วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จุดเสี่ยง "อีโบลา" ...ไทยพร้อมรับมือ?


 


โบลาแค่ 1 ตัว ทำให้ติดโรคทันที นั่นคือมหันตภัยไวรัสตัวนี้

 


      4 ตุลาคม 2557 "เทเรซา โรเมโร" ผู้ช่วยพยาบาลชาวสเปนวัย 44 ปี ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยรายแรกติดเชื้ออีโบลานอกทวีปแอฟริกา จากการดูแลบาทหลวงมานูเอล ผู้ติดเชื้ออีโบลาจากประเทศเซียร์ราลีโอน แล้วถูกมารักษาตัวใน รพ.คาร์ลอส กรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน ผ่านไปเพียง 1 อาทิตย์ วันที่ 12 ตุลาคม "นีนา แฟม" พยาบาลวัย 26 ปีของ รพ.เท็กซัส เฮลท์ เพรสไบธีเรียน เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส กลายเป็นผู้ติดเชื้ออีโบลารายที่ 2 ของโลก แต่เป็นรายแรกในสหรัฐ โดยติดเชื้อจากการดูแล "โทมัส เอริก ดันแคน" ผู้ป่วยอีโบลาจากไนจีเรีย ส่วนรายที่ 3 ยืนยันผลตรวจเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เป็นเพื่อนร่วมงานของ นีนา ที่ชื่อ "อัมเบอร์ วินสัน" วัย 29 ปี ทั้งนี้ผู้ป่วยทั้ง 2 เสียชีวิตไปแล้ว แต่พยาบาล 3 คนนี้ยังลุ้นว่าผลการรักษาจะเป็นเช่นไร...

 

 


กรณีข้างต้นทำให้เกิดการสั่นสะเทือนวงการแพทย์ครั้งใหญ่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าทีมแพทย์พยาบาลที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ติดเชื้ออีโบลานั้นจะต้องป้องกันตัวในระดับสูงสุด แต่ทำไมยังติดเชื้อได้ ?

 


"เทเรซา โรเมโร" ให้ข้อมูลว่า อาจเกิดขึ้นระหว่างที่เธอถอดชุดออก แล้วเผลอเอามือไปสัมผัสใบหน้า ซึ่งเป็นเวลาเพียงเสี้ยวไม่กี่วินาทีเท่านั้น ส่วนกรณีของ "นีนา" นั้น คาดว่าอาจติดเชื้ออีโบลาจากผู้ป่วยในช่วงกระบวนการกรองของเสียออกจากเลือด หรือระหว่างใส่ท่อช่วยหายใจ

 


หนึ่งในทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไวรัสอีโบลาของไทย วิเคราะห์ให้ฟังว่า กรณีนี้สอดคล้องกับงานวิจัยทางไวรัสวิทยาที่ระบุว่า เชื้อไวรัสอีโบลาเพียงแค่ 1 ตัวอาจทำให้ผู้สัมผัสติดโรคได้ทันที นั่นคือความน่ากลัวของมหันตภัยไวรัสตัวนี้ หากเปรียบเทียบกับโรคอื่นๆ ส่วนใหญ่ต้องใช้ปริมาณมากถึงหลักร้อยตัวขึ้นไปเช่น "ไวรัสหวัดใหญ่" ใช้มากถึง 100-1,000 ตัวขึ้นไป หรือ "เชื้อวัณโรค" อาจต้องใช้ระดับ 1 ล้านตัวขึ้นไป


