วันที่ พุธ ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.มะเร็ง.@...57 วันเชียวนะ ที่มะอึกเข้าคอร์สรักษาโรคมะเร็ง....


.

.

....ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทั้งหลาย......

ผมห่างหายเว้นวรรคการเขียนเล่าเรื่องอาการเจ็บไข้ได้ป่วยในบล็อกไปนานพอสมควร  

อันเนื่องมาจากการเข้านอนเป็นคนป่วยในโรงพยาบาลราชวิถี   เพื่อรักษาโรคมะเร็งที่ต่อมทอลซิลนั่นแหละครับ  

ขณะที่กำลังรักษาโรคมะเร็ง   ผมไม่ต้องการระบายความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษรผ่านทางบล็อก

เพราะมันเป็นความรู้สึกเฉพาะหน้า  หากเขียนออกไปมันจะกลายเป็นเรื่องดราม่า  หรือเรื่องราวที่ผมมโนเอาเองทั้งสิ้น

ในตอนสุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น   ผมจึงเก็บความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้นไว้เพียงคนเดียว

เพียงมีการจดบันทึกไว้นิด ๆ หน่อย ๆ กันลืม  หรือนำเสนอสั้น ๆ ในเฟสบุค  อย่างที่เขานิยมกัน

หลังจากที่ผมออกจากโรงพยาบาลแล้ว  ก็ต้องฟื้นฟูสุขภาพตัวเอง  ไม่กล้านั่งหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ 

เมื่อผมพอจะมีกำลังและมีอารมณ์ที่จะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น  และผ่านมา  จึงได้ทยอยเขียนเรื่องในบล็อก

ถือเป็นการบอกกล่าวย้อนหลังเพื่อเก็บไว้ให้ท่านที่สนใจได้อ่านประดับความรู้นะครับ.........

 

.

ทุก ๆ ครั้งที่ไปพบแพทย์  ผมจะมีแม่มะยงไปเป็นเพื่อน  เป็นความประสงค์ของแม่มะยงของเธอเองที่จะทำเช่นนั้น

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗  ผมได้พบกับ แพทย์หญิงปฐมพร  ศิรประภาศิริ เพื่อวางแผนการรักษาโรคมะเร็งต่อมทอลซิล

คุณหมอกำหนดนัดหมายวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ให้เริ่มนับหนึ่งสำหรับการฉายแสงและการให้ยาคีโม

.

.

แต่ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ ๑๔ - ๒๘ พฤษภาคม นี่ซีครับ..............................

ประเทศไทยมีเหตุการณ์เกี่ยวกับความเป็นไปของบ้านเมืองเกิดขึ้นมากมาย  ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นมะเร็งของผมซะอีก

ช่วงนั้นผมประหวั่นพรั่นพรึงว่า "ลุงกำนันสุเทพฯ" จะหาทางลงอย่างไรกันแน่?  ความขัดแย้งมันจะยืดเยื้อกันไปถึงไหน?

และแล้ว "ลุงตู่ฯ" กระโดดเข้ามาประคับประคองสถานการณ์ของประเทศไว้ได้ทันท่วงที 

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗  ลุงตู่ประกาศใช้กฏอัยการศึก รอไว้ก่อน  

ตามด้วยยึดอำนาจการปกครองอย่างนิ่ม ๆ ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗

คนไทยแซ่ซร้องสาธุการยอมรับการปฎิวัติ  เป็นการปฎิวัติตามประสาการเมืองของไทยที่เป็นอย่างนี้มาช้านาน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว  ผมจึงวางใจเรื่องการบ้านการเมืองไว้กับ "ลุงตู่ฯ" แล้วหันมาดูเรื่องสุขภาพของผมต่อไป

.

.

กว่าที่ผมจะได้ลงมือเขียนเรื่องราวตอนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็งนี้  

ผมปล่อยให้ช่วงของการบำบัดรักษาผ่านพ้นไปช้า ๆ 

เมื่อผมพิจารณาตัวเองว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น  ผมจึงมาเขียนบอกเล่าเก้าสิบต่อไป

ผมปล่อยเวลาเนิ่นนานซะจนกระทั่ง  "ลุงตู่ที่น่ารักของผม"   ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเต็มรูปแบบ

ในขณะที่ "ลุงกำนัน" บวชอยู่ในเพศบรรพชิตจนจะครบพรรษาแล้ว

.

.

