วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เกษตรอินทรีย์หายไป....เกษตรแผนใหม่กำลังมา?


(ภาพ ตัวเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อมองลงมาจาก "เขาวัง")

 (ภาพ เมืองตามพรลิงค์ ชื่อแต่เก่าก่อนของเมืองนครศรีธรรมราช เห็นตัวเมืองทอดตัวอยู่บนเนินหาดทรายแก้วในแนวทิศเหนือ-ใต้ ที่เส้นขอบฟ้าสามารถะมองเห็นอ่าวปากพนังและแหลมตะลุมพุกในวันที่ฟ้าใส)

 

กลับไปเยี่ยมชาวบ้านเขาวัง ... คราวนี้ เป็นไปตามสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า “เมื่อถึงฤดูผลไม้…ให้มา” เพราะก่อนหน้านี้ผู้เขียน(จขบ.)เคยมาช่วยงานพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้อยู่บ่อยๆ ตั้งแต่คราวมาช่วยจัดเตรียมพื้นที่รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เมื่อสองปีที่แล้ว หรือไปช่วยทำ “เขื่อนแม้ว” ให้แก่ชาวบ้าน จนเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกครั้งที่ขึ้นไปเยี่ยมชาวบ้านเขาวัง ก็จะมีของติดไม้ติดมือไปฝาก เนื่องจากเวลากลับลงมาจาก “บนเขา”  ก็มักจะมีของฝากลงมาเช่นเดียวกัน

 

(ลองกองช่องาม ปีนี้ราคาตัดที่สวน 28 บาท/กก.)

(ขนุนจำปาดะและเนื้อหอมหวาน)

(ดอกของต้นหางช้าง ไม้ประดับที่กำลังเป็นที่นิยม เห็นทีแรกเข้าใจผิด คิดว่าพืชจำพวกหวายหรือกล้วยไม้)

 

บ้านเขาวัง ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช มีลักษณะแตกต่างจากหมู่บ้านทั่วๆ ไป คือเป็นหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่ราวๆ 30 ปีมานี้เอง ซึ่งเกิดจากการที่ชาวสวนขึ้นไปทำสวนยางพาราบนพื้นที่ที่สูงชันมีภูเขาล้อม รอบ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่ชุ่มชื้นและดินน้ำมีความอุดมสมบูรณ์  ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของสายน้ำในลุ่มน้ำปากพนังนั่นเอง ทำให้การปลูกสวนผลไม้ได้ผลดีมาก  โดยเฉพาะการปลูกทุเรียน  ลองกอง มังคุด  ทดแทนการปลูกยางพาราในรุ่นเก่าๆ  ผลไม้ชนิดใหม่ๆ พร้อมๆ กับแนวคิดการทำการเกษตรแบบใหม่มีมากขึ้นในห้วง 3 ปีที่ผู้เขียนได้พบเห็น เช่น  มะยงชิด  อินทผาลัม หรือทุเรียน ลองกองที่ปลูกเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มากขึ้นเช่นเดียวกับการปลูกยางพารา

แตกต่างจากสมัยก่อนที่เป็นผลไม้พันธุ์ พื้นเมือง เช่น เรียนบ้าน (ทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ลูกเล็ก เนื้อเละเมื่อสุก) ส้มเตียน (กะท้อนพันธุ์พื้นเมือง ลูกขนาดเล็ก เนื้อค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นหอม รสเปรี้ยวอมหวาน) ลูกลำแขหรือลังแข ลูกละไม(ผลคล้ายมะไฟ แต่มีรสชาติหวาน)  ฯลฯ

มาในวันนี้ เกษตรกรมันสมัยมากขึ้น เกษตรอินทรีย์อย่างแต่ก่อนไม่ค่อยได้พบเห็นกันแล้ว เพราะต้องทำเป็นอุตสาหกรรม เพื่อผลิตให้ได้ทันความต้องการบริโภคของตลาดและช่วงราคาที่ยังงสูง จึงได้มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ผลของการใช้เกษตรอินทรีย์น้อยลง จึงมีคนบอกว่า  เดี๋ยวนี้ไม่พบว่าบ้านเขาวังมีตัวทากดูดเลือดอีกแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนพวกเขาเดินเข้าป่าไม่ได้เลย

หรือว่า ... เกิดจากการใช้สารเคมีในการช่วยกำจัดศัตรูพืชมากเกินไป จนกระทั่ง ... สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติก็อยู่ไม่ได้ ..???

