วันที่ พุธ ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระเทศน์สัปปุริสธรรม 7 หน้าศพยาย


 

“ยายเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการกู้ยืมเงินมาสร้างบ้าน หรือซื้อทรัพย์สินราคาแพงๆ ด้วยเงินผ่อน เพราะยายสร้างบ้านไม้ขนาดใหญ่โดยไม่เคยยืมเงินใคร แม่ของผมยืนยันว่า เท่าที่จำได้  ชั่วชีวิตของยายดูเหมือนจะไม่เคยยืมเงินก้อนใหญ่จากใคร  เคยเป็นหนี้เพียงเล็กน้อย”

ข้างบนเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าประวัติเชิงเชิดชูเกียรติคุณ ที่ผมเตรียมไว้สำหรับเล่าประวัติของยาย ก่อนจะนำร่างท่านขึ้นสู่เมรุ เผาตามประเพณี  ที่ผมต้องเขียนประวัติ เพราะน้าเขยของผมที่เป็นโฆษกบอกว่า ควรมีประวัติโดยสังเขป ผมจะเขียนแบบที่คนอื่นเขาเขียน อายุเท่าไร พี่น้องกี่คน ลูกกี่คน หลานกี่คน ก็ไม่นึกอยากเขียน แต่อยากจะเขียนเชิงสอดแทรกธรรม แบบชาวบ้านๆ  เพื่อที่จะเล่าแล้วให้เกิดแรงบันดาลใจ และถ้าหากใครจะถือเป็นแบบอย่าง หรือเข้าถึงธรรมะบางประการ ก็จะเป็นที่น่ายินดี และเป็นกุศล

ผมเขียนทั้งหมด 3 หน้า  พอเขียนเสร็จ  ลองพูด ใช้เวลา 8 นาที  ตัดและแต่งจนเป็นที่พอใจ และฝึกจนไม่กังวลว่าจะพูดผิด หรือร้องไห้เสียเอง  การเล่าประวัติคนที่คุ้นเคย ต่อหน้าคนที่ร่วมประชุมกัน โดยเฉพาะในงานศพ เป็นเรื่องเสี่ยงต่อการกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ยายเป็นผู้หญิงที่ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย  อายุ 17 ก็ตกหลุมรักกับตา ชนิดหวานหยดย้อย แต่งงานและมีลูกสาวถึง 6 คน แต่พอยายอายุได้  35 ปี ตาก็ตายจากไป ทิ้งไว้แต่ยายกับลูกสาวทั้ง 6 คน ให้เผชิญโลกกันตามลำพัง  สมบัติพัสถารอันใดก็ไม่มี เพราะลูกหลายคน  และกำลังอยู่ในช่วงก่อตัว ลำพังสอง ตา-ยาย ก็ว่าลำบากแล้ว นี่เหลือยายคนเดียว จะทำอย่างไร?

ยายเล่าว่า ยายรับจ้างทำงานสารพัด  เลื่อยไม้ ทำไร่ ตัดยาง มีงานอะไรที่ทำแล้วได้เงินมาเลี้ยงลูก ยายทำหมด (ยายผมจึงเป็นผู้เชียวชาญงานแทบทุกอย่าง ไม่ว่างานของผู้ชาย หรืองานของผู้หญิง)

น้องชายคนหนึ่งของยายเล่าว่า  สมัยก่อนเป็นบ้านป่า ยายเคยเดินเท้าเป็นระยะทาง 20 กิโลเมตร เพื่อไปรับจ้างปลูกข้าวไร่  ส่วนอีกคนเล่าว่า ยายเคยซื้ออุปกรณ์ไปขุดพลอยที่จันทบุรี แต่เมื่อไปถึงที่ที่เขาขุดพลอย ก็นึกเป็นห่วง ลูกๆ 6 คน ที่อยู่บ้านตามลำพัง เลยไม่ได้ขุดพลอย ต้องกลับมาบ้าน 

ส่วนที่ลูกๆของยายมาอ่านแล้วให้ผมตัดทิ้ง ห้ามเอาไปพูด ก็คือ ยายเคยเล่าให้ผมว่า แม้ท้องแก่ใกล้คลอดก็ยังไปรับจ้างกรีดยาง จนกระทั่งเจ็บท้องคลอดจึงกลับมาคลอด  --- ตัดยางจนคลอดเลย  ยายเล่าให้ผมฟังเอง ตอนเล่า ยายเล่าไป หัวเราะไป ไม่ได้ดราม่า เคล้าน้ำตาเหมือนละครทีวี  และไม่ได้รู้สึกรันทดแต่อย่างใด ยายเล่าเหมือนชีวิตธรรมดาๆ อย่างนั้นแหละ

