วันที่ พุธ กันยายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมพวกเขาถึง Vote No


สำนักข่าว BBC รายงานผลการลงประชามติของชาวสกอตแลนด์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มีผู้ออกเสียง Vote No ไม่เห็นด้วยที่จะให้สกอตแลนด์เป็นประเทศเอกราชถึง 2,001,926 คน คิดเป็นร้อยละ 55 ขณะที่มีผู้ออกเสียง Vote Yes ให้สกอต แลนด์เป็นเอกราชมากถึง 1,617,989 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของประชาชนผู้มาออกเสียงประชามติ ทำให้ในที่สุด "สกอตแลนด์" ไม่ได้เป็นประเทศเอกราชใหม่ล่าสุดของโลก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอังกฤษ หรือเป็นประเทศหนึ่งในเครือจักรภพสหราชอาณาจักรต่อไป

แต่ผลการประชามติของประชาชนที่เรียกร้องให้สกอตแลนด์เป็นเอกราชที่มากถึงร้อยละ 45 นั้น ก็สูงมากพอที่จะเรียกร้องให้ผู้นำของอังกฤษรักษาสัญญาและปฏิบัติตามคำมั่นที่จะเพิ่มอำนาจให้แก่รัฐสภาของสกอตแลนด์มากขึ้นในการปกครองตนเอง โดยเฉพาะด้านการจัดเก็บภาษี งบประมาณ และสวัสดิการ เหมือนๆ กับที่เวลส์ และไอร์แลนด์ ก็ต่างเรียกร้องสิทธิของพวกเขามากขึ้นเช่นกัน

Alex Salmond หัวหน้าคณะรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ ผู้รณรงค์สนับสนุนการแยกสกอตแลนด์เป็นเอกราช ได้ออกมากล่าวภายหลังรับรู้ผลประชามติว่า "ผมขอให้ชาวสกอตทั้งปวงยอมรับคำตัดสินอย่างเป็นประชาธิปไตยของคนสกอต การลงประชามติครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการที่มีการตกลงและเห็นชอบร่วมกัน คนสกอตตัดสินใจ ณ ขณะนี้ ว่าไม่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราช และผมยอมรับคำตัดสินดังกล่าว"

นับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ พวกเขาต้องการสิทธิในการปกครองมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการแบ่งแยกประเทศเป็นรัฐเดี่ยว ถึงแม้ว่าสกอตแลนด์จะมั่นใจในศักยภาพที่ประเทศมีอยู่ โดยเฉพาะการมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งพลังงานธรรมชาติในทะเลมากมาย ทั้งน้ำมันและก๊าซในทะเลเหนือ ในขณะที่มีประชากรเพียงกว่า 5 ล้านคนเท่านั้น แต่สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วย พวกเขาคิดว่าการอยู่ภายใต้เครือจักรภพน่าจะทำให้เกิดผลดีด้านเศรษฐกิจมากกว่า

หลายคนตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า หรือสังคมมนุษย์มันเลยยุค "Freedom" ไปแล้ว รสชาติมันไม่ได้หอมหวานเหมือนเก่า มันคงมีอะไรมากมายที่มนุษย์ต้องการเพิ่มเติมเมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านการเรียนรู้มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ยุคสมัยของ Leonardo da Vinci ที่เชื่อกันว่ามนุษย์ควรเกิดมาเพื่อเสรีภาพ

ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Braveheart ที่พูดถึงการต่อสู้ของ William Wallace อัศวินชาวสกอตแลนด์ผู้ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ ที่ปลุกระดมชาวสกอตแลนด์ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเสรีภาพและการปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ซึ่งมีพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษเป็นผู้ปกครอง แต่ผลสุดท้ายสกอตแลนด์พ่ายแพ้สงคราม ประโยคสุดท้ายที่ William Wallace พูดก่อนถูกประหารเสียชีวิตคือ "Freedom"

ประวัติศาสตร์ของบรรพชนชาวสกอตแลนด์ก็เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่ปี 1296 เมื่อกษัตริย์อังกฤษไปรุกรานสกอตแลนด์ พวกเขาต่อสู้เพื่อเอกราชมาอย่างยาวนาน วีรกรรมของ William Wallace เป็นแรงบันดาลใจให้ Robert the Bruce กษัตริย์สกอตแลนด์ รบจนชนะกษัตริย์อังกฤษในเวลาต่อมา และประกาศอิสรภาพให้กับสกอตแลนด์ที่ Bannockburn ในปี 1314

