วันที่ พุธ กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Third Person ภาพยนตร์ของบุคคลที่สาม


Photo: Third Person ภาพยนตร์ของบุคคลที่สาม

นักเขียนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า 'เขา' (Third Person) แทนเรื่องเล่าของตัวเอง หรืออาจใช้แทนผู้อื่น ซึ่งเติมจินตนาการของผู้เขียนไปไม่มากก็น้อย ดังนั้น เรื่องราวต่างๆ ในภาพยนตร์หรือหนังสือ ก็คือตัวตนของผู้คนในสังคมหลายด้าน บางครั้งที่คล้ายกับเราอย่างแยกไม่ออก และหลายครั้งก็เหมือนกับเขาคนนั้นเสียจริงๆ

ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Third Person ที่เพิ่งดูจบมาเมื่อตอนบ่ายจากโรงภาพยนตร์ House RCA ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ผลงานของ พอล แฮก กิส (Paul Haggis) มือเขียนบทและผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Crash (2005) ผู้ฝากผลงานดีๆ ไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Next Three Days (2010), In the Valley of Elah (2008) หรือกระทั่งบทภาพยนตร์ในเรื่อง Quantum of Solace (2008)

นักเขียนส่วนใหญ่มักใช้คำว่าเขาแทนเรื่องเล่าของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง Paul Haggis คนเขียนบทภาพยนตร์และผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นกัน เขาผูกเรื่องราวหลักๆ ทั้ง 3 เรื่องในภาพยนตร์โดยที่เชื่อมโยงกับตัวเขาเองทั้งหมด แม้ทั้ง 3 เหตุการณ์จะเกิดขึ้นคนละเมืองเลยก็ตาม แม้ในโลกจริงทุกคนอาจดำเนินชีวิตเชื่อมโยงสัมพันธ์กันไม่สิ้นสุด แต่ในโลกของหนังสือ ดูเหมือนว่านักเขียนคือจักรวาลของความรู้สึกทั้งมวลของตัวละครทั้งหมด

เหมือนดังที่ภรรยาของไมเคิล นักเขียนนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ กล่าวกับสามีในตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "คุณรักความรัก แต่คุณไม่มีเวลาให้คนที่คุณรัก" อาจเพราะความลุ่มหลงของนักประพันธ์คนหนึ่งซึ่งรับรู้สัมผัสต่างๆ ผ่านตัวละครที่เขาสร้างขึ้นมากมาย เขาอาจเก็บคำพูดของผู้คนไว้ในบทนิยายของเขาเสมอ และเขียนมันขึ้นประกอบเป็นเรื่องราว จนเขาอยู่กับ Third Person เหล่านั้นชินชาจน "คุณไม่รู้สึกอะไรเลยใช่ไหม" ในโลกของความเป็นจริง

เรื่องราวของ Third Person ในภาพยนตร์แบ่งออกเป็น 3 เรื่องราว เรื่องที่หนึ่งเป็นเรื่องของ 'ไมเคิล' นักเขียนนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเรื่องและอาจอนุมานได้ว่าเป็นตัวตนของผู้เขียนบทภาพยนตร์ เขามาพักผ่อนในโรงแรมหรูกลางกรุงปารีส เพื่อเขียนนิยายเรื่องล่าสุดของตัวเองให้จบ ขณะที่ได้เลิกกับภรรยาเก่าได้ไม่นาน เพราะการสูญเสียลูกชายด้วยอุบัติเหตุ พร้อมๆ กับมีความรักครั้งใหม่กับแอนนา นักข่าวสาวสวยที่อยากเป็นนักเขียน