"เรื่องนี้เป็นบทเรียนให้โรงพยาบาลหรือทีมผู้ดูแลผู้ป่วยอีโบลาต้องเตรียมแผนป้องกันรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องชุดป้องกัน เช่น ถุงมือ หมวก หน้ากาก ฯลฯ ที่ผ่านมาการสวมใส่ระหว่างทำงาน หรือถอดออกนั้น ต้องรู้ขั้นตอนที่เป็นช่องโหว่หรือจุดเสี่ยงอะไรบ้าง ประเทศไทยกำลังสั่งซื้ออุปกรณ์เหล่านี้เข้ามาให้บุคลากรแพทย์ การสั่งซื้อมาอย่างเดียวไม่พอต้องเอาทีมงานมาฝึกใส่ฝึกถอดจนชำนาญด้วย เพราะถ้าไวรัสอีโบลาระบาดมาถึงเมืองไทยจริง ๆ พวกเขาคือกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดกับเชื้ออีโบลาโดยตรง" ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวแนะนำ

 


นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ว่า จุดเสี่ยงของผู้ติดเชื้อจากผู้ป่วยนั้น ส่วนใหญ่จะพบที่ขั้นตอนการถอดชุดป้องกันโรค ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งกำชับให้เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลของรัฐและเอกชน ทำตามแผนป้องกันการติดเชื้อที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดตั้งแต่จุดรับผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ตลอดจนถึงผู้ดูแลห้องเก็บศพ


ส่วนเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลใจว่า ชุดหรืออุปกรณ์ในการป้องกันสำหรับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลจะไม่ได้มาตรฐานหรือไม่เพียงพอนั้น "นพ.โสภณ เมฆธน" อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ตอนนี้อนุมัติงบประมาณรับมือไวรัสอีโบลาเบื้องต้นแล้ว 99 ล้านบาท เพื่อจัดแบ่งให้หน่วยงานต่างๆ เช่น ค่าตอบแทนเสี่ยงภัย วัสดุที่ใช้ในห้องแล็บ ปรับปรุงห้องตรวจโรคด่านสุวรรณภูมิ ฯลฯ แต่ที่เร่งด่วนคืออุปกรณ์ป้องกันสำหรับเจ้าหน้าที่ ซึ่งกรมควบคุมโรคจัดซื้อเรียบร้อยแล้วในงบประมาณ 12 ล้านบาท ได้มาทั้งหมด 3 หมื่นชุด สำหรับสถานพยาบาลทั่วประเทศ

 

 

 


"ไม่ได้แค่สั่งซื้ออย่างเดียว จะมีส่วนที่ต้องซ้อมด้วยว่า ใส่อย่างไร ถอดอย่างไร เอาทิ้งอย่างไร ทุกขั้นตอนจะมีคู่มือให้ทำตามอย่างเคร่งครัด" นพ.โสภณ กล่าวยืนยัน

 


ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศพื้นที่ระบาดของโรคติดเชื้ออีโบลาเพิ่มเป็น 3 ประเทศ และ 2 เมือง จากเดิมที่ผ่านมามีเพียง "ไลบีเรีย" "เซียร์ราลีโอน" "กินี" และ "เมืองลากอส" ประเทศไนจีเรีย โดยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ได้ประกาศเพิ่ม 1 เมืองได้แก่ "เมืองเอกาเตอร์" (Equateur) สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพื่อให้ด่านควบคุมโรคเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เหล่านี้ในทุกช่องทางทั้งทางบก ทางอากาศ และทางเรือ สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้ออีโบลาวันที่ 15 ตุลาคม 2557 รวมทั้งสิ้น 8,914 ราย เสียชีวิต 4,447 ราย

 

 


ปัจจุบันมีอย่างน้อย 6 ประเทศ ที่รับผู้ป่วยอีโบลา 17 รายจากแอฟริกาตะวันตกไปรักษาตัว ได้แก่ อเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และนอร์เวย์ ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครหรือแพทย์พยาบาลที่ติดเชื้อระหว่างดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 4 ราย กำลังรักษา 7 ราย และอยู่ช่วงพักฟื้น 6 ราย


"มาร์กาเร็ต ชาน" ผอ.องค์การอนามัยโลกยอมรับว่า มหันตภัยอีโบลาถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่เลวร้ายสุดในยุคนี้ คงต้องเฝ้าดูว่าสุดท้ายมันจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คมชัดลึก 17/10/2557


//////////

 

 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net