วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พิพิธภัณฑ์แบบนี้ก็มีด้วย ... เห็นแล้ว ขนหัวลุก !!!


เมื่อสัปดาห์ที่แล้วช่วงปิดเทอม หลานสาวผมสองคน

จากสุพรรณบุรี มาพักอยู่กับครอบครัวผมที่กรุงเทพ

หลานคนโตเรียนอยู่ชั้น ม.2 

บอกว่าอยากไปเที่ยว "พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช"

พอได้ยินปุ๊บ ผมนึกถึงศพ "ซีอุย" ขึ้นมาทันที

แล้วถามว่าทำไมถึงอยากไปเที่ยวที่นี่

หลานตอบว่าอยากเรียนหมอ โตขึ้นอยากเป็นหมอ

และเคยเห็นเรื่องเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทางยูทุบ

เลยอยากไปเห็นของจริง

ผมกับลูกชายก็ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์ที่นี่มาก่อนเหมือนกัน

แต่ก็เห็นว่าปิดเทอมทั้งที นาน ๆ หลานจะได้มาเที่ยวกรุงเทพฯ

และที่พิพิธภัณฑ์นี้ผมก็ไม่เคยไปมาก่อน

ถึงแม้จะไม่ใช่สถานที่ที่ผมอยากไปเที่ยว

แต่ก็ไม่เป็นไร ไปตามใจหลานสักครั้ง

เผื่อจะได้เจออะไรที่น่าสนใจ หรือเห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ

เป็นวัตถุดิบในงานวิทยากรบ้างไม่มากก็น้อย

ว่าแล้วก็ตัดสินใจพาเด็กทั้งสามคนไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กัน ...

วันนั้นผมพาเด็ก ๆ นั่งแท็กซี่ไปลงที่ท่าพระจันทร์

ติดกับรั้วมหาวิทยาลัยะรรมศาสตร์ ตรงคณะศิลปศาสตร์

แล้วก็นั่งเรือข้ามฟากไปขึ้นที่ท่าพรานนก

จากนั้นเดินลัดเลาะเข้าไปโรงพยาบาลศิริราช

 

จุดหมายปลายทางคือ ชั้น 2 ตึกอดุลยเดชวิกรม

ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช"

เดินไปดูป้ายสัญลักษณ์บอกทางไป

ไม่นานนักเราก็ถึงพิพิธภัณฑ์

พอซื้อบัตรเข้าชมแล้วเราก็เดินเข้าไปด้านใน

มีรูปภาพอวัยวะภายในให้ดูมากมาย

พร้อมคำอธิบายให้อ่านกัน

เสียดายเขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป

ผมเลยไม่ได้เก็บภาพมาฝาก

แต่ก็หาบางภาพได้จากอินเตอร์เน็ต

และใช้วิธีเปิดดูเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์นี้ทางยูทุบ

(เสิร์ชหาด้วยคำว่า "ศิริราช 360 พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช)

พอที่จะสรุปสาระความรู้ที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังได้บ้าง เช่น ...

... ภายในที่ชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีทั้งหมด 4 พิพิธภัณฑ์ย่อย  

... เราเริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน

ที่ทำเอาไว้เป็นที่สอนนักศึกษาแพทย์

จุดนี้จะมีสภาพศพผู้เสียชีวิตจำลอง

(ที่จำลองศพได้เสมือนจริงมากจนน่าขนลุก)  

ในส่วนนี้เราจะได้รู้เรื่องราวของศิริราชกับสึนามิ

ที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ของไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2548

ซึ่งทางนิติเวชของศิริราชเข้าไปมีส่วนร่วม

ช่วยเหลือเรื่องของการระบุตัวบุคคล

ว่าศพที่พบในเหตุการณ์สึนามิครั้งนั้นเป็นใคร

จะได้ส่งศพกลับบ้านได้ถูกต้อง

จากข้อมูลในคลิปวิดีโอ ที่ผมและลูกชายกลับมา

ดูทีหลัง ทำให้ผมได้รู้ว่าการตรวจยืนยันตัวบุคคล

ของวิชาการด้านนิติเวช มี 2 วิธีหลัก ๆ คือ

... วิธีตรวจภายนอก เช่น รอยสัก ฟัน ลายพิมพ์นิ้วมือ เป็นต้น และ

... วิธีตรวจภายใน เช่น การเจาะเลือด การผ่าศพ

และการตรวจดีเอ็นเอ เป็นต้น ...