จนกระทั่งในปี 1603 ทั้งสองประเทศมีกษัตริย์ปกครองคนเดียวกัน เรียกว่า Union of the Crowns เนื่องจากกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นประมุขของอังกฤษ ในขณะที่รัฐบาลของทั้งสองแผ่นดินยังคงแยกจากกันอยู่ แต่ต่อมาได้รวมตัวกันด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจในปี 1707 ตามพระราชบัญญัติสหภาพ (Acts of Union) ซึ่งมีผลให้สกอตแลนด์ต้องรวมกับอังกฤษ ใช้รัฐสภาเดียวที่ Palace of Westminster กลายเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (United Kingdom of Great Britain) ทำให้นับแต่นั้นมา ศูนย์รวมของการเมืองการปกครองทั้งหลายอยู่ในประเทศอังกฤษ

หลังจากนั้นมาชาวสกอตแลนด์ก็ดูเหมือนเป็นคนชายขอบ กฎ กติกาต่างๆ ที่ถูกกำหนดเป็นตัวบทกฎหมาย มาจากเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นชาวอังกฤษมาโดยตลอด จนต่อมาในปี 1999 สกอตแลนด์ก็จัดตั้งรัฐบาลและรัฐสภาเป็นของตนเองขึ้นมา เพื่อคอยดูแลเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และเรื่องภายในต่างๆ ตามสัญญา Scotland Act 1998 แต่เรื่องการจัดสรรงบประมาณ การเก็บภาษี และการต่างประเทศ ยังคงเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางที่ Westminster

ในปี 2011 พรรคชาตินิยมสกอต (SNP) ของ Alex Salmond ชนะเสียงข้างมากในรัฐสภาของสกอตแลนด์ และมีอำนาจมากพอที่จะผลักดันกับรัฐบาลกลางให้มีการลงประชามติให้สกอตแลนด์เป็นอิสระ โดยใช้เสียงตัดสินของพลเมือง แน่นอน ประวัติศาสตร์ชาตินิยมของบรรพชนชาวสกอตแลนด์ที่พวกเขาต่อสู้เพื่อเอกราชมาอย่างยาวนาน ด้วยรสชาติความหอมหวานของเสรีภาพ นั้นคือลมหายใจของชีวิต และคำตอบของการปลดปล่อยนั้นมากพอที่ซากศพและจิตวิญญาณบรรพชนจะดลบันดาลให้พวกเขาช่วยกัน Vote Yes

แต่เหตุใดพวกเขาส่วนใหญ่จึง Vote No? David Cameron นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ กล่าวถึงการลงประชามติครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า "คนมากเป็นประวัติการณ์ลงทะเบียนเพื่อออกเสียง คนมากเป็นประวัติการณ์ไปลงคะแนนเสียง เราควรภูมิใจกับสิ่งนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เตือนเราว่า โชคดีเหลือเกินที่เราสามารถตัดสินปัญหาสำคัญที่หีบบัตรลงคะแนนอย่างสงบและอย่างเยือกเย็น" แน่นอน นั่นหมายถึงว่าเราสามารถตัดสินปัญหาดินแดนด้วยเหตุผลและประชาธิปไตย โดยเคารพเหตุผลของพลเมืองได้

ผู้สังเกตการณ์ในวันลงประชามติให้ความเห็นว่า แม้ว่าจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างสูง แต่บรรยากาศการลงประชามติก็เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ประชาชนทุกคนทั้งฝ่ายสนับสนุนการแยกสกอตแลนด์และฝ่ายที่คัดค้านก็ยังเป็นมิตรกันอยู่ ต่างต่อสู้กันด้วยเหตุด้วยผล ไม่มีความรุนแรงปรากฏให้เห็น โดยก่อนหน้านี้ ประชาชนและภาคสังคมมีส่วนสนับสนุนอย่างจริงจังในการรณรงค์และสร้างความเข้าใจต่อสังคม โดยมีองค์กรที่ขอจดทะเบียนเพื่อทำหน้าที่รณรงค์ถึง 42 องค์กร แบ่งเป็นฝ่ายสนับสนุน 21 องค์กร และฝ่ายคัดค้าน 21 องค์กรเท่ากัน และต่างทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เมื่อทราบผลการลงประชามติ คำพูดของนายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่ว่า "บัดนี้พวกเราจะต้องมองไปข้างหน้า และเปลี่ยนสิ่งนี้เป็นความทรงจำที่ว่า พวกเราไม่ว่าจะลงมติกันในทิศทางไหน แต่เราก็มาอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้น อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นสำหรับสหราชอาณาจักรทั้งมวล" ก็คงเป็นคำตอบที่ใช้ได้สำหรับคำถามที่ว่า หรือเพราะว่าวันเวลาที่ผ่านไป ทำไมพวกเขาส่วนใหญ่จึง Vote No?

หรืออาจเพราะยุคสมัยที่ผ่านมา พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันมากขึ้น? ผมนึกถึงคำขวัญที่ว่า The World is our Country, The Humanity is our Homeland.

photo from http://dsphotographic.com/photos/scotland/

(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2557)

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net