วันที่ 5 กันยายน  เทศน์หน้าศพ 14:00 และ ประชุมเพลิง 15:30   ก่อนเทศน์หน้าศพ เจ้าอาวาสวัดหนองกันเกรา - พระครูบวร ศิลวัฒน์  ขออ่านประวัติของยายก่อน  ที่ผมประทับใจคือ ท่านอ่านทุกหน้า และไม่นึกตลก หรือแปลกใจกับวิธีการเขียนของผม เพราะผมเขียนแบบภาษาชาวบ้านๆ  ท่านก็อ่านแล้วจดบันทึกสรุปย่อใจความสำคัญเอาไว้  ซึ่งปรากฎว่าในภายหลังว่าท่านนำมาประกอบเพื่อเทศน์ให้คนมาร่วมงานฟัง   

ท่านเทศน์ สัปปุริสธรรม 7 โดยยกเอาประวัติของยายที่ท่านอ่านสรุปใจความสำคัญไว้  วิธีการทำงานของท่านน่าสนใจจริงๆครับ นับว่าพระที่สามารถนำเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเทศน์สอนคนได้อย่างกลมกลืนกับสภาพความเป็นจริง  ผมนั้นรับหน้าที่ทั้งพูด และถ่ายภาพ จึงลืมบันทึกเสียงเทศน์ไว้ ขอนำมาเรียบเรียง ในแบบฉบับของผมอีกรอบ  

สัปปุริสธรรม หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษ หรือธรรมที่ทำให้เป็น สัตตบุรุษ  คำว่า สัตบุรุษหมายถึง คนดี นักปราชญ์ หรือบัณฑิตสัปปุริสธรรม จึงหมายถึง คุณธรรมที่ทำให้คนเป็นคนดี มี 7 ประการ คือ

1.ธัมมัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ รู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลาย ที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจการงานต่าง ๆ รู้และเข้าใจในสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล

เหตุ คือ ยายมี ลูก 6 คน ทำอย่างไรยายจะเลี้ยงดูลูกทั้ง 6 ได้

ยายรับจ้างสารพัด เพื่อทำงานมาเลี้ยงลูก

เวลาที่ไม่มีงานอะไรทำ ยายก็ทำขนมไปขายที่ตลาด ขนมของยายอร่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหมาก ข้าวต้มมัด กระยาสารท ยายทำขนมไปฝากร้านค้าขาย

2.อัตถัญญุตา หมายถึง รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล คือ รู้ความหมาย และความมุ่งหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ รู้ว่าที่ตนทำอยู่อย่างนั้น ดำเนินชีวิตอย่างนั้น เพื่อประสงค์ ได้ประโยชน์อะไร หรือควรจะได้บรรลุถึงผลหรือเป้าหมายอย่างไร

ยายพยายามก่อร่างสร้างตัว โดยทำสวนของตัวเอง ยายปลูกทุเรียน เงาะ มังคุด และสวนยาง  ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน และความขยันขันแข็งของยาย ทำให้ไม้ผลเติบโตเป็นสวน เมื่อมีที่ทาง มีสวนของตัวเอง ยายจึงไม่ต้องไปรับจ้างคนอื่น ลูกๆก็ได้อยู่กันพร้อมหน้า

3.อัตตัญญุตา หมายถึง รู้ตน คือ รู้ตามเป็นจริงว่า ตัวเรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความถนัด ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น เป็นอย่างไร มีลักษณะแบบไหน และนำมาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับตน

ยายสอนลูกหลานโดยทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ต้องเป็นคนขยันขันแข็ง หมั่นเก็บหอมรอมริบ

มีหลักฐานยืนยันได้ว่า ยายสามารถสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่ อาหาร ฐานะความเป็นอยู่ได้ และสร้างครอบครัวที่พึ่งตนเองได้ ด้วยลำแข้งของยายเอง

4.มัตตัญญุตา หมายถึง รู้ประมาณ คือ รู้จักความพอดี เช่น รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์รู้จักความพอเหมาะพอดีในการพูด ในการปฏิบัติกิจการงานต่าง

แม่เล่าว่า ยายเคยเป็นหนี้เพียงเล็กน้อย เช่น  ไปเชื่อข้าวสารเขามากินก่อน เพราะไม่มีเงินจริงๆ  เมื่อมีเงินจะรีบนำเงินไปใช้หนี้เขาโดยเร็วตามกำหนดที่รับปากเจ้าหนี้ไว้ ยายบอกว่า ต้องรักษาคำพูด

5.กาลัญญุตา หมายถึง รู้กาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และรู้ระยะเวลาที่พึงใช้ในการประกอบกิจการต่าง ๆ รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสมในแต่ละกิจการที่ตนกระทำ

พอยายอายุมากขึ้น ลูกๆจึงไม่ยอมให้ยายช่วยตัดยางอีก  แต่ยายก็ยังตื่นแต่เช้า เข้าครัว เตรียมสำรับอาหารสำหรับลูกๆ ตอนสายก็เข้าสวน  ยายปลูกพืชผักตามฤดูกาล จึงมีของขายตลอดปี

