วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พ่อท่านเอียด ฐานคฺโค วัดขันประชาสรรค์ จ.พัทลุง ตอน เรื่องเล่าจากวัดขันประชาสรรค์


ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

คำพูดนี้จะมีมานานขนาดไหน ผมเองก็ไม่ทราบ เพราะตั้งแต่จำความได้ก็ได้ยินแล้วครับ ส่วนประเด็นที่ว่าไม่ลบหลู่นั้นจะหมายถึงอะไร ประสบการณ์และกาลเวลาเท่านั้นที่จะบอกเราได้ว่า มันคืออะไรและมีอะไรบ้าง

ผมเจอคุณยายท่านหนึ่งกำลังนั่งรอท่านพระครูอยู่บริเวณกุฏิ สอบถามได้ความว่าโดนทำของใส่ ผมถามว่าคุณยายรู้ได้อย่างไร แกเล่าว่ารู้สึกปวดเนื้อปวดตัว ไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็ไม่พบสาเหตุ และในช่วง ๒-๓ เดือนมานี้มีอาการหงุดหงิดตาขวางตลอดเวลา ลูกๆ จึงพามาหาท่านพระครูให้ทำการรักษา ตอนนี้อาการดีขึ้นมาก

ครับสังคมไทยแต่เดิม โดยเฉพาะสังคมชนบท ยังคงมีความเชื่อสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ คือเชื่อถือในเรื่องภูตผีสิ่งเร้นลับ จริงอยู่ถึงแม้ว่าในปัจจุบันโลกเราจะเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมการนับถือภูตผีและสิ่งเร้นลับนั้นยังคงมีบทบาทและฝักรากลึกลงในจิตใจ

ซึ่งร่องรอยของการเชื่อถือในเรื่องพวกนี้ยังปรากฏให้เห็นอยู่ เช่น การนับถือผีปู่ย่าตายาย การเชื่อถือผีป่าเจ้าเขา ฯลฯ ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะในเมืองไทย ต่างชาติ ต่างภาษา ที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีสูงสุดก็ยังคงมีความเชื่อถือในเรื่องนี้อยู่

ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องราวในอดีต การเข้าใจรากเหง้าของชีวิตในวันวาน ตลอดจนการมองเห็นที่มาของชีวิต จึงเป็นการสะท้อนให้เราเห็นถึงภูมิปัญญาของคนโบราณ ถึงบางเรื่องนั้นจะเป็นภูมิปัญญาที่ประหลาดๆ พิกล และถูกมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่ใช่วิทยาศาสตร์

แต่ในสังคมทุกวันนี้ภูมิปัญญาที่ไร้คำรับรองเหล่านี้ยังคงแสดงบทบาทของมันอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ตัวเราเองเข้าใจและแยกแยะมันได้อย่างถูกต้องหรือเปล่าเท่านั้นเอง

อย่างเช่นกรณีของการฝังรูปฝังรอย

เรามองว่าคือการกระทำของใส่กันเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วคำว่าฝังรูปฝังรอยยังหมายถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ด้วย ดังเช่นที่ท่านพระครูได้รักษาอาการแขนขาหัก โดยการเขียนชื่อใส่กระดาษแล้วนำไปห่อกับกิ่งไม้แล้วบริกรรมคาถา ภายในเวลาไม่เกิน ๓ เดือน กระดูกที่แตกหักก็เชื่อมสมานต่อกันจนคนเจ็บสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“วิชานี้ใช้ได้ทั้งในทางที่ไม่ดีและในทางที่ดี ขึ้นอยู่กับคนทำว่ามีพื้นฐานและจิตใจฝักใฝ่ไปทางด้านไหน”

พี่โชค ลูกศิษย์และลูกมือของท่านพระครู พูดถึงประเด็นดังกล่าว ในขณะที่ท่านพระครูกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการบริกรรมคาถารักษาคุณยายที่โดนทำของใส่

ย้อนหลังไปเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า “ท่านพระครู” องค์นี้คือพระภิกษุบวชใหม่ที่ได้รับอาราธนาจากชาวบ้านเข้ามาพลิกพื้นพื้นดินของวัดที่เคยเป็นป่าช้าเก่าของชุมชนและถึงวันนี้พื้นที่ต้องห้ามสำหรับคนใจอ่อนในอดีตได้กลายมาเป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมและสถานที่บริการและเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจสำหรับชาวบ้าน