นอกจากนี้ ชาวเขาวังยังมีกลุ่มผลิตปุ๋ยมูลค้างคาวขึ้นมาและผ่านการทดสอบมาตรฐานของ ม.เกษตรศาสตร์ แต่กระบวนการผลิตและการตลาดก็ไม่อาจตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์ของเกษตรกรได้อย่างเพียงพอ จึงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร .... นี่เป็นคำวิจารณ์ของเรา (จขบ.) ขณะขับรถผ่านโรงผสมปุ๋ยมูลค้างคาวของกลุ่มเกษตรกรของที่นี่

 

 

(เรือนคาบินของ "บังห้า")

 

ครั้งนี้ผู้นำทางได้พาผู้เขียน(จขบ.)ไปพบกับ “บังห้า” เขามีแนวคิดการพัฒนาแบบใหม่ เนื่องจาก “บังห้า” แม้ว่ารากเหง้าเดิมเขาจะเป็นคนคอน(นครศรีธรรมราช)แต่ก็ไปทำมาหากินประกอบ อาชีพรับเหมาถมดินอยู่แถวๆ หน้าราม กทม.นานมากจนลูกโตกันหมด กว่า 20 ปีสำหรับชีวิตในเมืองหลวง เขาบอกว่า “อิ่มเต็มที่แล้ว”  ครั้นพอลูกสาวคนโตเรียนจบมหาวิทยาลัย (ลูกชายเสียชีวิต)  เขาก็เดินทางกลับมาลงมือพัฒนาพื้นที่ที่เป็นมรดกผืนสุดท้ายของเขาทันที 

เมื่อมาถึง สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือ สร้างเรือนสำหรับอยู่อาศัย  ...... ก็เป็นดังภาพ

 

 

(เครื่องมือสื่อสารรับรู้โลกภายนอกเพียงอย่างเดียวที่บังห้ามีอยู่)

(ใครๆ ก็มักคิดกันว่า ถ้าได้อย่างนี้สักหลังจะไม่ขออะไรอีกเลย แต่ถ้าคุณต้องตัดทั้งกระแสไฟฟ้าและสัญญาณอินเตอร์เน็ต..คุณจะยอมหรือไม่?)

 

เมื่อผู้เขียนเห็นทีแรกที่มาถึงสวนแห่งนี้ ก็เดินดุ่มเข้าไปยังข้างในบ้านโดยที่เจ้าของบ้านยังไม่ทันได้ทักทายทำความ คุ้นเคยกัน ก้าวเท้าขึ้นเรือนในขณะที่เจ้าของบ้านนั่งรับแขกที่แคร่ไม้หน้าบ้าน แล้วก็บอกเจ้าของบ้านว่า “ขออนุญาต.....นะครับ” มาจากบนเรือนที่มีลักษณะเป็นกระท่อมไม้แนวตะวันตก (แนวคันทรี่) หรือ  cabin/cottge ซึ่งไม่ค่อยจะมีผู้ใดกล้าพอที่จะยกเรือนแบบนี้  แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆ แล้วเรือนหลังนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเรือนไทยสมัยก่อนเท่าใดนัก เพราะพื้นที่และการออกแบบเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการใช้สอยยังเป็นแบบไทยๆ

ผู้เขียนสังเกตว่า เขาอยู่กันลำพัง เพียง 2 คน มีน้องชายคนหนึ่ง สอบถามได้ความว่า  เป็นลูกน้องที่จ้างมาช่วยงานในสวน ทำหน้าที่ถางป่า ดูแลต้นไม้ที่เพิ่งปลูก แต่ข้างบนเรือนก็กว้างขวางพอจะนอนหลับพักผ่อนกันได้มากถึง 3-4 คน

