วันที่ พุธ ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใครที่ออกมาคัดค้านภาษีมรดก ดูจะเป็นคนใจจืดใจดำและเห็นแก่ตัวเกินไปหน่อย


หมายเหตุ: เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมออกมาคัดค้านการเก็บภาษีมรดก โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุนน้อยลง เพราะถ้าสะสมทรัพย์สินมากก็จะเสียภาษีมรดกมาก ผมขอคัดค้านว่าไม่เป็นความจริง เพราะการเก็บภาษีมรดกจะเป็นแรงจูงใจให้เจ้าของมรดกทำงานหรือขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมเงินไว้ให้ทายาทเสียภาษีมรดก ทั้งยังเป็นเหตุจูงใจให้ผู้รับมรดกมีความรู้สึกว่าต้องพึ่งตนเองในการทำงานหรือลงทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่มุ่งมรดกอย่างเดียว พวกเขาเสนอให้รัฐเก็บภาษีอื่นๆ แทน เช่น VAT นั่นยิ่งจะทำให้้คนยากจนที่ฐานะไม่เท่ากัน แบกรับภาษีให้แก่คนรวยมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ ทำไมต้องเอาเปรียบคนยากจนตลอดไป เมื่อตอนที่รัฐบาลอเมริกาเสนอยกเลิกเก็บภาษีมรดก รู้ไหมว่านักธุรกิจชั้นนำของโลกอย่างบิลล์ เกตต์, วอเรน บัฟเฟต์ หรือแม่แต่จอร์จ โซรอส ยังออกมาคัดค้านการยกเลิก เพราะเขาเห็นว่าเขาเอากำไรมาจากผู้อื่น จากผลงานแรงงานของคนทั้งประเทศที่อุ้มชูให้เขาร่ำรวยขึ้น และเขาพร้อมคืนให้สังคมผ่านระบบภาษีมรดก ซึ่งเป็นการจ่ายคืนกำไรส่วนเกินที่ปลายทางให้แก่สังคมต่อไป, สำหรับประเทศไทยที่ไม่เคยเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้ามายาวนาน จนใครหลายคนรวยล้นฟ้า แต่กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา ชนชั้นล่างของสังคมมีแต่หนี้สิน ใครที่ออกมาคัดค้านการเก็บภาษีมรดก ดูออกจะเป็นคนใจจืดใจดำและเห็นแก่ตัวกันมากเกินไปหน่อยแล้วกระมัง.

มาทำความรู้จักกับ “ภาษีมรดก” กันเถอะ

   สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมนำเสนอเรื่อง “ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า มันถึงเวลาแล้ว” ภายหลังมีกระแสว่ารัฐบาลจะจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องมีการจัดเก็บภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สิน แต่จะต้องเป็นอัตราก้าวหน้าเท่านั้น

    เนื่องจากภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า คือโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมที่สุดที่เรียกเก็บแบบขั้นบันได ที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ด้วยรัฐสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของสังคมที่ดี เนื่องจากประเทศไทยเกิดปัญหาการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำมหาศาลมาอย่างยาวนานแล้ว ขณะที่ชนชั้นนำในสังคมไทยผูกขาดความร่ำรวยมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความขัดแย้งที่มีรากฐานสำคัญมาจากปัญหาดังกล่าว ตามที่นำเสนอไปในสัปดาห์ก่อน

    ในสัปดาห์นี้ ผมจึงขอเรียบเรียงข้อมูลเรื่องภาษีมรดกมานำเสนออย่างละเอียดเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นความเข้าใจเบื้องต้น แม้ว่าจะมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ศึกษาเรื่องนี้มามากมาย แต่เข้าใจว่าสังคมไทยยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องดังกล่าวมากนัก เพราะละเลยการเก็บภาษีมรดกมาอย่างยาวนาน