คงต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะกล่าวว่า “พระครูอาคมสิทธิเวช” หรือ “พ่อท่านเอียด ฐานคฺโค” เจ้าอาวาสวัดขันประชาสรรค์ ตำบลชุมพล อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง คือพระเกจิอาจารย์ที่มีวิชาอาคมกล้าแข็งอีกองค์หนึ่งของพัทลุง

ในความเป็นพระสงฆ์ พ่อท่านเอียดได้ปฏิบัติหน้าที่หลักของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คือการศึกษาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วปฏิบัติตาม พร้อมทั้งนำหลักคำสอนมาเผยแผ่แก่ประชาชน

แต่ในขณะเดียวกันพ่อท่านเอียดก็ยังคงมีดีอีกหลายด้านครับที่คนทั่วไปหรือคนต่างถิ่นอาจยังไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคุณไสยและการไล่ผีปราบผี จนได้รับฉายาจากหมู่พระเกจิอาจารย์ในจังหวัดพัทลุงว่า “เอียดปราบผี”

ด้วยความสามารถพิเศษนี้เองทำให้ทุกวันนี้กิจนิมนต์ส่วนมากของท่านจึงวนๆ เวียนๆ อยู่กับการเชิญวิญญาณผู้เสียชีวิต การไล่ผีที่เข้าสิงชาวบ้าน การรักษาชาวบ้านที่โดนของ โดนกระทำหรือต้องอาถรรพ์ต่างๆ

ด้านการพัฒนาก็เช่นกัน จากสายตาที่พวกเรามองเห็น พ่อท่านเอียดถือได้ว่าเป็นนักพัฒนาชั้นเยี่ยมเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาวัดและพื้นที่รอบๆ วัด เช่นการนำถนน/นำไฟฟ้าเข้าสู่ชุมชน

ซึ่งในกรณีดังกล่าวถือเป็นความเจริญด้านวัตถุ ส่วนในการสร้างความเจริญทางจิตใจ ท่านได้อนุญาตให้ลูกศิษย์จัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนของหมู่บ้าน ไว้เพื่อเผยแพร่ธรรมะแบบเสียงตามสายและให้บริการงานบุญต่างๆ ของชาวบ้านครับ

พ่อท่านเอียด ฐานคฺโค ท่านเป็นชาวพัทลุงโดยกำเนิดครับ เกิดเมื่อ ๑๖ กรกฏาคม ๒๔๙๕ ณ. บ้านเลขที่ ๒๗ หมู่ที่ ๔ ตำบลแพรกหา อำเภอควนขนุน โยมบิดา-มารดาชื่อ “นายกุก-นางขุ้ม เทพขาว” ชื่อเดิมของท่านคือ “นายเอียด เทพขาว” ท่านเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านก็ไม่ต่างไปจากเด็กๆ ละแวกนั้น

กล่าวคือตื่นเช้าก็มาเรียน เย็นกลับช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน จะมีที่แปลกจากเด็กๆ ในวัยเดียวกันคือชอบในเรื่องงานบุญและคาถาอาคมเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งจะว่าไปแล้วตระกูลของท่านก็มีพื้นฐานทางด้านวิชาอาคมพอสมควร โดยโยมพ่อของท่านนอกจากประกอบอาชีพเกษตรกรรมแล้ว ในยามว่างก็ใช้วิชาอาคมที่มีอยู่ในการสงเคราะห์ชาวบ้านทั่วไป

ท่านเล่าว่าในสมัยที่ท่านยังเด็ก ถนนหนทางยังไม่เป็นลาดยางลาดปูนแบบสมัยนี้ การเดินทางออกจากบ้านไปสุขศาลาต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบาก ดังนั้นโยมพ่อของท่านจึงต้องตกอยู่ในตำแหน่งที่เป็นทั้งหมอยาสมุนไพร รักษาโรค และหมอไสยศาสตร์ รักษาของ ซึ่งตัวท่านเองก็ไม่ได้จดจำว่าสถิติการรักษาจะหายหรือจะตายมากน้อยเท่าใด จำได้แต่ว่าที่บ้านของท่านไม่เคยว่างจากบรรดาผู้ทุกข์ยากเลย

ท่านเล่าว่าหลักจากเสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน โยมพ่อของท่านมักจะพูดกับทุกคนในครอบครัวเสมอๆ ว่า การเป็นหมอพื้นบ้านนั้นไม่ใช่สักแต่เพียงว่าจะรักษาเท่านั้น

