วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘วงกฎ’ ทางนั้นไม่ใช่ทางออก



    สถานการณ์การเมืองไทยและสถานการณ์การเมืองโลกในรอบสัปดาห์นี้น่าหดหู่ยิ่งนัก โดยเฉพาะสถานการณ์ในต่างประเทศ ยิ่งเมื่อกลุ่มนักรบรัฐอิสลาม (IS) ได้สังหารนักข่าวชาวอเมริกันรายที่สองโดยที่องค์การสหประชาชาติก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้โลกที่น่าอยู่ของเราขยับเข้าใกล้สงครามและความสูญเสียครั้งใหญ่ในไม่ช้า

    ขณะที่สังคมเพรียกหาสันติภาพ แต่พวกเขากลับก่อสงครามเพื่อสันติภาพที่ว่านั้น ผมนึกถึงคำพูดของ A. J. Muste ใน The New York Times ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2510 ที่ว่า “There is no way to peace, peace is the way” จะมีหนทางใดไปสู่สันติภาพได้ หากไม่ใช้สันติภาพเป็นหนทาง ผมนึกภาพของสันติภาพในอนาคตไม่ออกจริงๆ

    เมื่อเราเดินทางมาถึงยุคแห่งอารยะถึงเพียงนี้ ผมเห็นว่าการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ ไม่มีคุณค่าใดต้องแลกมาด้วยการฆ่าคนอีกต่อไปแล้ว ความขัดแย้งที่สร้างความเกลียดชังไปมาจะกลายเป็นวงกตแห่งสงครามล้างแค้นที่ไม่มีวันสิ้นสุด เหมือนดังสงครามความเชื่อในประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมายาวนาน มากพอที่เราควรได้เรียนรู้บทเรียนและมองเห็นว่า โลกเรามาถึงยุคสมัยที่ "ไม่มีหลักการนามธรรมใดในโลกมีค่าควรแก่การเอาชีวิตผู้อื่นไปสังเวย"

    เช่นเดียวกันกับสถานการณ์การเมืองไทยในระยะหลังมานี้ ทำให้ผมนึกถึงละครนิเทศจุฬาฯ ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งถึงแม้ว่าเนื้อหาไม่เกี่ยวกับประเทศไทยแต่อย่างใด แต่บังเอิญบทละครที่นำเสนอนั้นน่าสนใจที่จะเปรียบเปรยถึงเมืองไทยยิ่งนัก และผมกำลังหยิบแผ่นซีดีนั้นขึ้นมาดูรอบใหม่

    ละครเรื่องที่ว่านี้คือเรื่อง “วงกฎ” ทางนั้นไม่ใช่ทางออก ละครเวทีของนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2555 แนว Period Drama ที่แตกต่างออกไปจากละครทุกปีที่ผ่านมา เพราะการนำเสนอเนื้อหาและอารมณ์ที่ “หนัก” และ “ใหญ่” ขึ้นกว่าทุกครั้ง ได้ทำให้หลายคนอดประทับใจไม่ได้ว่า ฝีมือศิลปะการละครของนิสิตนักศึกษาของไทยไม่ธรรมดาจริงๆ หากมีความตั้งใจ

    แทนที่ความดิบเถื่อนและอาวุธ ศิลปะทุกแขนงล้วนเป็นอารยธรรมที่ยกระดับความก้าวหน้าทางจิตใจของมนุษย์ ซึ่งควรรับใช้ทั้งปัจเจกและสังคมที่เราอยู่ ที่ผ่านมาละครนิเทศจุฬาฯ นั้นมักจะเป็นละครแนวตลก บันเทิง พาฝัน สนุกสนาน รื่นเริง และจบแบบ Happy Ending แต่มาปีนั้นละครกลับฉีกไปจากแนวละครของปีก่อนๆ โดยเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ สะท้อนปัญหาสังคมการเมืองในขณะนั้น หากใครจะตีความสอดคล้อง ซึ่งเป็นศิลปะในการรับใช้สังคมที่น่าสนับสนุนและยกย่องอย่างยิ่ง ในฐานะนักศึกษาปัญญาชนที่ควรมีส่วนในการหาทางออกของปัญหาสังคมที่ตนเองมีส่วน

    “วงกฎ” ทางนั้นไม่ใช่ทางออก พูดถึงความเดือดร้อนของผู้คนในเมืองสมมุติที่ชื่อเมือง ‘วฤตต์’ และปกครองโดยระบอบกษัตริย์ภายใต้การนำของคิงจิรัสย์วรทัตน์ ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และความยากจนอดอยากปากแห้งของประชาชนนั้น "ธรรศ" ผู้บัญชาการทหารของวฤตต์ ได้ร่วมกับเพื่อนนายทหารหนุ่ม วางแผนยึดอำนาจเพื่อปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะมองเห็นข้อบกพร่องหลายอย่างในการบริหารบ้านเมืองที่ผ่านมา

    แต่แผนของผู้บัญชาการทหารกลับรั่วไหลจนทำให้ไม่สามารถปฏิวัติได้สำเร็จ เมื่อเจ้าหญิงญาดา องค์รัชทายาทและคนรักของเขาได้ซ้อนแผนเพื่อปกป้องเขาจากข้อหากบฏ เพราะคิดว่าไม่ใช่ทางออก โดยใส่ความเขาเรื่องชู้สาวจนต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับ “อาทิตย์” อดีตผู้นำฝ่ายบริหารที่ถูกจับเข้าคุกด้วยข้อหากบฏก่อนหน้า ทั้งสองได้ร่วมกันวางแผนการปฏิวัติยึดอำนาจครั้งใหม่ โดยความร่วมมือของทหารและพลเรือน เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเมืองวฤตต์อีกครั้งหนึ่ง

