วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไม โสมนัส จึงเป็นเสี้ยนในมุทิตา


เวลาที่เราพบหรือรู้ว่าใครสักคนทำสิ่งดีๆขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเองหรือเพื่อผู้อื่น หรือ ได้รับผลจากการกระทำที่ดีที่เขาได้ทำลงไปแล้ว เรามักมีใจพลอยยินดีตาม บางคราว เราถึงกับเปล่งคำ “อนุโมทนา” หรือ “ยินดีด้วยนะ” ออกมาให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกพลอยยินดีด้วยนั้น

การอนุโมทนานั้นเป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะทำให้ผู้ทำกรรมอันงามนั้น มั่นใจ มั่นคงในการกระทำ และการอนุโมทนาอย่างบริสุทธิ์ใจก็ทำให้เราค่อยๆไกลจากอรติ หรือ การริษยา การไม่ใยดี

จิตที่คิดอนุโมทนาก็คือ มุทิตา องค์ธรรมหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ อันทำให้เราปฏิบัติต่อมนุษย์ สัตว์ ทั้งปวงโดยชอบนั่นเอง

แม้มุทิตาจะเป็นธรรมที่ดี แต่เราก็ควรทราบถึงข้าศึก หรือ ธรรมอันเป็นศัตรูคู่ปรับ ที่ทำให้มุทิตานั้นเสียไป ไม่นำไปสู่ความเป็นชีวิตประเสริฐตามวัตถุประสงค์ของพรหมวิหาร ซึ่ง ข้าศึกใกล้ของมุทิตา คือ โสมนัส  ส่วน ข้าศึกไกลก็คือ อรติ ดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว (ข้าศึกใกล้ บางทีก็เรียกว่า "เสี้ยน" ค่ะ)

หากเราเห็นใครสักคนวุ่นวายใจเพราะอกุศลวิตก จนเราพลอยไม่สบายใจตามไปด้วย ต่อมา ได้เห็นเขาพิจารณาหาเหตุผลจนละจากอกุศลวิตกได้ เราก็พลอยยินดีตามที่เขาพ้นจากความทุกข์ใจ ที่เราพลอยยินดีตามเขาเพราะอะไร ควรนำมาพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยค่ะ เพราะอาจนำไปสู่ได้ทั้งความยึดมั่นและความว่างจากการยึดมั่น

เพราะ

หากเราพลอยยินดีตามที่เขารักษาความสงบของจิตเอาไว้ได้ ก็เพื่อที่เราจะได้เสพเวทนา เสพสิ่งดีๆจากเขา เช่น พลอยยินดีที่เขาพบความสงบในใจเพื่อที่เขาจะได้มีจิตใจเบิกบาน พูดจากับเราด้วยความแจ่มใส จนทำให้

 “ตา” เราได้เห็นภาพของอากัปกิริยาที่น่าชื่นใจ

 “หู” เราได้ยินเสียงที่สดใส สบายหู เนื่องมาจากการที่เขาไม่หงุดหงิดจนความอดทนลดต่ำลง กระทั่งอาจจะก้าวล่วงออกมาทางวาจาได้หากมีอะไรมากระทบใจ

“ใจ” เราอาจยินดีตามเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นที่น่ายินดีตามมาอีก เช่น ผู้บริหารที่ยินดีที่พนักงานไม่มีเรื่องกวนใจ เพื่อจะได้สร้างผลงานได้ถึงเป้าหมายของบริษัท

ฯลฯ

หากเรามีมุทิตาด้วยเหตุเหล่านี้ ก็คือมีมุทิตาด้วยพอใจในการเสพโสมนัสที่เกิดเพราะมีเขาเป็นปัจจัย โลภอยากได้สิ่งดีๆสำหรับตนหรือเกี่ยวเนื่องกับตน

เมื่อมีการเสพ ก็มีตัวตนผู้เสพ มีผู้ที่เป็นเหตุให้ตนได้เสพ ซึ่งนอกจากจะจึงยิ่งเพิ่มพูนการยึดมั่นในความเห็นว่า “เป็นตน”, ความเห็นว่า“ เป็นของตน” แล้ว ยังทำให้เกิดฉันทาคติ อันทำให้ไม่สามารถมองสภาวะต่างๆด้วยใจที่เป็นกลาง เป็นอุเบกขาได้

แต่

หากเราพลอยยินดีกับเขา ที่เขามีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ, มีความเห็นตรงสภาวะว่าธรรมทั้งหลายเป็นสภาพเกิดดับ, เพราะเขามีการฝึกตนจนมีสติ ไม่ลืมหลง จึงระลึกรู้ได้ว่าอกุศลวิตกจรเข้ามา, เพราะไม่ยอมให้อกุศลธรรมครอบงำจิตเขาจึงพิจารณาหาเหตุผลจนอกุศลธรรมไม่สามารถตั้งอยู่ในใจได้, เพราะการพิจารณาที่น้อมลงสู่ความว่างของเขา เขาจึงสงบอยู่ได้กลางภาวะที่ไม่น่ารื่นรมย์ ฯลฯ

และเพราะการที่เขา "มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ จนทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน มีตนเป็นเกาะ" เราจึงเห็นเขาสงบอยู่ได้ จึงทำให้เรายิ่งมั่นใจว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นอกาลิโก หากมีผู้นำมาปฏิบัติเมื่อใด จิตก็ได้รับผลเมื่อนั้น ความว่างที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นการนำออกจากทุกข์ได้จริง ความดับของทุกข์ที่เกิดจากการพิจารณาความว่างนั้น เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงเพราะอย่างน้อยก็มีผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติแล้วเกิดผลสำเร็จจนเรามองเห็นได้ เราก็จะยิ่งเพิ่มพูนการเห็นคุณค่าของการพิจารณาเพื่อน้อมลงสู่ความว่าง และหมั่นพิจารณาน้อมลงสู่ความว่างตามไปด้วย

การที่จะว่างจากการยึดมั่นได้ ไม่ใช่การบอกใจว่าอย่ายึดมั่น ไม่ใช่การตักเตือนตนแต่เพียงว่าธรรมทั้งปวงยึดมั่นไม่ได้เพราะความที่เป็นอนัตตา แต่ต้องมาจากการพิจารณา การตามเห็น ทั้งสภาวะที่เกิดจากตัวเราและผู้อื่นค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจกลายเป็นนัตถิกทิฏฐิไปได้

“ การพิจารณาเห็นสังขารเป็นอนัตตา เว้นโยนิโสมนสิการ อาจกลายเป็นนัตถิกทิฏฐิไปก็ได้ ฉะนั้น พึงปรารถนาโยนิโสมนสิการกำกับ จะได้กำหนดรู้สัจจะทั้ง ๒ คือ :-

๑ สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น สังขารผู้ให้เกิด ชายสมมติว่าเป็นบิดา หญิงสมมติว่าเป็นมารดา เป็นต้น

๒ปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถ์ คืออรรถอันลึก เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น กระจายให้ละเอียดออกไปได้อีกเพียงใด ยิ่งลึกเพียงนั้น ย่อมเป็นจริงโดยปรมัตถ์”

พระมหาเฉลียว เฉโก อุปกรณ์ธรรมวิจารณ์  โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย หน้า ๘ - ๙

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net