“ภรรยา ยังประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่หน้าราม เขา..นานๆ มาเยี่ยมผมที” 

“.....ผมไม่มีโทรศัพท์ ถ้าเขาคิดถึงหรือถ้าผมจะโทรหาใครก็ต้องไปยืมโทรศัพท์คนอื่น ...แล้วก็ต้องไปยืนอยู่บนยอดควน(ภูเขา)ลูกนั้น” (เขาว่าพลางชี้นิ้วไปที่ยอดเขาลูกที่เขาถางมันจนเตียนโล่งเพื่อลงต้นอินทผา ลัม)

“ไม่ต้องได้ยินเสียงใครมาก ... สุขภาพกายผมก็ดี เช้าๆ ผมหายใจได้เต็มปอด ดูสิ..(เขาชี้นิ้วที่หน้าอกของเขา)ไม่เคยเจ็บป่วยเลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ถ้าเป็นแต่ก่อน...โหยยยย....”

(ทำเลนี้มุมกล้องก็สวยดี ผมตกปากรับคำไปว่าจะเปลี่ยนสีสันในบ่อนี้ให้สวยงาม)

 

(บังห้า-บังฮะ กับต้นอินทผาลัมที่เขาภูมิใจมาก และเพิ่งปลูกได้ไม่ถึงปีดี)

(จากยอดควนลูกนี้ - ยอดควนลูกโน้น...)

 

“กินผลไม้อะไรลูกพี่..” ผมบอกเขาว่า ผมไม่ขอกินอะไร แต่ผมอยากกินกาแฟที่ชงกลางป่ากลางเขา กินกลางดินอย่างนี้แล้วมันจะรู้สึกต่างจากกินกาแฟราคาแพงๆ ที่ในเมืองอย่างไรบ้าง  

“ได้เล้ย..”   เขาสั่งลูกน้องให้ต้มน้ำร้อนจากกาที่ตั้งอยู่บนเตาถ่าน

“คุณลองมานอนดูที่นี่สักคืนสิครับ ... ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเสียงอะไรรบกวน นอกจากเสียงนกเสียงกา เสียงกระรอก กับไก่ป่าที่ผมเลี้ยงไว้นี้”

“ได้เล้ย...” ผมตอบอย่างไม่ลังเล  เพราะการคืนสู่ถิ่นที่ธรรมชาติล้วนเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างก็โหยหา แต่ในใจผมทิ้งบ้านผมไม่ได้อย่างแน่นอน

 

 

(เถาวัลย์ที่เกาะเกี่ยวเลี้ยวลดกับต้นไม้ใหญ่อย่างนี้ บังห้าแกสงวนไว้ของแก)

 

1 ปี ที่เขามาอยู่ก็ลงมือหักป่าถางพงจนเตียนโล่ง  ลงมือปลูกพืชพันธุ์ผลไม้ชื่อแปลกๆ ไปจากที่เคยได้ยินชื่อในถิ่นนี้ ที่บนยอดเขาที่ผู้เขียนคะยั้นคะยอให้เขาพาเดินขึ้นไป พร้อมกับที่เขาเองก็ท้าผู้เขียนด้วยให้ออกไปดูต้นไม้ที่แกบรรจงปลูกและบรรจงให้มันค่อยๆ เติบโต  เราคุยกันอย่างถูกคอทั้งเสียงดังฟังชัดถึงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ทั้งสองคน...เราจึงเข้าถึงใจกันอย่างไม่ต้องอ้างคำอธิบาย

