วันที่ อังคาร กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตาแทนตา ฟันแทนฟัน ชีวิตแทนชีวิต


บทความ: ตาแทนตา ฟันแทนฟัน ชีวิตแทนชีวิต

ผู้เขียน : อาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ที่มา : คอลัมน์สันติธรรม หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

www.knowislamthailand.org

ก่อนที่นบีมุฮัมมัดจะเผยแผ่อิสลามในคาบสมุทรอาหรับ ชาวยิวมีกฎหมายลงโทษผู้ก่ออาชญากรรมไว้ชัดเจนในคัมภีร์โตราห์ว่า “ถ้าผู้ใดกระทำให้เพื่อนบ้านเสียโฉม เขากระทำให้เสียโฉมอย่างไร ก็ให้กระทำแก่เขาอย่างนั้น กระดูกหักแทนกระดูกหัก ตาแทนตา ฟันแทนฟัน และผู้ใดที่ฆ่าคน ให้ผู้นั้นถูกลงโทษถึงตาย เจ้ามีกฎหมายอย่างเดียวกันสำหรับคนต่างด้าวและสำหรับชาวเมือง เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (เลวีนิติ 24:22)

ข้อความดังกล่าวบอกให้เรารู้ว่า ศาสนาไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ในการสั่งสอนศีลธรรมแก่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกฎหมายจัดระเบียบสังคมเพื่อทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติและได้รับความปลอดภัยก่อนที่โลกใบนี้จะมีรัฐสภาทำหน้าที่ออกกฎหมายเสียอีก

แน่นอนถ้าศาสนามีบทบาทเป็นกฎหมาย ศาสนาก็จำเป็นต้องมีบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดกฎ เพื่อให้ศาสนามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือและไม่มีใครกล้าล่วงละเมิด

ถ้าศาสนาใดที่บุคลากรผู้ทำหน้าที่รักษาศาสนาอ่อนแอหรือทุจริต การละเมิดคำสอนก็จะเกิดขึ้นและอาชญากรรมจะแพร่ระบาดออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่ต่างอะไรไปจากสังคมที่ผู้รักษากฎหมายอ่อนแอและประพฤติมิชอบ เมื่อผู้ทุจริตและมีอิทธิพลขึ้นมามีอำนาจ คนเหล่านี้จะหาทางแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกตนและเปลี่ยนแปลงบทลงโทษความผิดที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้เบาบางลง เพื่อที่ตนเองจะได้ไม่ถูกลงโทษอย่างหนักเมื่อทำความผิด

ไม่เพียงเท่านั้น คนเหล่านี้ยังออกมารณรงค์ว่า การลงโทษฆาตกรด้วยการประหารเป็นความล้าสมัยและโหดร้ายทารุณ ฟังดูเผินๆแล้วเหมือนมีมนุษยธรรม แต่ถ้าคิดให้ลึกลงไป คนเหล่านี้กำลังกล่าวหาพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของชีวิตและเป็นผู้ออกกฎหมายว่าเป็นผู้โหดร้ายทารุณ

ต่างไปจากสังคมชาวยิว สังคมอาหรับก่อนหน้าอิสลามเป็นสังคมที่ไม่มีกฎหมาย แต่ชาวอาหรับมีประเพณีกำหนดค่าเลือดหรือค่าชีวิตของคนในตระกูลหรือในเผ่าของตัวเองไว้ต่างกัน เมื่อใครถูกฆ่า คนในบางตระกูลหรือบางเผ่าของผู้ถูกฆ่าจะเรียกร้องเอาชีวิตของคนที่อยู่ในระดับเดียวกันคนหนึ่งจากตระกูลของผู้ฆ่า

บางเผ่าถือว่าชีวิตของชายที่เป็นไทจากตระกูลที่ต่ำกว่ามีค่าเท่ากับชีวิตทาสในตระกูลของตนที่มีฐานะสูงกว่า บางเผ่าถือว่าชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งมีค่าเท่ากับผู้ชายคนหนึ่ง บางเผ่าถือว่าชีวิตของชายที่เป็นอิสระในเผ่าตนคนหนึ่งมีค่าเท่ากับผู้ชายที่เป็นอิสระในเผ่าอื่น 2 คน

บางเผ่าเรียกร้องเอาชีวิตของคนจำนวนนับสิบคน หรือแม้แต่ร้อยคนจากเผ่าของผู้ฆ่ามาชำระค่าเลือดของผู้ถูกฆ่า บางครั้งถ้าหากว่าผู้ฆ่าอยู่ในตระกูลหรือมีสถานะที่สูงกว่าผู้ถูกฆ่า การตัดสินก็คือ ผู้ฆ่าไม่จำเป็นต้องชดใช้ชีวิตของตนให้แก่ผู้ถูกฆ่า

