วันที่ อังคาร ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเดินทางหมายเลข 2 บันทึกเด็กชายภูเขา


                 กุมภาพันธ์ปี 56 เข้าขวบปีที่ 7 พอดี ชีวิตที่อิสระของเด็กผู้ชายตาเล็กๆ กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนช่วงวัย ภูพานตัวโตขึ้น ฟันน้ำนมทยอยหลุดหลายซี่ ฟันแท้ขึ้นมาอย่างมั่นคง โลกของเรียนรู้ฐานกาย ในวัยเจ็ดขวบแรก นับว่าภูพานเรียนรู้และเก็บเกี่ยวธรรมชาติได้อย่างมากมาย เมื่อข้างในมั่นคง เล่นและเข้าใจผู้คนตามสมควร มีเหตุมีผลสมวัย การก้าวสู่อีกการเรียนรู้ ก็น่าจะพร้อม

 

                กลางเดือนพฤษภาคม อากาศร้อน ถนนสวนเลนผ่านสวนลิ้นจี่ คดเคี้ยว แดดแรงบนถนนแต่กลับร่มรื่นด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ระหว่างทาง จักรยานแม่บ้านขี่เลาะสวนผ่านคลองเล็ก คลองน้อย ผีเสื้อเล่นชมดอกไม้ ข้าพเจ้าไม่ได้ร้องทัก เพราะตื่นเต้นกับการไปรับลูกชายในวันแรก ที่จริง พอบ่ายก็แทบจะนั่งไม่ติดแล้ว ไม่รู้ว่า การไปโรงเรียนวันแรกจะเป็นอย่างไร เขาจะพูดอะไรคำแรก จะยิ้มหรือหน้าบึ้ง จะมีเหตุการณ์อะไรไหม ขี่จักรยานไปหัวใจเต้นแรง ด้วยลุ้น แต่ก็ภาวนาว่า ขอให้เป็นไปอย่างธรรมดา

 

                บ่ายสามโมง ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ท่าน้ำวัดริมแม่น้ำแม่กลอง เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง เมื่อสักครู่แอบไปชะโงกมอง เห็นเด็กชายตาเล็กนั่งแถวแรก กำลังก้มหน้าบนโต๊ะนักเรียน สายลมเย็นสบาย ชายวัยกลางคนเปิดรายการวิทยุชุมชนตกปลาที่ท่าน้ำวัด ดูไม่ทุกข์ร้อนกับแดด ข้าพเจ้านั่งมองตึกเรือนแถวสีส้มกลมกลืนกับวัด ห้องเรียนน่าจะเย็นสบายเพราะต้นไม้ใหญ่ เรียงแถวหลังห้องเรียน เสียงระฆังดัง แกร๊งๆ ส่งสัญญาณว่า โรงเรียนเลิกแล้ว

                ข้าพเจ้าเดินไปที่ห้องเรียน ภูพานโบกมือให้พร้อมยิ้มกว้าง “ใครผู้ปกครองมารับ กลับบ้านได้เลย” ครูประจำชั้นประถมหนึ่งบอกเด็กๆ ภูยังยิ้มกว้างสะพายกระเป๋าสีฟ้า ทีแรกจะใส่รองเท้าที่หน้าห้องเรียน แต่คงนึกได้ จึงเปลี่ยนก้มหยิบรองเท้าเดินไปที่บันได คุณครูผู้ชายทักทายอย่างเป็นกันเอง “กลับบ้านได้เลยนะ” เด็กคนอื่นเตรียมเข้าแถว เด็กโตเตรียมไปเอาจักรยานปั่นกลับบ้าน

 

“ภูเป็นไงบ้าง มีเพื่อนกี่คนชื่ออะไร” เราถาม จริงๆแล้วกังวลว่าจะถามอะไรเป็นเชิงบวกดี จะได้ฟังคำตอบแบบสบายใจ

 

“แม่ มีเพื่อนคนหนึ่งใจดีมากเลยเชือกรองเท้าผมหลุด เขามัดให้ด้วยแถมแนะนำด้วยว่า มัดมั่วๆเดี๋ยวก็แน่น” ภูพานเล่าพร้อมซ้อนท้ายจักรยาน

 

“โห ใจดีจังเพื่อนชื่ออะไรเหรอ” ข้าพเจ้าถาม ภูพานเงียบไป “อืม....แม่สมุดที่เรียนดนตรี ข้างในมีอะไรนะ” ภูถาม ส่วนข้าพเจ้าปั่นจักรยานที่หนักขึ้น จึงเหนื่อยขึ้น แถมงง

 