เรื่องที่สองเป็นเรื่องราวของ 'สก็อตต์' นักธุรกิจหนุ่มชาวอเมริกันที่เดินทางมาทำธุระในกรุงโรม และพบกับ 'โมนิกา' หญิงยิปซีที่เดินทางมาพร้อมกับความลับบางอย่างที่น่าค้นหา เธอหลอกลวงสก็อตต์เพื่อให้เขาช่วยหาเงินมาไถ่ตัวลูกสาวของเธอที่โดนกลุ่มมาเฟียจับตัวไว้ แม้แน่ใจว่าอาจโดนหลอกตบทรัพย์ แต่สก็อตต์ก็ยอมแลกจนหมดหน้าตักเพื่ออุทิศให้กับความจริงใจ โดยเฉพาะแก่ตัวเขาเอง แม้ตอนแรกทั้งสองต่างปิดด้านสีเทาของตัวเองไว้ แต่ต่อมาก็ได้เปิดเผยความเชื่อและความไว้ใจกันออกมาในภายหลัง

เรื่องที่สามเป็นเรื่องราวของ 'จูเลีย' แม่ม่ายลูกหนึ่งในนครนิวยอร์ก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายลูกชายของตัวเองเพราะควบคุมสติไม่ได้เป็นเหตุให้เธอหมดสิทธิ์ในการพบหน้าลูกชายที่อยู่กับครอบครัวของสามีเก่า จูเลียต่อสู้ชีวิตดิ้นรนทำงานเป็นพนักงานในโรงแรมเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง และโอกาสในการพบลูกอีกครั้ง แต่การที่เธอผิดนัดกับทนายทำให้เธอไม่สามารถพบลูกชายของเธอได้อีก

น่าสนใจที่ว่า เรื่องราวทั้งสามในภาพยนตร์เรื่อง Third Person นี้ ต่างเชื่อมโยงกันด้วยการสูญเสียลูกชายและลูกสาวไปไม่ต่างจากชีวิตของไมเคิล ผู้เขียนเรื่องดังกล่าว และเขาเฉลยในภายหลังว่า เรื่องของสก็อตต์ในกรุงโรม และจูเลียในนครนิวยอร์กนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เขาเขียนแต่งขึ้นมาเอง เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดของเขาที่ไม่สามารถช่วยลูกชายของเขาได้ เพราะติดพันอยู่กับ Third Person

เขาเขียนเรื่องของสก็อตต์ที่อยู่กับข้อความของลูกสาวมาอย่างโดดเดี่ยว และยอมจ่ายเงินให้กับคนที่ไม่รู้จักดีพอในกรุงโรมเพื่อให้เธอได้พบกับลูกของตัวเอง ซึ่งต่อมาแม้จะเป็นการหลอกลวงโดยการวางแผน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้วัดใจครั้งสำคัญต่อหญิงสาว จนเธอกลับมาขอใช้ชีวิตกับชายหนุ่มพร้อมลูกสาวที่แท้จริง ซึ่งเป็นรางวัลแห่งความรักความไว้วางใจ ดุจดั่งดอกกุหลาบสีขาวที่บริสุทธิ์ที่เขาลุ่มหลงอยู่

ตัวละครเริ่มสับสนมากขึ้น เมื่อจูเลียในนครนิวยอร์กกลับไปทำความสะอาดห้องของไมเคิลและแอนนาในกรุงปารีส ซึ่งเป็นไปไม่ได้นอกจากตัวละครที่สับสนในนิยายของไมเคิลเอง เขาเขียนเรื่องของจูเลียเพื่อจะบอกว่า บางครั้งเหตุการณ์มันอาจเป็นแค่เพียงอุบัติเหตุ และลูกชายของเขาก็อาจไม่ได้โกรธเกลียดแม่ของเขาที่ทำร้ายร่างกายเท่าไหร่นัก กลับกันอาจจะยังรักและคิดถึงแม่อยู่เหมือนเดิม เหมือนฉากที่ฉายถึงเหตุการณ์ในลิฟต์ที่ทั้งสองกอดกันร้องไห้ แต่สามีเก่าของเธอไม่มีวันได้เห็นและเข้าใจ