ในเหตุการณ์สึนามิครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 คน

สูญหายไป 2,800 คน ศพที่ส่งกลับบ้านได้

ส่วนใหญ่เป็นศพชาวต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น

ศพของชาวเยอรมันสามารถส่งกลับไปได้ถึง 99.9 %

ของจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวเยอรมัน

แต่ศพคนไทยกลับส่งกลับบ้านได้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่า

ถามว่าทำไม คุณหมออธิบายว่าในจำนวนศพทั้งหมด

ที่ยืนยันตัวบุคคลได้นั้น

... 80% ถูก Matching ด้วยข้อมูลการทำฟัน ซึ่งชาวต่างชาติ

   เช่นกรณีของคนเยอรมันนั้น เขามีระบบสาธารณสุขที่ดี

   คนของเขามีการเก็บข้อมูลฟัน มีการเอ๊กซเรย์ฟัน

   ทำให้เมื่อตายไปกลายเป็นศพ ถึงแม้ร่างกายจะเน่าเปื่อย

   ไปขนาดไหนก็ตาม

ก็สามารถตรวจยืนยันตัวบุคคลได้ถูกต้องแม่นยำ

จากข้อมูลการทำฟัน

ต่างจากคนไทยที่จะไม่มีการเก็บข้อมูลฟัน

รวมทั้งคนไทยเราไม่ค่อยเปิดเผยว่า

ตัวเองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงไหน

จึงทำให้เมื่อกลายเป็นศพที่จำสภาพไม่ได้

จึงไม่สามารถตรวจยืนยันด้วยวิธีภายนอกได้ง่าย

เหมือนศพของชาวเยอรมัน

ส่วนการยืนยันตัวบุคคลด้วยวิธีตรวจภายใน

ด้วยการผ่าศพ และตรวจดีเอ็นเอนั้น

คุณหมอเล่าให้ฟังต่อว่าเป็นวิธีที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า

ขั้นตอนยุ่งยากกว่า

และจากเหตุการณ์สึนามิในประเทสไทยครั้งนั้น

มีเพียง  10% ของศพที่ตรวจยืนยันตัวบุคคลด้วยวิธีผ่าศพ

และตรวจดีเอ็นเอ

สรุปแล้ววิธีตรวจภายนอก เช่น การตรวจฟัน ก็สามารถยืนยัน

ตัวบุคคลได้ถูกต้องไม่แพ้วิธีตรวจภายใน แถมค่าใช้จ่าย

ก็ประหยัดกว่า (ว่าแต่ว่า คนไทยเราไม่มีข้อมูลเรื่องการทำฟัน

ผมคิดเอาเองว่าคนไทยหลาย ๆ คนอาจจะไม่เคยเอ๊กเรย์ฟัน

ของตัวเองเลยก็ได้

(ผมเคยเอ๊กซเรย์ฟันในชีวิต 2 ครั้ง ตอนตรวจร่างกายประจำปี)

 .... จากนั้นผมกับเด็ก ๆ ก็เดินไปดูศพซีอุย แซ่อึ๊ง มนุษย์กินคน

คนแรกและคนเดียวของประเทศไทย ซีอุยถูกจับได้เมื่อปี 2501

ที่ จ.ระยอง พร้อมหลักฐานของกลาง

ว่าจงใจฆ่าเด็กชายวัย 9 ขวบ เพื่อกินหัวใจและตับของเด็กคนนั้น

ซีอุยจึงถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

ตามกฎหมายของไทยศพของนักโทษประหารจะไม่มีการผ่าศพ

ทางโรงพยาบาลจึงได้ทำเรื่องขอศพของนายซีอุย

มาใช้เป็นประโยชน์ด้านการศึกษา เรื่อง

ศพจากการถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

และการถนอมรักษาศพ

(ที่เรียกว่าการเกิดมัมมี่ทำให้ร่างกายไม่เน่าเปื่อย)

