วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเดินทางหมายเลข 2 บันทึกเด็กชายภูเขา ตอน ไอ้หน้าลิงเพื่อนผู้ลาจากไป


เวลาที่ต้องปั่นจักรยานขึ้นสะพานข้ามคลอง โดยใช้จักรยานไม่มีเกียร์ และแบกน้ำหนักเด็กยี่สิบกิโลกว่าๆ ทำให้รู้ว่า เมื่อเห็นสะพานให้ตั้งหลักให้มั่น เร่งจังหวะการปั่นให้เร็วขึ้นก่อนจะถึงคอสะพาน อย่าหยุดเมื่อเกิดแรงเฉื่อย เมื่อถึงจุดกลางสะพานให้หายใจสูดอากาศลึกๆ เพราะนั้นหมายถึงสภาวะแห่งความเบาสบาย เพียงแค่จับคันบังคับให้มั่นคง พักเท้า และปล่อยให้รถจักรยานไหลลงจากที่สูงลงที่ต่ำ

 

                โชคดี ที่ข้าพเจ้ามีโอกาสเรียนรู้เรื่องนี้ วันละอย่างน้อย สามครั้ง เพราะการไปรับหรือส่งภูพานไปโรงเรียน ข้าพเจ้าต้องปั่นขึ้นสะพานถึงสามสะพาน ยังไม่รวมสะพานเนินเล็กๆ ที่ข้ามลำประโดงนับไม่ถ้วน  การเรียนรู้ที่จะพบเจออย่างเข้าใจทำให้ เต็มใจและไม่อิดออดย่อท้อ

 

                ในวันแรกของการทำการบ้าน ภูพานตั้งท่า ต่อรอง กว่าจะเขียนเสร็จแต่ละตัวทำเอาไม่อยากนั่งอยู่ใกล้ๆ ด้วยกลัวว่าอุณหภูมิความร้อนในใจจะพุ่ง ข้าพเจ้าท่องไว้ว่า ตั้งจิตให้มั่น แค่วันแรก เดี๋ยวจะผ่านไป

“ครูบอกว่ามือภู ไม่แข็ง เลยเขียนตัวเอน ไม่สวย” ภูบอกทำท่าทีไม่อยากเขียน

 

                “ไม่เป็นไร ค่อยๆทำ ฝึกบ่อยๆ ก็จะดีขึ้น คราวนี้ภูเห็นหรือยัง ตลอดหลายปีแม่ให้ภูฝึก แต่ภูงอแง ไม่ยอม พอไปโรงเรียนเลยเขียนลำบาก” ข้าพเจ้าพูดพยายามใช้น้ำเสียงปกติแต่แอบยิ้มในใจ (เห็นม่ะ เจอเองกับตัวถึงได้รู้) ภูพานพยักหน้า

 

                เช้าวันรุ่งขึ้นภูเอาการบ้านไปส่ง และกลับมาเล่าว่า ทุกคนส่งการบ้านหมด พอวันที่สองของการไปโรงเรียน ภูพานจึงไม่อิดออด บอกว่าขอทำการบ้านก่อนเลยนะ ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองว่าการทำเสร็จหมายถึงอิสรภาพ และการเรียนรู้ว่า เมื่อทำก็มีส่ง ที่สำคัญคือเพื่อนก็ทำส่งทุกคนเช่นกัน

 

“ของเพื่อนๆ เป็นไง ตัวอักษรสวยไหม” ข้าพเจ้าถาม อยากเสริมแรงให้เขามีกำลังใจในการเขียน 

 

“ก็ตัวเอนเหมือนภู มีพี่เฟิร์นคนเดียวที่เขียนสวย” (พี่เฟิร์น อายุ 8 ขวบเป็นผู้หญิงคนเดียวของชั้นเรียน)

 

แม้วันที่สองจะมีเสียงบ่นว่า ไม่อยากทำ ไม่ชอบการทำการบ้าน แต่เสียงบ่นเหมือนบ่นไปเช่นนั้นเอง ภูพานก็ก้มหน้าก้มตาทำอยู่ดี ข้าพเจ้าจึงบอกว่า “ไม่อยากฟังว่า ไม่อยากทำการบ้านแล้ว ฟังแล้วบรรยากาศเสียหมด ยังไงภูก็ทำไปส่งเพราะเพื่อนทำกันทุกคน ไม่บ่นดีกว่านะภู”

 

ภูจึงเปลี่ยนเรื่อง เล่าว่า “มีเพื่อนคนหนึ่งอยู่กับยาย สงสารยายเขานะ ต้องหาข้าว ซักผ้า แล้วก็สอนหนังสือด้วย” พูดไป ก้มหน้าเขียนไป “บางทียายเพื่อน อาจจะยังไม่แก่มาก อายุไม่มาก และยังมีแรงทำให้หลานมั่ง” บอกตามตรงบางเรื่องข้าพเจ้าก็ไม่รู้จะตอบอะไรลูกเหมือนกัน

 