นอกจากนี้เขายังเขียนถึงภรรยาเก่าของเขาที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียลูกชายไป โดยคาดหวังว่าเธอจะเข้มแข็งขึ้นและทำใจได้ ฉากที่ภรรยาเก่าของเขาพยายามเข้มแข็งและกระโดดลงสระน้ำนั้นให้ได้นั่นเองคือสิ่งที่เขาแต่งขึ้นเพื่อเยียวยาความทุกข์ของตนเอง เพราะหลังจากนั้นภาพของภรรยาเขาได้หายไปจากสระน้ำ

จวบจนบทสุดท้ายที่เขาจมอยู่กับความทุกข์ในชีวิตท่ามกลางความจริงและตัวหนังสือ เขาค้นพบว่า ความรักบริสุทธิ์ ความเชื่อ และความศรัทธา จะชดเชยความผิดและเยียวยาจิตใจของผู้คนได้ รวมถึงตัวเขาเอง เรื่องราวของเขาอาจทำให้ผู้คนหันกลับมามองตนเองมากขึ้นที่จะใช้ความรักบริสุทธิ์ ความจริงใจ ความเชื่อ และความศรัทธาเหล่านั้นในการดำเนินชีวิต แต่แค่เรื่องเล่าในบทประพันธ์นั้นกลับไม่อาจทำให้นักเขียนผู้มีความทุกข์ปลดปล่อยตนเองได้ เหมือนดั่งตอนจบของเรื่องนี้ภรรยาของไมเคิลบอกเขาให้ "กลับบ้านเราเถอะ" แต่เขากลับหายไปพร้อมกับ third person อีกครั้งหนึ่งจากความลุ่มหลงในบทประพันธ์ ท่ามกลางเสียงร้องก้องในโสตว่า "ดูฉันสิ"

เรื่องราวความเศร้าของพวกเขา อาจเป็นวัตถุดิบชิ้นดีสำหรับนักเขียนทั้งหลาย แต่ทางที่ดี อย่าปล่อยให้คนข้างๆ คุณ กลายเป็น third person อีกเลย ก่อนที่เขาจะหายไปจริงๆ.

[ตัดมาบางส่วนจากคอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว ไทยโพสต์ 31 สิงหาคม 57]


นักเขียนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า 'เขา' (Third Person) แทนเรื่องเล่าของตัวเอง หรืออาจใช้แทนผู้อื่น ซึ่งเติมจินตนาการของผู้เขียนไปไม่มากก็น้อย ดังนั้น เรื่องราวต่างๆ ในภาพยนตร์หรือหนังสือ ก็คือตัวตนของผู้คนในสั
งคมหลายด้าน บางครั้งที่คล้ายกับเราอย่างแยกไม่ออก และหลายครั้งก็เหมือนกับเขาคนนั้นเสียจริงๆ

ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Third Person ที่เพิ่งดูจบมาเมื่อตอนบ่ายจากโรงภาพยนตร์ House RCA ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ผลงานของ พอล แฮก กิส (Paul Haggis) มือเขียนบทและผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Crash (2005) ผู้ฝากผลงานดีๆ ไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Next Three Days (2010), In the Valley of Elah (2008) หรือกระทั่งบทภาพยนตร์ในเรื่อง Quantum of Solace (2008)

นักเขียนส่วนใหญ่มักใช้คำว่าเขาแทนเรื่องเล่าของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง Paul Haggis คนเขียนบทภาพยนตร์และผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นกัน เขาผูกเรื่องราวหลักๆ ทั้ง 3 เรื่องในภาพยนตร์โดยที่เชื่อมโยงกับตัวเขาเองทั้งหมด แม้ทั้ง 3 เหตุการณ์จะเกิดขึ้นคนละเมืองเลยก็ตาม แม้ในโลกจริงทุกคนอาจดำเนินชีวิตเชื่อมโยงสัมพันธ์กันไม่สิ้นสุด แต่ในโลกของหนังสือ ดูเหมือนว่านักเขียนคือจักรวาลของความรู้สึกทั้งมวลของตัวละครทั้งหมด