มาว่ากันเรื่องของผม  คือเรื่องมะเร็งดีกว่านะครับ

เอ็นทรีนี้  ผมจะเล่าถึงความเป็นไปของชีวิตผมในขณะที่คุณหมอกำลังให้การบำบัดรักษาล้วน ๆ นะครับ

อย่างที่เคยบอกไว้ว่า  แพทย์หญิงปฐมพร  ศิรประภาศิริ   ได้วางแผนการรักษาโรคมะเร็งต่อมทอลซิลของผมไว้ดังนี้

ให้ยาเคมี (คีโม) ๓ ครั้ง  และให้ฉายแสง  ๓๕ แสง  โดยเริ่มนับหนึ่งในวันที่  ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗

.

๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ผมหิ้วกระเป๋าขึ้นไปที่ชั้น ๔ ตึกสิรินธร  แผนกรังสีรักษา  โรงพยาบาลราชวิถี

แปลงร่างเป็นคนไข้ใน  เพื่อรับยาคีโมชุดที่ ๑ และเริ่มฉายแสงครั้งที่ ๑

สังเกตให้ดีนะครับ  ช่วงนั้นหน้าตาของผมจะอิ่มเอิบ  อ้วนท้วนสมบูรณ์  ขณะนั้นผมทำน้ำหนักไว้ได้ที่ ๕๖ กิโลกรัมครับ

สูงสุดในชีวิต  ผมไม่เคยอ้วนขนาดนี้มาก่อนเลย....ผมทำตัวเองอ้วนตามคำสั่งของหมอ.....

ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ นะครับสำหรับท่านที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง

และกำลังจะเข้ารับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน

ขอให้ท่านกินให้อ้วน  ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง  

เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมที่จะรับศึกหนักได้เลยครับ

การให้ยาคีโมครั้งที่ ๑ ผมไม่มีอาการแพ้ยา  ไม่อาเจียน  ยกเว้นมีอาการสะอึกเล็กน้อย

หมออนุญาตให้ผมกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม - ๑๘ มิถุนายน

.

.

.

ขณะที่ผมพักอยู่ที่บ้าน  ผมต้องเดินทางไปฉายแสงที่โรงพยาบาลราชวิถีทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์อาทิตย์

ในเบื้องต้น  ร่างกายของผมไม่มีผลตอบสนองในทางลบกับยาคีโม  หรือการฉายแสงแต่อย่างใดครับ

การเข้ารับการฉายแสงของผมแต่ละครั้ง  พิเศษแตกต่างจากชาวบ้านคนไข้อื่น ๆ สักนิดหนึ่ง

ผมได้รับอนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไปในห้องฉายแสง  และได้รับความร่วมมือจากน้อง ๆ เจ้าหน้าที่รังสีช่วยบันทึกภาพ

ผมจึงมีภาพนำมาเสนอท่านผู้ชมเป็นระยะ ๆ ไงครับ

.

ขณะที่พักอยู่ที่บ้าน  คุณชาลีและคุณไก่ ให้เกียรติไปเยี่ยมคนป่วยถึงบ้านเลยครับ

ดีใจมาก ๆ 

.

.

.

๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗

๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗

คุณหมอกำหนดให้ผมมาเป็นคนไข้ในอีกครั้ง  เพื่อให้ยาคีโมครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓

นอนโรงพยาบาลรอบที่ ๒ นี้ยาวเลยครับ  นอนเกือบ ๑ เดือนเต็ม ๆ  เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นอนโรงพยาบาลยืดยาวขนาดนี้

.

 

"ไทรงาม"  น้องสาวคนเดียวของผม  ได้อวยพรให้ผมไว้ว่า

"การรักษามะเร็งครั้งนี้  ขอให้พี่ชายได้เจอหมอที่ดี  เจอพยาบาลที่ดี  เจอยาที่ดี"

คำอวยพรนั้นเป็นจริง  ผมเจอหมอที่ดี  

ทุก ๆ เช้าที่ผมลืมตาขึ้นมา  ผมจะได้เจอรอยยิ้มจาก แพทย์หญิงปฐมพร  ศิรประภาศิริ 

ผมได้รับการเอาใจใส่จากคุณพยาบาลทุก ๆ คน  และตัวยาแต่ละชนิดที่ผมได้รับ  ไม่ได้ทำร้ายทำลายตัวผมเลย

ผมจึงเข้มแข็ง  ร่าเริง  และมีความสุขตลอดเวลาที่อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล

.

ผมมีอุปกรณ์เครื่องเขียน สมุดบันทึก  เพื่อบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ....พร้อม....

ผมมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค  เพื่อติดตามข่าวคราวในโลกอินเทอร์เน็ต ....พร้อม....

ผมมีกล้องถ่ายรูป อยู่ข้างกายตลอดเวลา  เพื่อบันทึกภาพที่ผมอยากจะถ่าย ....พร้อม....

.

ผมมีกำลังใจอย่างเปี่ยมล้นจากแม่มะยง  ที่ยอมเสียสละภารกิจจากหน้าที่ราชการ  เพื่อดูแลผมอย่างใกล้ชิด

ในบางครั้งเจ้านายอาจจะไม่เข้าใจบ้าง  แต่แม่มะยงก็ได้อธิบายเจ้านายจนเข้าใจ  ทุก ๆ บ่ายเราจึงอยู่ใกล้ชิดกันเสมอ ๆ 

.

ผมมีกำลังใจจากลูกหลาน  ที่เปรียบเหมือนยาขนานเอก  

คอยสอบถามอย่างสม่ำเสมอว่า ...พ่อเป็นอย่างไรบ้าง?  ..พ่อทานโน่นทานนี่นะ....ลุงทานเยอะ ๆ นะ...

.

คุณหมอตรวจร่างกายของผมอย่างละเอียด ใกล้ชิด สม่ำเสมอ  ทุก ๆ เช้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องปาก  ซึ่งมีปัญหาต่าง ๆ มากมายให้ผมต้องอดทนอยู่ตลอดเวลา

.

ผมรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้มองแววตาของแพทย์หญิงปฐมพร  ศิรประภาศิริ ที่มองมายังคนป่วย

ทำให้ผมตั้งความหวังตลอดเวลาว่า  ผมต้องหายขาดจากโรคมะเร็งนี้ให้ได้

.

.

วันดีคืนดี  ก็มีพระมาโปรดถึงเตียงคนไข้

"พระโจ้"  เปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธองค์ที่มาย้ำเตือนให้ผมรำลึกถึงกฏอนิจจัง

ทำให้ผมไม่หวั่นเกรงต่อ "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุก ๆ คนต้องประสบ และหนีไม่พ้น

และเสริมให้ผมมองความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา  

ทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง "ตถตา"...

.

ผมยังเป็นคนไข้พิเศษ  ที่มีน้อง ๆ จิตอาสามาผลัดเปลี่ยนมานวดเท้าสะกดจุดให้อย่างสม่ำเสมอ ๓ วันต่อครั้ง

จนคนไข้อื่น ๆ หันมามองจ้องด้วยความอิจฉา

.

ผมเป็นคนไข้ที่มีเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยียนมากมายในแต่ละวัน แทบไม่ขาดสาย

เราไม่มีการพูดจากันเรื่องความทุกข์ยาก  เสวนากันเฉพาะความสนุกสนานเฮฮา

.

ในตอนเช้า  เมื่อมีโอกาส  ผมจะลงจากตึกสิรินธร ไปซื้ออาหารทำบุญใส่บาตร  

ตรวจน้ำ แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร  และมะเร็งว่า  

...จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่ามีเวรซึ่งกันและกันเลย...

.

 

ในขณะที่ผมนอนอยู่บนเตียงคนไข้  วันดีคืนดีก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวจากชุดคนไข้  เป็นชุดม่อฮ่อมตัวเก่ง

จับไมค์ขึ้นเวที  ถ่ายทอดความรู้สึกของคนป่วยมะเร็งให้กับสังคมภายนอกได้ทราบ

ให้กำลังใจกับผู้ป่วยมะเร็งรายอื่น ๆ  นำประสบการณ์จริง ๆ ที่ผมกำลังเป็นอยู่มาเล่าสู่กันฟัง

ผู้ที่นั่งอยู่บนเวทีทุก ๆ คนในภาพ   คือผู้ป่วยมะเร็งที่หายขาดแล้ว  เหลือเพียงผมคนเดียว  ที่กำลังอยู่ระหว่างการบำบัดรักษา

.

มะเร็งชอบคนที่มีจิตใจเศร้าหมองครับ  เขาจะไม่ชอบคนที่ร่าเริงแจ่มใส  

เพราะเขาถือว่าคนร่าเริงเป็นศัตรูกับเขา

หากท่านอยากจะเป็นศัตรูกับมะเร็ง  ท่านต้องเป็นคนที่มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจตลอดเวลา

อย่าเป็นคนหงุดหงิด  ขี้โกรธ พยาบาท  หรือมีอารมณ์ฉุนเฉียว เป็นอันขาด

ทั้งสามท่านนี้  ก็เป็นคนไข้มะเร็ง   แต่ทุกคนสดชื่นได้เสมอ ๆ ครับ

.