ซึ่งการถนอมรักษาศพนั้นก็มี 2 วิธี คือ

วิธีที่มนุษย์ทำขึ้น โดยใช้แว็กซ์เคลือบศพ ทำให้ศพแห้ง

เหมือนกับการถนอมรักษาศพฟาโรห์ของอียิปต์

ศพของซีอุยก็เป็นการถนอมรักษาโดยวิธีแรกนี้เหมือนกัน

และอีกวิธีหนึ่ง เป็นมัมมี่ตามธรรมชาติ คือให้แห้งเอง

ซึ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีศพที่เป็นมัมมี่ทั้ง 2 แบบ

ไว้ให้ดูเปรียบเทียบ อยู่กันคนละตู้ ใกล้ ๆ กันเลย

ศพในแต่ละตู้นั้นเป็นศพจริงที่นำมาแสดงไว้

ให้นักศึกษาแพทย์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น

ตำรวจ ได้เรียนรู้ เรียกว่าใช้ศพเป็นครู นั่นเอง ...

อีกจุดหนึ่งที่ผมอยากพูดถึง คือ โครงกระดูก ของ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สงกรานต์ นิยมเสน

ปรมาจารย์ด้านนิติเวช ท่านเป็นบุคคลแรก

ที่นำวิชาการด้านนิติเวชศาสตร์เข้ามาในเมืองไทย

ท่านจบแพทยศาสตร์ในเมืองไทย แล้วไปศึกษาต่อที่เยอรมัน

และสนใจทางนิติเวชเป็นพิเศษ

ที่สำคัญ อ.สงกรานต์ ท่านเป็นกรรมการ

ผ่าพิสูจน์พระบรมศพของรัชกาลที่ 8 ในเหตุการณ์สวรรคต

ใกล้ ๆ กับตู้โครงกระดูกของท่านอาจารย์

ก็จะเป็นตู้กระโหลกศีรษะของคนจำนวนหนึ่ง

ซึ่งเป็นกระโหลกจริง ที่ผ่านการทดสอบยิงวิถีกระสุน

ในห้องยิงปืนจริง ถือเป็นการทดสอบแบบนี้

เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ในตู้ใกล้ ๆ กัน จะรวบรวมเครื่องมือที่ใช้

ในการผ่าพระบรมศพของรัชกาลที่ 8 มาแสดงไว้ให้ชมกัน ...

จุดสุดท้ายที่อยากพูดถึง และถือเป็นหัวใจ

ของการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาแพทย์

นั่นก็คือ สถานที่เก็บอวัยวะภายใน

ที่เกิดจากการบาดเจ็บในลักษณะต่าง ๆ

และที่เกิดจากการเสียชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ เช่น

ลูกกระสุนเข้าไปอยู่ในร่างกายคน แล้วมันเป็นยังงัย

เราจะได้เห็นสภาพของจริง บาดแผลข้างในจริง ๆ

มีอวัยวะที่ดองเก็บไว้ในโหลให้ดูมากมาย

ทั้งหัวใจ ตับ ไต ปอด ม้าม และอื่น ๆ อีกเยอะ

คุณหมอบอกไว้ในคลิปว่า พิพิธภัณฑ์ที่นี่

เป็นที่เดียวในโลกที่มีคอลเลคชั่นมากมายขนาดนี้ ....

วันนั้นผมเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ฯ

ด้วยสาระความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกสดชื่น

เหมือนไปเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ที่รวบรวมสิ่งสวยงาม สิ่งของมีค่า

ของหายากประจำชาติ ที่ดูแล้วแช่มชื่น ...

แต่ความรู้สึกของหลานสาวคนต้นคิด

ที่อยากให้ผมพามาเที่ยวที่นี่ แตกต่างจากผมอย่างสิ้นเชิง

หลานบอกว่าชอบพิพิธภัณฑ์นี้มาก

ถูกใจสุด ๆ ฟินมาก ได้ความรู้ ได้เห็นอวัยวะภายในจริง ๆ

ดีกว่าดูจากหนังสือหรือในวิดีโอมากมาย

... สรุปแล้ว เด็กนักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจเรื่องชีววิทยา

ว่าด้วยร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอวัยวะภายใน

ของคนตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

ขอแนะนำที่นี่เลยครับ ... "พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช"

ถ้าพลาดแล้วจะเสียดายนะครับ

   

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net