เหมือนดังที่ภรรยาของไมเคิล นักเขียนนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ กล่าวกับสามีในตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "คุณรักความรัก แต่คุณไม่มีเวลาให้คนที่คุณรัก" อาจเพราะความลุ่มหลงของนักประพันธ์คนหนึ่งซึ่งรับรู้สัมผัสต่างๆ ผ่านตัวละครที่เขาสร้างขึ้นมากมาย เขาอาจเก็บคำพูดของผู้คนไว้ในบทนิยายของเขาเสมอ และเขียนมันขึ้นประกอบเป็นเรื่องราว จนเขาอยู่กับ Third Person เหล่านั้นชินชาจน "คุณไม่รู้สึกอะไรเลยใช่ไหม" ในโลกของความเป็นจริง

เรื่องราวของ Third Person ในภาพยนตร์แบ่งออกเป็น 3 เรื่องราว เรื่องที่หนึ่งเป็นเรื่องของ 'ไมเคิล' นักเขียนนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเรื่องและอาจอนุมานได้ว่าเป็นตัวตนของผู้เขียนบทภาพยนตร์ เขามาพักผ่อนในโรงแรมหรูกลางกรุงปารีส เพื่อเขียนนิยายเรื่องล่าสุดของตัวเองให้จบ ขณะที่ได้เลิกกับภรรยาเก่าได้ไม่นาน เพราะการสูญเสียลูกชายด้วยอุบัติเหตุ พร้อมๆ กับมีความรักครั้งใหม่กับแอนนา นักข่าวสาวสวยที่อยากเป็นนักเขียน

เรื่องที่สองเป็นเรื่องราวของ 'สก็อตต์' นักธุรกิจหนุ่มชาวอเมริกันที่เดินทางมาทำธุระในกรุงโรม และพบกับ 'โมนิกา' หญิงยิปซีที่เดินทางมาพร้อมกับความลับบางอย่างที่น่าค้นหา เธอหลอกลวงสก็อตต์เพื่อให้เขาช่วยหาเงินมาไถ่ตัวลูกสาวของเธอที่โดนกลุ่มมาเฟียจับตัวไว้ แม้แน่ใจว่าอาจโดนหลอกตบทรัพย์ แต่สก็อตต์ก็ยอมแลกจนหมดหน้าตักเพื่ออุทิศให้กับความจริงใจ โดยเฉพาะแก่ตัวเขาเอง แม้ตอนแรกทั้งสองต่างปิดด้านสีเทาของตัวเองไว้ แต่ต่อมาก็ได้เปิดเผยความเชื่อและความไว้ใจกันออกมาในภายหลัง

เรื่องที่สามเป็นเรื่องราวของ 'จูเลีย' แม่ม่ายลูกหนึ่งในนครนิวยอร์ก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายลูกชายของตัวเองเพราะควบคุมสติไม่ได้เป็นเหตุให้เธอหมดสิทธิ์ในการพบหน้าลูกชายที่อยู่กับครอบครัวของสามีเก่า จูเลียต่อสู้ชีวิตดิ้นรนทำงานเป็นพนักงานในโรงแรมเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง และโอกาสในการพบลูกอีกครั้ง แต่การที่เธอผิดนัดกับทนายทำให้เธอไม่สามารถพบลูกชายของเธอได้อีก

น่าสนใจที่ว่า เรื่องราวทั้งสามในภาพยนตร์เรื่อง Third Person นี้ ต่างเชื่อมโยงกันด้วยการสูญเสียลูกชายและลูกสาวไปไม่ต่างจากชีวิตของไมเคิล ผู้เขียนเรื่องดังกล่าว และเขาเฉลยในภายหลังว่า เรื่องของสก็อตต์ในกรุงโรม และจูเลียในนครนิวยอร์กนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เขาเขียนแต่งขึ้นมาเอง เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดของเขาที่ไม่สามารถช่วยลูกชายของเขาได้ เพราะติดพันอยู่กับ Third Person