ภูชอบเล่าเรื่องเพื่อนๆ เล่าทุกวันจนข้าพเจ้าจำชื่อเพื่อนได้หมดทั้งห้อง แถมยังรู้จักข้ามชั้นด้วยซ้ำ “แม่ ปีหน้าภูไม่ขอขึ้น ป.2 นะ”  ภูพานนั่งห้อยเท้าที่ระเบียงทำหน้าจริงจังมาก ในขณะที่ข้าพเจ้าตักน้ำจากคลองมารดน้ำผัก  “อ้าวทำไมล่ะ” ข้าพเจ้ารดน้ำ ไม่ใส่ใจ

 

“ภู ไม่อยากเจอ ไอ้หน้าลิง” ฉายาพี่ ป.2 ทำเอาต้องเงยหน้าขึ้นมาตั้งใจฟัง

 

“ภู ถ้าภูขึ้น ป.2 เขา...เออ...ไอ้หน้าลิง ก็ขึ้น ป.3 ไม่เจอกันหรอก เราเรียนกับใคร ก็จะเลื่อนไปพร้อมๆกัน” ภูพานพยักหน้า

 

“อ้อ แบบไปกันหมดห้อง ป.2 ก็เลื่อนไป ป.3”

 

“เขาไม่มีชื่อเหรอ ทำไมเรียกเขาแบบนั้น” ข้าพเจ้าถาม

 

“ก็ภู ไม่รู้ชื่อ แล้วใครๆ ก็เรียกแบบนั้น ภูไม่ชอบเขา เออ..แม่ ก็เขาหน้าลิงจริงๆ”

 

“พรุ่งนี้ก็ไป ถามชื่อ เขาอาจจะไม่ชอบให้เรียกแบบนั้นก็ได้นะ” ข้าพเจ้าพูดไปรดน้ำไป

 

                วันจันทร์หลังกลับจากโรงเรียน ภูพานเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆปนเสียดายว่า “แม่ พี่ ป.2 ที่ภูเรียกว่า ไอ้หน้าลิงจะย้ายโรงเรียนแล้วนะ” ข้าพเจ้า งง กับน้ำเสียงและสีหน้า ก็ไหนเคยเล่าว่าไม่ชอบ ไม่อยากเจอ ทำไมเสียดาย

 

“พ่อ กับ แม่เขาจะต้องไปทำงานที่อื่น เขาจะย้ายไปเรียนโรงเรียนวัดอื่น เลยไม่ได้เล่นกันเลย” ภูเล่าต่อ

 

“เสียดายจัง แล้วเขาจะย้ายไปวันไหน” ข้าพเจ้าพลอยเสียดายไปด้วย เด็กคนนี้น่าจะซ่าๆ จนภูปลื้ม

 

“เขาไปวันพรุ่งนี้” ข้าพเจ้าคิดว่าภูพานคงเสียดายจริงๆ เพราะภูเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ป้าหนูฟัง ด้วยน้ำเสียงเสียดายด้วยเช่นกัน

 

                ยังมีอีกเรื่องเล่าในเย็นวันจันทร์ ที่ข้าพเจ้าหัวเราะเสียงดัง “แม่ วันนี้เคารพธงชาติเสร็จ ยังไม่ต้องเข้าเรียนนะ ครูให้ฮูล่าฮูป ฮูล่าฮูป ทั้งโรงเรียนเลย”

 

“ทั้งโรงเรียนเลยเหรอ” ข้าพเจ้าทวนคำ

 

“ภูนะ โคตรอายอนุบาลเลย น้องเล่นเก่งมาก ภูได้สองทีหล่น” น้ำเสียงเน้นๆ ปนยิ้ม “โคตรอายอนุบาลจริงๆ”

 

ข้าพเจ้าหัวเราะ แบบหยุดไม่ได้ ขำจริงๆ “โคตรอายเลยเหรอ ค่อยๆฝึกนะ (หัวเราะไปด้วย) เพื่อนภูล่ะ”

 

“ก็อายแบบภูล่ะ หล่นมากกว่าภูอีก” เล่าไป ขำตัวเองไป

 

                หลายครั้งที่ข้าพเจ้า แอบได้ยินภูพานฮัมเพลง น่าจะเป็นเพลงที่โรงเรียนสอน เช่น “สวัสดี สวัสดี วันนี้เรามาพบกัน.....” และอีกหลายๆ เพลง เสียงเพลงที่ฮัม คงเป็นเสียงที่มาจากข้างใน เมื่อบรรยากาศที่โรงเรียนเอื้อให้จดจำ เวลาเล่นเพลินๆ เผลอๆ ก็ร้องเพลงที่จำได้ การเดินทางหมายเลข 2 การเริ่มต้นประถมศึกษา ผ่านไป 1 สัปดาห์ แม้จะได้ยินคำบ่นๆบ้าง แต่ เมื่อเปรียบเทียบเรื่องเล่าของความสนุก ชั่ง ตวง วัด ดู การเรียนรู้ในรั้วที่ไม่มีรั้วของโรงเรียน น่าจะทำให้เราได้อุ่นใจ

 

                วันนี้ ข้าพเจ้าเตรียมน้ำใส่น้ำแข็งกระบอกใหญ่ ไว้หน้าตะกร้าจักรยาน เมื่อปั่นครบ สามสะพาน จอดรอรับลูกชาย จะได้หยิบน้ำเย็นดื่มให้ชื่นใจ

 

 

โดย ภูพานลานดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net