6.ปริสัญญุตา หมายถึง รู้ชุมชน คือ รู้จักถิ่น รู้จักชุมชน รู้ในสิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติต่อท้องถิ่นของตน มีความรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่นหรือชุมชนของตน เข้าใจและปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นหรือชุมชน

วันพระหรือช่วงเข้าพรรษา ยายหมั่นไปใส่บาตรทำบุญที่วัดอย่างสม่ำเสมอ ยายบอกว่าจะไปทำบุญให้ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว ทุกครั้งที่ยายกลับมาจากวัดใบหน้าของยายดูมีความสุข ทุกวันพระ ยายมักจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรให้เป็นการเบียดเบียนสรรพสัตว์ ตกเย็นยายยังสวดมนต์ไหว้พระเป็นเวลานานๆ  น่าจะส่งผลให้ยายเป็นคนใจเย็น ใจดี และอดทนอดกลั้นได้กับทุกเรื่อง เพราะชีวิตคนเรา จะราบรื่นไร้อุปสรรค ไร้เรื่องเดือดร้อนใจ เสียเลย นั้นเป็นไปไม่ได้

 

7.ปุคคลัญญุตา หมายถึง รู้บุคคล คือ รู้จักและเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล ว่าแต่ละคนมีบุคลิกลักษณะ อุปนิสัย ความรู้ความสามารถ และคุณธรรมที่แตกต่าง กัน ควรจะรู้จักปฏิบัติต่อแต่ละบุคคลอย่างไร เช่นไร

ยายเป็นคนพูดน้อย แต่ยิ้มมาก รอยยิ้มของยายสดใส เสียงหัวเราะของยายจริงใจ คำสอนของยายที่ลูกๆหลานๆจำได้ เช่น  ให้มีมิตรจิตมิตรใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ยายสอนให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น ยายบอกคนอื่นก็มีหัวใจเหมือนเรา ยายสอนง่ายๆ   ยายเป็นคนที่โกรธใครไม่เป็น  มีหลักฐานพยานบุคคลยืนยัน  ชั่วชีวิตของยาย อย่าว่าแต่พูดไม่ดีกับคนอื่น หรือทะเลาะกับใครเลย แม้แต่จะนินทาว่าร้ายใคร ยายก็ไม่เคยทำ  ยายบอกลูกหลานเสมอว่า ใครเขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา เราทำตัวของเราให้ดีเป็นพอ

ผมเขียนเอนทรี่นี้ ด้วยหวังว่า น่าจะเป็นการเผยแพร่ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ทางหนึ่ง ส่วนผู้อ่านท่านใด จะนำไปปรับใช้ หรือเป็นกำลังใจกับชีวิต  หรือเห็นแสงสว่างในธรรมนำทาง  เกิดเป็นบุญกุศล ก็ขอให้ ถึง ยายใหม่ บุญรักษา ยายที่เป็นที่รักของผมด้วย

ชีวิตคนเรา เท่านี้จริงๆ สิ้นสุดที่เชิงตะกอน หรือเมรุ ทุกรายไป .. ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร  ยายเป็นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีชื่อเสียง เกียรติยศใดๆ แต่สิ่งที่ยายทำ ลูกๆ หลานๆ ล้วนจดจำ  งานศพของยายจัดอย่างเรียบง่าย มีพระสวดอภิธรรมทุกคืน วันประชุมเพลิงศพ ก็มีเฉพาะญาติสนิท หรือมิตรที่คุ้นเคยมาร่วมงาน

คนเรานั้น ที่นำทางไป มีเพียงธรรม เท่านั้นเอง ส่วนที่ติดตัวไปก็คือ กรรม ซึ่ง จะจำแนกออกเป็นกรรมดี กรรมชั่ว ก็แล้วแต่บุคคลๆนั้นกระทำเอง ดังคำของพุทธองค์ที่ตรัสว่า  คนอื่นทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้.

 

“ฉันสองคนผัวเมีย ยังสร้างบ้าน ทำสวนสู้น้าใหม่ คนเดียว ไม่ได้เลย  “  ยายหริ (เพื่อนของยายตั้งแต่เล็กจนถึงวันตายจากกัน)

“ถ้าสมัยก่อนมีรางวัลแม่ดีเด่น  แม่ต้องได้รางวัลแน่นอน “  ลูกเขยคนหนึ่งของยาย

“แม่เขาไม่เคยยืมเงินใครหรอก”   ลูกสาวคนโต

“ตาเคยตามเขาไปรับจ้างปลูกข้าวหลุม สมัยก่อนลำบากมาก”    น้องชายคนเล็กของยาย

“มีผักมีอะไร ก็หาบไปขายตลาด เดินไปทั้งนั้นแหละ”    น้องสะใภ้ของยาย

 

โดย ยามครับ

 

กลับไปที่ www.oknation.net