เขาเขียนเรื่องของสก็อตต์ที่อยู่กับข้อความของลูกสาวมาอย่างโดดเดี่ยว และยอมจ่ายเงินให้กับคนที่ไม่รู้จักดีพอในกรุงโรมเพื่อให้เธอได้พบกับลูกของตัวเอง ซึ่งต่อมาแม้จะเป็นการหลอกลวงโดยการวางแผน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้วัดใจครั้งสำคัญต่อหญิงสาว จนเธอกลับมาขอใช้ชีวิตกับชายหนุ่มพร้อมลูกสาวที่แท้จริง ซึ่งเป็นรางวัลแห่งความรักความไว้วางใจ ดุจดั่งดอกกุหลาบสีขาวที่บริสุทธิ์ที่เขาลุ่มหลงอยู่

ตัวละครเริ่มสับสนมากขึ้น เมื่อจูเลียในนครนิวยอร์กกลับไปทำความสะอาดห้องของไมเคิลและแอนนาในกรุงปารีส ซึ่งเป็นไปไม่ได้นอกจากตัวละครที่สับสนในนิยายของไมเคิลเอง เขาเขียนเรื่องของจูเลียเพื่อจะบอกว่า บางครั้งเหตุการณ์มันอาจเป็นแค่เพียงอุบัติเหตุ และลูกชายของเขาก็อาจไม่ได้โกรธเกลียดแม่ของเขาที่ทำร้ายร่างกายเท่าไหร่นัก กลับกันอาจจะยังรักและคิดถึงแม่อยู่เหมือนเดิม เหมือนฉากที่ฉายถึงเหตุการณ์ในลิฟต์ที่ทั้งสองกอดกันร้องไห้ แต่สามีเก่าของเธอไม่มีวันได้เห็นและเข้าใจ

นอกจากนี้เขายังเขียนถึงภรรยาเก่าของเขาที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียลูกชายไป โดยคาดหวังว่าเธอจะเข้มแข็งขึ้นและทำใจได้ ฉากที่ภรรยาเก่าของเขาพยายามเข้มแข็งและกระโดดลงสระน้ำนั้นให้ได้นั่นเองคือสิ่งที่เขาแต่งขึ้นเพื่อเยียวยาความทุกข์ของตนเอง เพราะหลังจากนั้นภาพของภรรยาเขาได้หายไปจากสระน้ำ

จวบจนบทสุดท้ายที่เขาจมอยู่กับความทุกข์ในชีวิตท่ามกลางความจริงและตัวหนังสือ เขาค้นพบว่า ความรักบริสุทธิ์ ความเชื่อ และความศรัทธา จะชดเชยความผิดและเยียวยาจิตใจของผู้คนได้ รวมถึงตัวเขาเอง เรื่องราวของเขาอาจทำให้ผู้คนหันกลับมามองตนเองมากขึ้นที่จะใช้ความรักบริสุทธิ์ ความจริงใจ ความเชื่อ และความศรัทธาเหล่านั้นในการดำเนินชีวิต แต่แค่เรื่องเล่าในบทประพันธ์นั้นกลับไม่อาจทำให้นักเขียนผู้มีความทุกข์ปลดปล่อยตนเองได้ เหมือนดั่งตอนจบของเรื่องนี้ภรรยาของไมเคิลบอกเขาให้ "กลับบ้านเราเถอะ" แต่เขากลับหายไปพร้อมกับ third person อีกครั้งหนึ่งจากความลุ่มหลงในบทประพันธ์ ท่ามกลางเสียงร้องก้องในโสตว่า "ดูฉันสิ"

เรื่องราวความเศร้าของพวกเขา อาจเป็นวัตถุดิบชิ้นดีสำหรับนักเขียนทั้งหลาย แต่ทางที่ดี อย่าปล่อยให้คนข้างๆ คุณ กลายเป็น third person อีกเลย ก่อนที่เขาจะหายไปจริงๆ.

[ตัดมาบางส่วนจากคอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว ไทยโพสต์ 31 สิงหาคม 57]

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net