“ตัวโน๊ต ทำไมเหรอ”  “ใช่ๆ ชื่อโน้ตแม่ เพื่อนที่ช่วยชื่อโน้ต” ข้าพเจ้าร้องอ๋อ.....ภูพานเล่าว่าตอนเช้าเคารพธงชาติ สวดมนต์ เรียนกับโทรทัศน์ ที่มีคนมาสอน กลางวันทานข้าวที่โรงอาหาร อาหารเผ็ดมาก มีข้าว หมู หมูอร่อยดี อร่อยกว่าแม่ทำอีก ผัดผักเผ็ดมาก แต่ก็กินหมดเพราะกลัวครู น้ำซุบอร่อยดี มีเพื่อนภูผู้หญิงคนหนึ่ง แม่เขาขอให้ครูเอาขึ้น ป.1 เอาแต่ร้องไห้ทั้งวัน อะไรก็กินไม่ได้ ครูบอกว่าให้แม่ห่อข้าวมาให้ ภูเอาเงินที่แม่ให้ไปซื้อขนมกิน 3 บาท แล้วไปเล่นที่สนามเด็กเล่น เด็กโตได้เตะบอลด้วย แต่ภูเล่นกับเพื่อน เพื่อนชอบเมามือมาถูหัวภู ภูก็ถูกลับ แม่ครับ เพื่อนๆ เรียกภูว่าเด็กใหม่ ภูถามกลับว่า ใครเด็กใหม่ เพื่อนตอบว่า ก็คนนี้ไง หล่อด้วย แล้วพวกเราก็หัวเราะกันสนุกมาก เวลาไปเล่นที่สนามเด็กเล่นก็ไปกันหมด วันนี้มีการบ้านด้วยนะ

 

ภูเล่ายาว ข้าพเจ้าเริ่มร้อนมากแต่ยังคงปั่นให้จังหวะพอดี วันธรรมดายามบ่ายแก่ๆ รถราไม่มาก ทำให้รู้สึกปลอดภัย  ดอกดาหลาสีชมพูอ่อนกำลังงามสวยตามแนวท้องร่อง ภูพานยังคงเล่าเรื่องโรงเรียนวันแรกไม่ขาดปาก

 

ข้าพเจ้ายิ้มไป ขี่จักรยานไป รู้สึกดีมากที่ลูกเล่าเรื่องโรงเรียนด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ น้อยสุดจังหวะนี้ ก็เป็นจังหวะที่ข้าพเจ้าเลือก เลือกที่จะได้ปั่นจักรยานและเห็นเขาเติบโตแบบถนัดตา จังหวะเรื่อยๆที่ไม่ต้องเร่งรีบ เบียดเสียดเยียดยัดกันในเมืองหลวง จังหวะที่จะได้สังเกตเห็นน้ำขึ้น น้ำลง ตามธรรมดาของธรรมชาติ จังหวะที่เราจะได้เห็นผักและดอกไม้ที่ปลูกเบ่งบาน ลมอุ่นๆของแดดบ่ายปะทะใบหน้า ลมอุ่นทำให้รู้สึกอุ่นใจ

 

การเดินทางหมายเลข 2 ที่กำลังเข้าสู่ฐานหัวใจ เรียนรู้เรื่องอารมณ์ สังคม จริยธรรม ตามจิตใจตัวเองให้เท่าทัน ภูพานเรียนรู้ที่จะรู้จักหน้าที่ ทำสิ่งที่ต้องทำ ตื่นเช้า จัดการตัวเอง ทานข้าว และเตรียมตัวไปโรงเรียน กระบวนการทำซ้ำน่าจะทำให้ภูเติบโตอย่างช้าๆ อย่างมั่นคง ข้าพเจ้าส่งข้อความผ่านอีเมล์ถึงน้องๆ ว่า ช่วงนี้อาจจะไม่ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมเท่าที่ใจอยากไป เพราะพี่คงต้องเลือกทำหน้าที่แม่ที่ดี เพื่อได้ให้ภูพานเติบโต ใส่ใจในรายละเอียดของเวลาแต่มิได้หายไปไหน อะไรที่ทำได้ยังยินดีทำเหมือนเดิม เพราะการทำงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนชีวิตเช่นกัน

 

“แม่ แม่ครับ เย็นนี้ภูทำการบ้านเสร็จ ไปงานวัดกันไหม” ภูถาม เหลืออีกสะพานเดียวก็จะถึงบ้านเราแล้ว

 

“ไปสิๆ แม่อยากไปกินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ” ข้าพเจ้าตอบพร้อมเลี้ยวข้ามถนนจอดรถริมรั้วบ้าน ดอกอัญชันขาวที่พี่ชายให้มาปลูก ยอดใหม่เลื้อยพันยาวขึ้น อีกหน่อยคงแน่นรั้วแน่ๆ แค่เฝ้ารอเวลา

 

โดย ภูพานลานดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net