    ภาษีมรดกโดยทั่วไปในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Death Taxes เป็นภาษีส่วนบุคคลที่เก็บจากทรัพย์สิน (Personal tax on property) หรือเป็นการเก็บจากบุคคลที่ได้รับมรดกหรือทายาท โดยคิดคำนวณจากกองทรัพย์มรดกทั้งหมด หรือส่วนแบ่งทั้งหมดของกองมรดกที่ตกทอดจากผู้ตายไปยังผู้รับมรดกหรือทายาท

    ภาษีมรดกที่จัดเก็บอยู่ในประเทศต่างๆ จำแนกเป็น 2 แบบ แบบที่ 1 คือ ภาษีมรดก (Estate Tax) หมายถึง ภาษีที่เก็บจากกองมรดกของผู้ตาย โดยเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายจะถูกเรียกเก็บภาษีก่อน ที่เหลือจากการเก็บภาษีจึงจะตกเป็นของทายาทผู้ตาย ภาษีจะเก็บมูลค่าทั้งหมดของผู้ตาย โดยไม่คำนึงถึงจำนวนทายาทผู้รับมรดกและความสัมพันธ์ระหว่างทายาท ผู้รับมรดกกับผู้ตาย ถ้าผู้ตายไม่มีมรดกก็ไม่ต้องเสียภาษี  

    แบบที่ 2 คือ ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) หมายถึง ภาษีที่เก็บจากทายาทของผู้รับแต่ละคน โดยทายาทผู้รับต้องเสียภาษีตามจำนวนหรือมูลค่าของทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ ทั้งนี้ อัตราภาษีขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างทายาทผู้รับมรดกกับผู้ตาย ทายาทที่เป็นญาติสนิทของผู้ตายจะเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าทายาทที่เป็นญาติห่างออกไป และเป็นภาษีเท่ากันในอัตราก้าวหน้าตามจำนวนมูลค่าทรัพย์มรดกที่ทายาทแต่ละคนได้รับ โดยมิได้ขึ้นอยู่กับขนาดหรือมูลค่าของกองมรดกแต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม ภาษีมรดกนี้มักจะเก็บควบคู่กับภาษีการให้ (Gift Tax) โดยระบบภาษีทั้ง 2 แบบนี้มักเป็นของคู่กัน การออกกฎหมายภาษีมรดกแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ออกกฎหมายภาษีการให้ประกอบด้วย หรือการออกกฎหมายภาษีการให้แต่อย่างเดียว โดยไม่ออกกฎหมายภาษีมรดกด้วย น่าจะเป็นการออกกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก เพราะภาษีที่ออกบังคับเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นอาจจะไม่สามารถบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผู้เสียภาษีย่อมจะหลีกเลี่ยงได้ง่าย โดยการแบ่งทรัพย์มรดกให้กับทายาทก่อนที่ตนเองจะเสียชีวิต เช่นเดียวกัน หากมีภาษีการให้เพียงอย่างเดียว ผู้เสียภาษีก็อาจหลีกเลี่ยงได้โดยรอไว้จนเสียชีวิตจึงมอบให้เพื่อเป็นมรดก

    ภาษีการให้นั้น นอกจากจะมีวัตถุประสงค์สำคัญในการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีมรดกแล้ว ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้ด้วย การป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้โดยการจัดเก็บภาษีการให้จะเป็นการป้องกันการโอนทรัพย์สินไปให้กับบุคคลในครอบครัวเดียวกัน หรือบุคคลที่เป็นเครือญาติกันเพื่อกระจายรายได้จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราสูงนั่นเอง

    ภาษีการให้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาษีการให้ที่เก็บจากผู้ให้ (Donor's Tax) และภาษีการให้ที่เก็บจากผู้รับ (Doneer's Tax) ภาษีการให้ที่เก็บจากผู้ให้มักใช้ควบคู่กับภาษีการให้ที่เก็บจากผู้รับ (Donee's Tax) ภาษีการให้ที่เก็บจากผู้ให้มักใช้ควบคู่กับภาษีกองมรดก ส่วนภาษีการให้ที่เก็บจากผู้รับมักใช้ควบคู่กับภาษีการรับมรดก ซึ่งส่วนมากประเทศต่างๆ จะกำหนดอัตราภาษีกองมรดกเป็นแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate)

    ผลดีของการจัดเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า ก็คือช่วยให้ประชาชนในสังคมมีโอกาสทางเศรษฐกิจเสมอภาคมากขึ้น และลดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง โดยกระจายทรัพย์สินให้แก่ญาติพี่น้องหรือสาธารณกุศล ซึ่งเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจนนั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นเหตุจูงใจให้เจ้าของมรดกทำงานหรือขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมเงินไว้ให้ทายาทเสียภาษีมรดก ทั้งยังเป็นเหตุจูงใจให้ผู้รับมรดกมีความรู้สึกว่าต้องพึ่งตนเองในการทำงานหรือลงทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่มุ่งมรดกอย่างเดียว เนื่องจากต้องเสียภาษีมรดกด้วยนั่นเอง

    ทั้งนี้ ภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าเป็นระบบภาษีทางตรง ผู้เสียภาษีจะผลักภาษีไม่ได้ จึงทำให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน และยังมีข้อยกเว้นอีกว่า สำหรับทรัพย์สินบางประเภทอาจไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นกองมรดกก็ได้อีกด้วย เช่น ทรัพย์สินที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้เพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดิน หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นต้น

    ในสัปดาห์หน้า ผมจะลองนำเสนอข้อมูลภาษีมรดกในต่างประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกจัดเก็บภาษีมรดกในรูปแบบต่างๆ กันมากมาย โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี อิตาลี หรือในกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปเกือบทั้งหมด แม้กระทั่งประเทศทุนนิยมเสรีอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ อินเดีย และนิวซีแลนด์ ก็เช่นเดียวกัน

    ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกาอย่าง บราซิล ชิลี โคลอมเบีย โดมินิกัน เอกวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโก โปโตริโก และเวเนซุเอลา ก็เก็บกันหมด เพราะกลัวความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยังไม่ต้องนับรวมถึงหลายประเทศในทวีปแอฟริกา 

    ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า คือโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมที่สุด แล้วทำไมประเทศไทยจึงยังไม่กล้าเก็บ?

ประสบการณ์การเก็บภาษีมรดกในต่างประเทศ

    ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ทั่วโลก จดเก็บภาษีมรดกในรูปแบบต่างๆ กันมากมาย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี หรืออิตาลี แม้กระทั่งประเทศทุนนิยมเสรีเต็มที่อย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ อินเดีย ก็เช่นเดียวกัน

    ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกาอย่าง บราซิล ชิลี โคลอมเบีย โดมินิกัน เอกวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโก โปโตริโก และเวเนซุเอลา ก็เก็บภาษีมรดกกันทั้งหมด เพราะกลัวความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยังไม่นับรวมถึงหลายประเทศในทวีปแอฟริกา เชื่อหรือไม่ว่า แคเมอรูน คองโก โมร็อกโก โมซัมบิก เซเนกัล แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย ต่างก็เก็บภาษีมรดกเหมือนกัน

    สำหรับรูปแบบการจัดเก็บภาษีมรดกของประเทศต่างๆ นั้น จำแนกเป็น (1) การจัดเก็บในรูปภาษีกองมรดก (Estate Tax) และภาษีการให้ที่เก็บจากผู้ให้ (Donor’s Tax) (2) การจัดเก็บในรูปภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) และภาษีการให้ที่เก็บจากผู้รับ (Doneer’s Tax) ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ใช้รูปแบบนี้มากที่สุด และ (3) การจัดเก็บภาษีมรดกในรูปแบบเดียว เช่น ภาษีการให้ (Gift Tax) หรือภาษีกองมรดก (Estate Tax)

    ในประเทศทุนนิยมเสรีพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกานั้น ระบบการเก็บภาษีมรดกอาจจำแนกออกเป็น 3 ระดับ คือ (1) ระดับรัฐบาลกลาง จัดเก็บภาษีกองมรดก โดยเก็บจากทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่เป็นของกองมรดก (2) ระดับรัฐบาลมลรัฐ จัดเก็บภาษีกองมรดก เก็บคล้ายคลึงกันทุกรัฐ ส่วนมากเก็บจากทรัพย์สินของผู้ตาย และ (3) ระดับท้องถิ่น จัดเก็บภาษีการรับมรดก เก็บแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละรัฐ

    สหรัฐอเมริกาเคยจัดเก็บภาษีกองมรดกสูงสุดด้วยอัตรา 77% กว่า 35 ปี แต่ปัจจุบันอัตราภาษีกองมรดกที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลางมีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 40% โดยยกเว้นภาษีให้กองมรดกที่มีมูลค่าน้อยกว่า 150 ล้านบาท หรือประมาณ 5.34 ล้านเหรียญฯ แรก

    แม้กระทั่งในประเทศเจ้าอาณานิคมใหญ่อย่างอังกฤษ ก็จัดเก็บภาษีกองมรดกจากทรัพย์ที่ตกทอดมาเนื่องจากเจ้าของทรัพย์ถึงแก่ความตาย วิธีการเก็บเรียกเก็บแบบอัตราภาษีก้าวหน้าตามมูลค่าของทรัพย์สินนั้น ในอดีตเคยมีการเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 1% ถึง 80% ของมรดกที่ต้องเสียภาษีกันเลยทีเดียว โดยเก็บจากทรัพย์สินทั้งหมดภายในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ และไม่คำนึงว่าผู้ใดจะเป็นผู้รับด้วย รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่นอกประเทศอังกฤษ แต่ทรัพย์สินนั้นตกทอดมายังผู้รับซึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษด้วยเช่นกัน

    แต่ภาษีดังกล่าวก็สามารถลดหย่อนได้ในบางกรณี หลังจากจ่ายหนี้สินต่างๆ แล้ว เช่น ทรัพย์สินในทางเกษตรกรรม มรดกที่มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และทางศิลปะของชาติ เป็นต้น

    ในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทางตะวันออกอย่างญี่ปุ่นก็เหมือนกัน ประเทศเขาเริ่มจัดเก็บภาษีมรดกมาตั้งแต่ปี 2485 แล้ว แต่ไม่หยุดเก็บเหมือนประเทศไทยเพื่อเอาใจคนร่ำรวยที่มีอำนาจทางการเมืองในการออกกฎหมายต่างๆ เอื้อแก่ตนเอง เขาจัดเก็บภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) ตามฐานภาษี คือราคาตลาดของทรัพย์สินมรดก รวมทั้งทรัพย์สินที่ได้รับภายใน 3 ปี ก่อนเจ้ามรดกตาย โดยนำมาหักค่าใช้จ่าย ได้แก่ หนี้สิน ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ และค่าลดหย่อนตามกำหนด ส่วนทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษีมรดก คือทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับศาสนา การกุศล วิทยาศาสตร์ หรือกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยญี่ปุ่นเคยมีอัตราภาษีเป็นอัตราก้าวหน้าตามมูลค่ามรดกที่ได้รับอัตราตั้งแต่ 10% ถึง 70% เลยทีเดียว

    ปัจจุบันได้ข่าวว่าญี่ปุ่นมีอัตราภาษีกองมรดกสูงสุดอยู่ที่ 50% และจะปรับขึ้นเป็น 55% ในต้นปีหน้า แต่พลเมืองของเขาก็ยินยอมจ่ายเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของชาติบ้านเมือง จนประเทศก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง คุณภาพสังคม ความปลอดภัยในทรัพย์สิน และน้ำใจไมตรีในสังคมของเขา ต้องยอมรับว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินหน้าเกินตาประเทศไทยจริงๆ