ในบางครั้งผมแอบขอบคุณมะเร็งที่ทำให้ผมได้พบกับเพื่อน ๆ สมัยเรียนมัธยม  

เราห่างหายกันมา ๔๐ กว่าปี แต่ก็ได้มาพบกันเพราะมะเร็งนำพา

.

หรือเพื่อนฝูงสนิทสนม  เจอกันเรื่อย ๆ ก็ได้เจอกันอีก

.

หากสังเกตให้ดี ๆ อีกครั้ง  จะเห็นว่า  รูปร่างหน้าตาผมเริ่มแปรเปลี่ยนไป

ผมทานอาหารไม่ได้  น้ำหนักผมลดฮวบฮาบ  ผิวหนังที่คอมีรอยไหม้ดำเพราะการฉายแสง

แม้ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร  ความรักในครอบครัวของผมกลับเหนี่ยวแน่นมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ

ความรัก  ความผูกพันของบุคคลในครอบครัวกับคนป่วยที่เป็นมะเร็งมีความสำคัญยิ่ง

บุคคลในครอบครัวต้องพยายามเป็นอย่างที่จะต้องทำใจให้แข็ง  

และอย่าคิดตีโพยตีพายไปว่า คนเป็นมะเร็งจะต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้

ขอให้ทำใจสบาย ๆ และปฏิบัติต่อคนป่วยอย่างคนปกติ  ดูแลกันไปตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

คนป่วยจะมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ

.

.

ในขณะที่อยู่ที่โรงพยาบาล  น้องสาวของผมซึ่งทำงานอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจะโทรศัพท์มาพูดคุยกันอยู่เรื่อย ๆ 

มีอยู่วันหนึ่ง "ไทรงาม" โทรมาถามผมว่า  พี่จะอยู่ที่โรงพยาบาลถึงเมื่อเมื่อไหร่?  ผมตอบว่าอีกหลายวัน...

สักครู่หนึ่ง "ไทรงามและหลาน ๆ " ก็เดินเข้ามาที่เตียงคนไข้

นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้คนไข้ตื่นเต้นดีใจ  เลือดฉีดแรง

.

เพื่อน ๆ สมัยเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช  และเบญจมราชูทิศ

ซึ่งไม่ได้เจอกันมานับ ๔๐ ปี  มาเยี่ยมเยี่ยนมากมาย

มาจากทุกสารทิศเชียวครับ

.

.

.

หลังจากที่คุณหมอให้ยาคีโมครั้งที่ ๓ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗

คุณหมออนุญาตให้ผมกลับบ้านในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม เพื่อกลับไปทำบุญวันเข้าพรรษา

ส่วนการฉายแสงที่เหลืออีก ๓ ครั้ง  คุณหมอให้เดินทางไปกลับ

.

.

แต่......การกลับบ้านครั้งสุดท้ายของผมนี่เกือบเกิดเรื่องราวน่าสลดใจ

ผมกลับถึงบ้าน ผมทานอาหารไม่ได้ทุกชนิด รวมไปถึงน้ำดื่มผมก็ดื่มไม่ได้  

อาการที่เกิดขึ้น คือผมปัสสาวะไม่ออก  ปัสสาวะออกมาครั้งละ ๒ หยดเท่านั้น  

นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลียอย่างรุนแรง

เมื่อเห็นว่าอาการไม่ดีแน่ ๆ ผมจึงไปพบคุณหมออีกครั้ง  คุณหมอสั่งแอดมิดทันที  

ผมคลานขึ้นเตียงอย่างทุลักทุเล  ใส่สายปัสสาวะ ใส่สายให้อาหารทางจมูก  ให้น้ำเกลือ  ให้ออกซิเจน

.

.

เจ็บ...ปวด...ทรมาน  เจ็บจนน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

ผลข้างเคียงจากการไม่ดื่มน้ำเยอะ ๆ ตามที่หมอสั่ง  ส่งผลให้ไตทำงานอย่างหนัก  

ผมเกือบจะเสียชีวิตเพราะโรคไตวาย  ไม่ใช่เพราะโรคมะเร็ง

ผมนอนซมเพราะร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงนี้ถึง ๓ วัน ๓ คืน เต็ม ๆ 

.