ความสำคัญอยู่ที่ความเชื่อมั่นในตนเองและความเอื้ออารีที่ต้องมีแก่ผู้ที่เข้ามารับการรักษา เพราะบทบาทที่ต้องใช้ประกอบการรักษาคือต้องเป็นที่พึ่งทางใจและต้องคอยให้สติกับผู้ที่มารับการรักษา ซึ่งใน ๒ ประเด็นนี้ถือเป็นคุณธรรมที่หมอพื้นบ้านทุกคนจะต้องมี

“พื้นฐานสำคัญคือคุณธรรมต้องมีอย่างสูง เพราะหากไม่มีแล้วมันเป็นเรื่องของความละอายใจเวลาชาวบ้านกราบไหว้”

ท่านว่าคำพูดของโยมพ่อเหมือนเป็นคำสั่งที่ในเวลาต่อมาได้ช่วยให้ท่านสามารถฝึกตัวเองให้เป็นผู้ที่มีวินัย ไม่ทำชั่ว ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง เพราะค่าของความเป็นหมอกับค่าของความเป็นเพชฌฆาตนั้น โยมพ่อของท่านบอกว่าห่างกันอยู่แค่อึดใจเดียว

ท่านเล่าว่าในแต่ละวันหลังจากกลับจากโรงเรียน ท่านก็จะคอยเป็นลูกมือให้กับโยมพ่อของท่าน ช่วยหยิบจับต้นไม้รากไม้ที่เป็นเครื่องยา หรือไม่ก็ช่วยในการถักสายข้อมือ สายมงคล ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติซ้ำๆ ทำให้ท่านเกิดความชำนาญขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ในยามว่างท่านก็จะไปปรนนิบัติ “พ่อท่านแปลก ปุสฺสเทโว” วัดปากปรน ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลวงน้าของท่าน ท่านเล่าว่าพ่อท่านแปลกเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งมาก สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ให้ประจักษ์แก่สายตาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ท่านว่าก่อนที่พ่อท่านแปลกจะสอนวิชาในแต่ละครั้ง ท่านมักจะพูดธรรมะสอดแทรกขึ้นมาก่อนเสมอๆ

“วิชาแค่วิชาเดียว สามารถนำมาใช้ได้ทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษ ดังนั้นการนำมาใช้จึงต้องอยู่ที่ใครมีคุณธรรมและธรรมะมากกว่ากัน เพราะเวทมนต์คาถาถึงจะทำได้จริงแต่ก็มีความเสื่อม”

อย่างไรก็ตามถึงแม้ชีวิตประจำวันและกิจวัตรที่ต้องทำทุกวันจะดำเนินไปอย่างราบเรียบ หากแต่บริบทของสังคมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขัน การแก่งแย่ง การเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ ทำให้ท่านได้คิดทบทวนกับตัวเองว่าหากท่านต้องเดินเข้าไปสู่วังวนนั้นจริงๆ ท่านจะทนได้หรือไม่

ท่านว่าหลังจากที่ได้ใช้เวลาตกผลึกทางความคิดมาได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้บอกเล่าความรู้สึกกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ก็พบว่าการทำอะไรก็แล้วแต่ที่รู้สึกว่ามันฝืนหรือไม่ใช่ตัวเอง เป็นเรื่องยากที่ท่านจะทนได้

ประกอบกับช่วงนั้นในเขตจังหวัดพัทลุงอยู่ในยุคของพรรคคอมมิวนิสต์กำลังเฟื่องฟู สภาพของชาวบ้านที่ถูกทำร้ายอย่างไร้เหตุผล ทำให้ท่านเกิดความเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เห็น

ท่านว่าหลังจากหันมามองรายละเอียดทั้งหมดทั้งปวงแล้ว หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ได้คือท่านจะต้องยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ดังนั้นท่านจึงขออนุญาตพ่อแม่ของท่านเพื่อบรรพชาเป็นสามเณรและใช้เวลาเล่าเรียนพระธรรมวินัยจนจบนักธรรมเอก  ก่อนที่จะเข้าอุปสมบทในวันที่ ๔ กรกฏาคม ๒๕๒๒ (อายุ ๒๖ ปี) ณ วัดเขาเจียก จังหวัดพัทลุง โดยมี พระครูอุดมวิหารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอั้น ฐานวโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสังฆรักษ์ขีด กวิวฺโส เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังจากอุปสมบทเรียบร้อย “พระเอียด ฐานคฺโค” จึงได้เข้าจำพรรษา ณ วัดขันประชาสรรค์