    ในสหภาพยุโรปเก็บภาษีมรดกในอัตราที่สูงมากในประเทศรัฐสวัสดิการแถบสแกนดิเนเวีย แต่ในประเทศกลางๆ อย่างฝรั่งเศส แม้เก็บในอัตราที่ต่ำกว่า แต่ก็เคยสูงถึง 60% เลยทีเดียว หากผู้รับเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่สมรส บุพการี บุตร หรือญาติพี่น้อง โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดกับผู้ตาย เช่น ถ้าเป็นคู่สมรส บุพการี บุตร จะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า 5 ถึง 40% ถ้าเป็นพี่น้องเสียภาษีในอัตรา 35% และอัตรา 45% ตามขั้นของมูลค่าทรัพย์มรดก ถ้าผู้รับเป็นญาติสนิทจะเสียภาษีในอัตรา 55% เป็นต้น

    โดยจัดเก็บภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) จากผู้รับมรดกซึ่งได้รับมรดกจากผู้ตาย โดยนำทรัพย์สินมรดกหักด้วยหนี้สิน หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งลดหย่อนสำหรับคู่สมรส บุตร บุพการี และผู้อื่น ยกเว้นภาษีแก่ทรัพย์สินที่เป็นเงินบำนาญ เงินบริจาคให้ราชการ องค์การปกครองท้องถิ่น สถาบันการศึกษา เงินค่าสินไหมทดแทนจากสัญญาประกันชีวิต ทรัพย์สินท้องถิ่นที่ให้เช่าระยะยาว และส่วนแบ่งที่ดินเพื่อการเกษตร เป็นต้น

    แม้แต่ในประเทศแนวหน้าทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนของเรา สิงคโปร์ก็เคยมีการจัดเก็บภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) โดยผู้เสียภาษี ได้แก่ ผู้รับมรดกที่อาศัยในสิงคโปร์ หรืออาศัยอยู่ในต่างประเทศ แต่รับมรดกที่อยู่สิงคโปร์ โดยมีฐานภาษี ได้แก่ ราคาตลาดของทรัพย์สินไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ กรณีผู้ตายอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ แต่ถ้าอยู่ต่างประเทศจะเป็นเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในสิงคโปร์เท่านั้น โดยมีอัตราภาษี อัตราเริ่มต้นตั้งแต่ 5% สำหรับทรัพย์สินที่เป็นฐานภาษีที่ไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ซึ่งถ้าเกินกว่านี้จะเป็นอัตรา 10% เป็นต้น แต่ได้ยกเลิกในเวลาต่อมาไม่นานที่ผ่านมา

    ปัจจุบันอัตราการเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ขึ้น-ลงไปตามกระแสเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาล เอาแน่เอานอนไม่ได้กับตัวเลขตายตัว แต่ที่แน่ๆ ภาษีดังกล่าวมีไว้เพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเก็บภาษีทางตรงอัตราก้าวหน้าแบบนี้ คนจนจะไม่เดือดร้อน ตามหลักความสามารถในการจ่าย และจริงๆ แล้ว คนรวยก็ไม่เดือดร้อนเช่นกัน เพราะแค่ได้รับมรดกน้อยลงเท่านั้นเอง

    อาจจะกล่าวได้ว่า ภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า คือรายได้ส่วนเกินของคนร่ำรวยที่คืนให้สู่สังคมภายหลังจากการสะสมทรัพย์สินมาตลอดชีวิต อย่าลืมว่าพวกเขาร่ำรวยขึ้นมาได้ ก็ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากสุญญากาศ แต่มาจากทรัพยากรสาธารณะด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ระบบการศึกษา ทักษะแรงงานที่รัฐคอยอุ้มชู ฯลฯ

    สำหรับประเทศไทยที่ไม่เคยเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้ามายาวนาน จนใครหลายคนรวยล้นฟ้า แต่กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา ชนชั้นล่างของสังคมมีแต่หนี้สิน ใครที่ออกมาคัดค้านการเก็บภาษีมรดก ดูออกจะเป็นคนใจจืดใจดำและเห็นแก่ตัวกันมากเกินไปหน่อยแล้วกระมัง.

(คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5, 12 ตุลาคม 2557)

 

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net