโกณฑัญญะ ไอ้ผู้ร้ายเกาหลีนั่นคงเทียบได้กับพญามารที่คอยตามขัดขวางการตรัสรู้ของเจ้าชายสิทธัตถะ พระเอกหนุ่มฝรั่งเศสนั่นเห็นคงเทียบได้กับพระอินทร์ 

จะว่าเราคิดมากไปก็เห็นจะไม่ใช่ เพราะหลังจากลูซี่ค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้ว เธอได้มอบความรู้ใส่แฮนดี้ไดรพ์ให้แก่โปรเฟสเซอร์ แล้วร่างของเธอก็หายวับไป หายไปแบบดับสูญจากจักรวาลนี้ อย่างนี้ถ้าไม่ใช่นิพพานแล้วจะเรียกว่าอย่างไรดี ยิ่งตอนจบเรื่องเมื่อพระเอกถามว่า ลูซี่หายไปไหน มีข้อความเข้ามาในโทรศัพท์ของพระเอกว่า ฉันไม่ได้หายไปไหนแต่อยู่ทุกหนทุกแห่ง เช่นเดียวกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏไปแล้ว แต่สิ่งที่คงอยู่ยังประโยชน์ให้แก่มนุษยโลกก็คือธรรมะ อันเป็นความจริงสูงสุด"

อ่านข้อมูลประกอบ: http://www.energyenhancement.org/SATCHIDANAND-ESOTERIC-MOVIE-REVIEW-LUCY-LUCYFER-LUCIFER-SATANISM-SATANIC-MEMES-THE-SINGULARITY-DRUGS-TRANSHUMANISM-EUGENICS-ENLIGHTENMENT-MEDITATION.htm

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net