วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คืนความสุขให้ประชาชน เพลงปลุกใจสไตล์ป๊อป?


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2557

เมื่อเร็วๆ นี้มีมิตรสหายท่านหนึ่งถามผมว่า เพลง “คืนความสุขให้ประชาชน” ที่ระดมเปิดเผยแพร่กันทั้งวันอยู่ตลอดเวลาร่วมสามเดือนที่ผ่านมานี้ จัดเป็นเพลงประเภท “เพลงปลุกใจ” หรือไม่?

เพราะ “เพลงปลุกใจ” ที่คนรุ่นผมรู้จักกันมาแต่เล็กแต่น้อย มักมีบุคลิกที่เคร่งขรึมหนักแน่น และส่วนมากยังเป็นเพลงมาร์ชแบบทหาร เช่นเพลง “ต้นตระกูลไทย” “เราสู้” “หนักแผ่นดิน” ฯลฯ

ขณะที่เพลง “คืนความสุขฯ” ไม่ได้มีลักษณะแบบนั้น

คำว่า “ปลุกใจ” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พ.ศ. 2542) ให้ความหมายไว้ว่า “เร้าใจให้กล้าหาญหรือกระตือรือร้น”

แสดงว่าเพลงปลุกใจนั้นต้องเกี่ยวเนื่องอยู่กับความกล้าหาญหรือกระตือรือร้นเป็นเบื้องต้น

อนึ่ง ถ้าสังเกตให้ดี คำว่า “ปลุก” ยังมีนัยยะถึงการ “ทำให้ตื่น” ซึ่งถ้ามีการปลุกให้ตื่นได้ ก็แปลว่าสภาพก่อนหน้านี้คือการ “หลับ

(ผมไม่แน่ใจว่าสำนวน “ปลุกใจเสือป่า” เกิดขึ้นในช่วงไหน แต่เดาเอาเองว่าผู้ที่ริเริ่มใช้คำนี้คงต้องการใช้นัยยะแฝงอันนี้อย่างขบขันนั่นเอง)

นอกจากนั้น ความหมายของ “เพลงปลุกใจ” ที่แม้จะไม่ได้ถูกเขียนไว้ในพจนานุกรม แต่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ก็คือ “เพลงที่ถูกผลิตขึ้นโดยรัฐ เพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ ให้ประชาชนคล้อยตามนโยบายต่างๆ ของทางรัฐ

โดยเฉพาะนโยบาย “ชาตินิยม” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

หลวงวิจิตรวาทการ ผู้ผ่านการศึกษาทางด้านจิตวิทยาจาก Pelman Institute ณ กรุงปารีส เคยสรุปหลักการโฆษณาเผยแพร่นโยบายทางการเมืองให้ได้ผลดีว่า

"การเรียกร้องความเชื่อถือจากชุมนุมชนหมู่มาก ต้องพยายามให้เชื่อมากกว่าเข้าใจ ต้องพยายามทำให้เกิดความสะเทือนใจมากกว่าที่จะชี้แจงเหตุผล" (หลวงวิจิตรวาทการ, จิตวิทยาการเมือง พ.ศ. 2493)

เพลงและบทละครประวัติศาสตร์ชาตินิยมของหลวงวิจิตรฯ จำนวนมากหรืออาจจะทั้งหมด เรียกได้ว่ายืนอยู่บนฐานคิดเช่นนี้มาแต่ต้น

เนื้อเพลงของหลวงวิจิตรฯ จึงเน้นย้ำที่ความกล้าหาญ ความเสียสละ ปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ฟังให้เกิดสำนึกรักชาติ โดยไม่ใส่ใจกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากนัก

และเพลงปลุกใจในแบบของหลวงวิจิตรฯ นี่แหละ ที่เป็นต้นแบบของเพลงปลุกใจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราคงสรุปไม่ได้ว่าเพลงปลุกใจทุกเพลงต้องเป็น “เพลงมาร์ช” เพราะเพลงหลายเพลงของหลวงวิจิตรฯ ก็ไม่ใช่เพลงมาร์ช แต่อาจเป็นเพลงในจังหวะปานกลาง อย่างเพลง “อธิษฐาน” หรือ “ในน้ำในปลาในนามีข้าว” เป็นต้น

หรือกระทั่งเพลงพระราชนิพนธ์ (ซึ่งถูกทางกระทรวงวัฒนธรรมจัดไว้ในหมวดหมู่เพลงปลุกใจด้วย) ก็ยังมีบางเพลงที่ดำเนินไปด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะเนิบช้า เช่น “ความฝันอันสูงสุด” หรือ “แผ่นดินของเรา”

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลระหว่างเพลงช้าๆ แบบ “แผ่นดินของเรา” เมื่อเทียบกับเพลง “คืนความสุขฯ” ก็คือวิธีการแต่งทำนองของบทเพลงพระราชนิพนธ์นั้นเป็นไปอย่างจริงจัง หนักแน่น และแสดงให้เห็นทักษะการประพันธ์ดนตรีตะวันตกแบบซีเรียส

ยิ่งเพลง “ความฝันอันสูงสุด” นั้นจะเห็นโครงสร้างของทำนองที่มีการจัดวางอย่างลงตัว บวกกับการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงดนตรีขนาดใหญ่ นับเป็นงานในชั้น “คลาสสิค” เลยก็ว่าได้

ขณะที่เพลง “คืนความสุขฯ” นั้น มีท่วงทำนองที่แบนๆ เรียบๆ ซ้ำไปซ้ำมา เป็นท่วงทีลีลาในแบบวัฒนธรรมป๊อปของชนชั้นกลาง แบบเพลงป๊อปของค่ายแกรมมี่หรืออาร์เอส ซึ่งเป็นงาน “พาณิชย์ศิลป์” อันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของทุนนิยมและรสนิยมสาธารณ์ (kitsch)

เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมป๊อปดาดๆ ของชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ที่ไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับงานคลาสสิคในรุ่นก่อนหน้าได้โดยสิ้นเชิง

นี่กระมัง ที่เป็นสาเหตุให้มิตรสหายของผมเกิดความกังขา ว่าเขาควรจะนับเพลง “คืนความสุขฯ” เข้าในหมวดหมู่เพลงปลุกใจหรือไม่?

และเรื่องนี้ยังนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้น นั่นคือคำถามที่ว่า เพลงบางเพลงที่ผลิตโดยเอกชน และใช้รูปแบบของงานเชิงพาณิชย์ศิลป์ แต่มีเนื้อหาปลุกใจให้รักชาติเช่นเพลง “พระเจ้าตาก” หรือ “บางระจันวันเพ็ญ” ของวงคาราบาว นั้นควรถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เพลงปลุกใจด้วยหรือไม่?

และด้วยความที่เพลงเหล่านี้ของวงคาราบาวเร้าใจวัยรุ่นจนต้องลุกขึ้นมา “ดิ้น” ประกอบการฟัง เราควรจะนับว่านี่เป็น “เพลงปลุกใจ” - ที่มีเป้าหมายสูงส่งทางอุดมการณ์ชาตินิยม - หรือว่าเราจะนับว่านี่เป็นเพียง “งานพาณิชย์ศิลป์เพื่อความบันเทิง” กันแน่?

บางทีนี่อาจชี้ว่าเส้นแบ่งระหว่างเสียงเพลงประเภทต่างๆ ในวันนี้ได้เลือนรางจางหายลงไปมากแล้วกระมัง?

 

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net