ความไม่เท่าเทียมกันในการกำหนดค่าเลือดและชีวิตนี้มิได้มีอยู่แต่ในยุคโง่เขลาไร้อารยธรรมเท่านั้น แม้แต่ในปัจจุบัน หลายชาติที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เจริญแล้วก็ยังไม่อายที่จะประกาศอย่างเปิดเผยว่าถ้าคนในชาติของตนคนหนึ่งถูกฆ่า พวกเขาก็จะเอาชีวิตคน 50 คนจากชาติของผู้ฆ่า นี่คือการตีค่าชีวิตคนที่ไม่เป็นธรรมในยุคป่าเถื่อน

ก่อนหน้าสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ชาวอาหรับสองเผ่าต่อสู้กันซึ่งทำให้คนของแต่ละเผ่าต่างได้รับบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตไปหลายคน ต่างเผ่าจึงต่างเรียกร้องให้มีการชดใช้ค่าเลือดและชีวิตตามมาตรฐานของเผ่าตน แต่ก็ยังไม่อาจหาข้อยุติที่ทั้งสองเผ่าพอใจได้

จนกระทั่งเมื่อสองเผ่านี้ได้หันมารับความศรัทธาในอิสลามและเป็นมุสลิม 2 เผ่านี้จึงได้นำกรณีพิพาทของพวกตนมาให้ท่านนบีมุฮัมมัดตัดสิน ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ประทานบทบัญญัติการลงโทษอย่างเท่าเทียมกัน (ซึ่งเรียกว่า “กิศอศ”) ลงมาเพื่อตัดสินกรณีดังกล่าวว่า

“บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย กฎหมายการลงโทษอย่างเท่าเทียมกันในกรณีของการฆาตกรรมได้ถูกกำหนดสำหรับสูเจ้าแล้ว ถ้าหากชายที่เป็นอิสระคนใดกระทำฆาตกรรม ชายที่เป็นอิสระนั้นก็จะต้องถูกลงโทษสำหรับการกระทำนั้น และทาสต่อทาส ในทำนองเดียวกัน ถ้าหากหญิงกระทำฆาตกรรม หญิงนั้นก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ แต่ถ้าหากพี่น้องของผู้ถูกทำร้ายเต็มใจที่จะผ่อนปรนต่อฆาตกร เงินทำขวัญก็จะต้องถูกตัดสินตามกฎหมาย และฆาตกรก็จะต้องจ่ายเงินนั้น นี่เป็นข้อผ่อนปรนและความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของสูเจ้า ทีนี้ ผู้ใดที่ละเมิดขอบเขตหลังจากนี้ เขาผู้นั้นก็จะต้องได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด”

“โอ้ผู้มีความเข้าใจทั้งหลาย ในกฎหมายแห่งการตอบแทนที่เท่าเทียมกันนั้นมีความมั่นคงปลอดภัยแห่งชีวิตสำหรับสูเจ้า หวังว่าสูเจ้าจะละเว้นจากการละเมิดกฎหมายนี้” (กุรอาน 2:178-179)

โชคดีที่ชาวอาหรับ 2 เผ่าที่เป็นคู่กรณีกันได้หันมาเป็นผู้ศรัทธาในพระเจ้าแล้ว ทั้งสองเผ่าจึงยอมรับบทลงโทษอย่างเท่าเทียมกันตามที่พระเจ้ากำหนดซึ่งทำให้คู่กรณีทั้งสองพอใจและมีมาตรฐานการลงโทษอย่างเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีฆาตกรรมถูกนำขึ้นสู่กระบวนการพิพากษา กฎหมายอิสลามอนุญาตให้ทายาทของผู้ถูกฆ่ามีสิทธิขอให้ศาลใช้บทลงโทษประหารหรือไว้ชีวิตฆาตกรก็ได้ หากทายาทต้องการให้ศาลตัดสินตามบทลงโทษที่เท่าเทียมกัน ศาลก็จะดำเนินการตัดสินไปตามนั้น แต่ถ้าหากทายาทของผู้ถูกฆ่าไม่ประสงค์ให้ฆาตกรถูกลงโทษด้วยการประหาร ศาลก็จะไว้ชีวิตและกำหนดค่าสินไหมที่ฆาตกรต้องชดใช้ให้ทายาทของผู้ถูกฆ่า

ด้วยบทลงโทษที่เท่าเทียมกันนี้เองที่ทำให้สังคมอาหรับที่ปกครองด้วยกฎหมายอิสลาม (ชะรีอ๊ะฮ์) ในอดีตได้รับความปลอดภัยและอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net