เข้าสู่วันที่ ๔ ผมจึงรู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย  

และผ่านพ้นจุดวิกฤติเพราะแพทย์หญิงปฐมพร  ศิรประภาศิริ   อีกครั้ง...

รอบสุดท้ายนี้หนักสุด ๆ ครับ  ผมนอนแกร่วบนเตียงรวม ๗ วัน  

๒๓ กรกฏาคม ๒๕๕๗ คุณหมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้

สรุปว่า   ผมเข้าคอร์สรับการรักษามะเร็งครั้งนี้ถึง ๕๗ วัน

.

.

ตลอดระยะเวลาของการรักษาโรคมะเร็ง  ผมไม่เครียด  ผมใช้ชีวิตตามสบาย ๆ แม้ผมจะรู้ตัวดีว่าผมไม่สบายหนัก

ผลข้างเคียงจากการฉายแสงที่ลำคอ  ทำให้ต่อมน้ำลายในปากถูกทำลายเกือบทั้งหมด  การรับรู้รสชาติอาหารสูญเสียไป 

ในปากมีแต่รสเค็มเหมือนอมเกลือเป็นกำมือ  น้ำลายเหนียวเหนอะหนะ  ผมต้องบ้วนปากตามที่แพทย์สั่งตลอดเวลา

หลาย ๆ คืน  ผมเจ็บในคอในปากแทบจะนอนไม่หลับ  

แต่ผมก็ต้องทำให้ร่างกายหลับได้อย่างสบายด้วยการไหว้พระสวดมนต์   ทำสมาธิกำหนดจิตให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

กำลังใจจากเพื่อนฝูงญาติมิตรมีมากมาย  มากมายจนผมนึกไม่ถึงว่ามันจะมีมากขนาดนี้

ผมมีผู้คนไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลไม่ขาดสายในแต่ละวัน

ผมมีแม่มะยงและลูก ๆ อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา

ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า  ชีวิตของผมยังมีคุณค่าต่อทุก ๆ คน

.

.

๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๗

 

และแล้ว วันแห่งความระทึกใจของผมก็ได้มาถึง

มันตื่นเต้นยิ่งกว่าวันคล้ายวันเกิดเมื่อ ๓๐ กรกฏาคม หรือวันครบรอบแต่งงาน 34 ปี เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ซะอีก...

วันนั้น คือวันที่คุณหมอนัดหมายตรวจร่างกายว่าในร่างกายของผมยังมีเชื้อมะเร็งตกค้างอยู่อีกหรือไม่?

.

หลังจากที่ผมเสร็จสิ้นจากการบำบัดรักษามะเร็งต่อมทอลซิล

ด้วยการให้คีโม ๓ ครั้ง และฉายแสงรังสี ๓๕ ครั้งเมื่อปลายเดือน กรกฏาคม ๒๕๕๗

คุณหมอแพทย์หญิงปฐมพร นัดหมายให้ผมไปตรวจร่างกายเพื่อสรุปผลการรักษาว่า การรักษามะเร็งครั้งนี้เป็นอย่างไร?

การพบแพทย์ครั้งนี้ เป็นการพบแพทย์ในระบบ "One Stop Service"

เป็นบริการพิเศษสำหรับคนไข้มะเร็ง ที่ รพ.ราชวิถี จัดเตรียมไว้เป็นการเฉพาะ

โดยนัดหมายคนไข้มาครั้งเดียวแต่คนไข้จะได้พบแพทย์หลาย ๆ ท่านในเวลาเดียวกัน

คือพบแพทย์เจ้าของไข้  พบแพทย์เฉพาะทางคอหูจมูก พบทันตแพทย์

คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ทีละคนให้เสียเวลา  และเกิดความสับสน

.

 

ก่อนจะเข้าพบแพทย์

ผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่จะได้ยินได้ฟังจากปากคุณหมอ

จนทำให้ความดันโลหิตผมขึ้นสูงถึง 169

คณะแพทย์ ได้ตรวจร่างกายของผมด้วยการส่องกล้อง การคลำก้อนเนื้อ  

และมีมติออกมาร่วมกันว่า

......"ไม่พบก้อนเนื้อร้ายที่ลำคอของคนไข้"......

......"หมายความว่าผมหายจากโรคมะเร็งในครั้งนี้แล้วใช่มั้ย?"......

......"ก้อนเนื้อร้ายหนีไปจากร่างกายของผมหมดแล้วใช่มั้ย?"......

.

.

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net