    ขณะที่ราชสำนักของเมืองวฤตต์เองก็กำลังสั่นคลอน เมื่อควีนพิมพ์พัทนีก็วางแผนสถาปนาพระราชธิดาของตนเองขึ้นเป็นผู้ปกครองแทน โดยการวางยาคิงจิรัสย์วรทัตจนล้มป่วยลง จนบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ เมื่อราชบัลลังก์สั่นคลอน บ้านเมืองตกอยู่ในความโกลาหล “ธรรศ” ผู้บัญชาการทหารจึงกลับมาสานต่ออุดมการณ์ในการปฏิวัติ ด้วยความคิดที่ว่า “ประชาชนรอต่อไปไม่ได้แล้ว” เขาร่วมมือกับ “อาทิตย์” ซึ่งมีเส้นสายในฝ่ายบริหาร และ “พฤกษ์” เพื่อนที่คุมกำลังทหารอยู่ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจนสำเร็จ และเตรียมลดฐานะราชวงศ์เมืองวฤตต์ลงเป็นบุคคลธรรมดาเพื่อเปลี่ยนผ่านการเมืองอย่างสันติ แต่แล้วเขาก็ถูกกดดันจากกลุ่มนายทหารที่คุมกำลังสำคัญอยู่ว่า ต้องประหารสมาชิกราชวงศ์ทั้งหมดเหมือนประวัติศาสตร์ในประเทศต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อหาคนรับผิดต่อประชาชนที่โกรธแค้นผู้ปกครองอยู่ จนเขาต้องยอมทำตาม ในขณะที่เจ้าหญิงญาดาคนรักของเขาก็พร้อมเสียสละชีวิตเพื่อประชาชนที่เธอรักเช่นกันในอีกอุดมการณ์หนึ่ง

    มันเป็นเพียงเรื่องเศร้าในบทละครที่ชายหนุ่มต้องทำตามอุดมการณ์ทางการเมือง กระทั่งยินยอมให้อุดมการณ์ทางการเมืองนั้นฆ่าคนได้ และเสียสละแม้กระทั่ง “ความรัก” ของตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมครั้งใหญ่ของบ้านเมือง ที่เขาคาดหวังว่าจะบริหารราชการแผ่นดินได้ดีกว่าเดิม ประชาชนจะอยู่ดีกินดีและเศรษฐกิจจะดีขึ้น

    แต่พอเอาเข้าจริง เมืองวฤตต์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ‘ธรรศ’ ผู้ปกครองคนใหม่ไม่สามารถทำให้บ้านเมืองดีขึ้นได้โดยทันทีด้วยการใช้อำนาจ เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถแก้ได้ทันทีในระยะสั้นท่ามกลางองค์ประกอบของปัญหาหลายมิติ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องใช้นโยบายเดิม คือ ค่อยๆ แก้ไขปัญหาทีละส่วน และให้ประเทศรอต่อไปก่อนเหมือนเช่นผู้ปกครองก่อนหน้า

    สุดท้ายแล้วเมื่อแก้ไขปัญหาไม่ได้ “พฤกษ์” นายทหารที่คุมกำลังในกองทัพคิดว่าปล่อยให้ประชาชนรอต่อไปไม่ได้แล้ว ได้ออกมาทำการรัฐประหารรัฐบาลของ ‘ธรรศ’ อีกครั้ง และสังหารเขาเพื่ออ้างการชดเชยความผิดให้แก่ประชาชน จนกลายเป็นวงกตการเมืองที่ไม่มีทางออก หรือวัฏจักรการเมืองแบบน้ำเน่าที่บ้านเมืองเหมือนเรือลอยวนอยู่ในอ่าง เหมือนเช่นการเมืองในโลกจริงของหลายประเทศที่ผ่านมา

    ไม่น่าเชื่อว่านี่คือบทละครของนิสิตนักศึกษาที่ได้แสดงละครสะท้อนปัญหา เปรียบเทียบปมการเมืองได้ดีจนน่าคิดตาม และมีสาระต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อสังคมใดสังคมหนึ่งอาจเจอภาวะ “วงกฎ” เหมือนในบทละคร และวิธีการแก้ปัญหาอาจมีหลายวิธี แต่วิธีการของนายทหารผู้มุ่งมั่นต้องการเปลี่ยนแปลงพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้นโดยการรัฐประหาร “ทางนั้นอาจไม่ใช่ทางออก” เหมือนที่นิสิตนักศึกษาได้นำเสนอผ่านละครเรื่องนี้ก็เป็นได้

    ประเด็นสำคัญของผมที่ยกตัวอย่างละครนิเทศฯ เรื่องนี้คือ โลกเราเคลื่อนมาถึงวันนี้ ไม่มีหลักการนามธรรมใดในโลกมีค่าควรแก่การเอาชีวิตผู้อื่นไปสังเวย แน่นอน คนเราควรมีอุดมการณ์ แต่ในทางปฏิบัตินั้นคนเราต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ตัวเองได้โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน เผื่อว่าสักวันหนึ่งเราได้พบสัจธรรมว่า สิ่งที่เรายึดถือนั้นมันผิด จะได้มีชีวิตไปเรียนรู้และต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ใหม่ต่อไปได้.

 


หมายเหตุ:
1)บทความเผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2557
2)ภาพประกอบ: Facebook ละครนิเทศจุฬาฯ
3)"ไม่มีหลักการนามธรรมใดในโลกมีค่าควรแก่การเอาชีวิตผู้อื่นไปสังเวย" เป็นคำของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net