จนเพื่อนที่มาด้วยก็ไม่หาญสู้ใน "ความเป็นมนุษย์บ้าพลัง" ของเราสองคน

อะไรถูก-อัน ไหนผิด เราได้แนะนำกันไป ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการทำน้ำหมักจุลินทรีย์ EM การวางท่อน้ำระบบหยดน้ำ การทำ “โฮมสเตย์” ที่ผู้เขียนก็ทดสอบเพื่อที่ว่าเขาจะเข้าใจคำว่า “โฮมสเตย์” หรือไม่ว่ามันคืออะไรและต้องขายอะไร เพื่อให้(ธุรกิจ)โฮมสเตย์จึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

คนหนึ่งเคยอยู่เมืองกรุงจนเบื่อหน่าย ตัดสินใจหนีเข้าป่า อีกคนอยู่ทั้งเมืองอยู่ทั้งป่า เข้าๆ ออกๆ จนใกล้จะเป็นคนป่า ..ถ้าหากไม่ติดอยู่กับหน้าที่การงาน วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ผู้เขียนก็คงออกมาอยู่อย่างบังห้าเช่นเดียวกัน ....?

 

ปีที่แล้ว(2556)ก็มีครอบครัวๆ หนึ่งของชาวเขาวังก็เหมือนกัน เคยสอบถามแนวคิดข้อมูลจากผู้เขียนว่า เนื่องจากราคาผลไม้(ลองกอง)ตกต่ำลงทุกปีๆ เขาจึงอยากทำ “โฮมสเตย์” เพราะบรรยากาศที่นี่ได้เปรียบกว่าพื้นล่างในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 

ซึ่งคำถามเดียวกันนี้ แต่ต่างจากบังห้าที่เขาลงมือทำไปแล้ว สร้างแนวคิดเกิดขึ้นจนเริ่มจะเห็นเป็นรูปธรรมไปบางส่วนแล้ว

เราคาดหวังเพียงเล็กๆ ว่าเขาจะทำโฮมสเตย์สำเร็จ ไม่ต้องใหญ่โตมากและทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังกายกำลังใจที่เขามี

 

(ต้นมะยงชิด อายุ 1 ปี)

(สายพันธุ์ไก่ป่า หามาเลี้ยงไว้ในป่า วิ่งเร็วเหลือหลาย เห็นแต่ขาสั้นๆ อย่างนั้น..ไวเหมือนงูเลื้อย)

เผลอแป๊บเดียว เราคุยกัน 3 ชั่วโมง.... ก็ต้องจากมา ผู้เขียนถอดหมวกปีกคาวบอยที่เพิ่งซื้อใหม่ถอดด้าม ใส่มาเป็นวันแรกให้เขาเพื่อเป็นที่ระลึกต่อ เขาก็จะจับเอา “ปลาเสือ” ซึ่งเป็นปลาลำตัวลายเหมือนเสือ เป็นปลาท้องถิ่นที่พบเห็นแต่บนภูเขาแห่งนี้ให้ แต่ก็ไม่กล้ารับมา เพราะพื้นที่เลี้ยงไม่เอื้ออำนวย  แต่ผู้เขียนก็จะให้บัวสีสวยเพื่อให้เขามาปลูกในอ่างเก็บน้ำ(ขนาดเท่า สระน้ำ)เพื่อให้ดูโดดเด่นสีสันสวยงาม แต่ก็ท้าให้เขาลงมาเอาเองที่ในเมือง

 

 

(พันธุ์ไม้ป่า มะเดื่อ-รสหวาน)

 

มิตรภาพเกิดได้ฉับพลัน ถ้าคนๆ นั้นมีใจที่เหมือนๆ กัน ...อย่าเพิ่งปิดกั้นความคิดของเขาหรือของใคร

เพื่อนที่ไปด้วยกันคว้าเอา "หญ้ารีแพร์" ใส่ถุงพลาสติกลงมาด้วยกำมือหนึ่ง แต่ชาวเขาวังก็ทำหน้าตางงๆ เพราะเห็นมันขึ้นอยู่เต็มสวนผลไม้ที่นั่น !!!! ???

 .....

เกษตรอินทรีย์หายไป..เกษตรแผนใหม่กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกำลังมา?

สวัสดี...เขาวัง

.........................................

 

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net