ท่านเล่าว่าวัดขันประชาสรรค์ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว มีสภาพเป็นวัดที่ขาดพระจำพรรษาและจัดอยู่ในพื้นที่สีแดงของทางการ บริเวณรอบๆ วัดยังคงมีสภาพเป็นป่าดิบๆ สิ่งมีชีวิตที่ชุกชุมไม่น้อยไปกว่ายุงป่าคือคอมมิวนิสต์ ซึ่งท่านบอกว่าในทันทีที่เข้าสัมผัสพื้นที่ ท่านรับทราบได้ถึงความอาถรรพ์ของสถานที่และวิญญาณต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย

ท่านจึงได้ตระหนักว่าวิชาอาคมติดตัวที่ว่าแน่แล้ว แต่เมื่อมาลงสู่สนามจริงไม่น่าจะเอาอยู่ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้เดินทางไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ “พ่อท่านหมุน อินทวัณโณ” วัดควนขัน จังหวัดตรัง ซึ่งขณะนั้นพ่อท่านหมุน ได้มาสร้างวัดศรีสุคนธาวาส จังหวัดพัทลุง

“พระอาจารย์หมุน เป็นพระใจดี มีวิชาเยอะ สมุนไพรรักษาโรคก็เก่ง เรื่องกระดูกแตก กระดูกหัก เขียนชื่อใส่กระดาษเอาไปห่อไว้กับกิ่งไม้ข้างกุฏิ เป่าพรวดเดียวไม่นานก็หายเป็นปกติ”

แน่นอนครับว่าการมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนยอมรับได้นั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่สร้างกันได้ภายในวันเดียวหรือวิชาเดียว ดังนั้นสรรพวิชาต่างๆ ตั้งแต่เห็นเป็นเม็ด เช่น ลูกกระสุนปืน จนถึงมองไม่เห็นเพราะเป็นวิญญาณ ท่านจึงได้พยายามศึกษาไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวิชากันหรือวิชาแก้ ท่านว่าในยามคับขันหรือจวนตัวไม่มีใครช่วยได้นอกจากตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

“เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องภูตผี เป็นเรื่องที่แปลก ถามว่าที่นี่มีวิญญาณไหม บอกได้ว่ามี แต่ถ้าถามว่าเคยเห็นหรือรู้ไหมว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร มันอธิบายไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็น มันเป็นความรู้สึกส่วนตัว ส่วนตัวเห็นว่าเป็นอย่างไรก็รักษาหรือไล่ไปในทางนั้น แต่ทั้งนี้ลักษณะหรืออาการต่างๆ มันจะเข้าตรงตามที่ได้เรียนมา”

“การรักษาคนถูกผีเข้า หรือเรียกวิญญาณ มันก็เป็นไปตามสภาพไม่สามารถบอกได้ว่าต้องทำอย่างไร วิญญาณนี้ต้องเชิญแบบนี้ วิญญาณนั้นต้องไล่แบบนั้น แต่ทุกรายต้องมีการปั้นหุ่นเรียกรูปเรียกนามก่อนในเบื้องต้น”

ท่านเล่าถึงเหตุการณ์ตอนได้รับนิมนต์ให้ไปเชิญวิญญาณคนตกน้ำตายที่ตัวท่านเองต้องดำน้ำลงไปเอาดินที่ก้นคลองพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะขยายความต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“คนเราถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ต้องทุ่มเทและตั้งใจ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการฝึกฝนความสามารถของตนเองแล้ว ยังเป็นการแสดงออกให้ชาวบ้านเห็นว่าเราเป็นที่พึ่งของเขาได้”

ได้ใจครับสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพ่อท่านเอียด จะเป็นพระที่เก่งหรือขลังแค่ไหน หากแต่สิ่งที่ท่านได้ลงมือทำคือการเสียสละตัวเองให้แก่ส่วนรวมนั้น ถือได้ว่ายิ่งใหญ่และสมคุณค่ากับการเป็นดวงประทีปส่องทางนำธรรมของชุมชน

ท่านเล่าว่านอกจากพ่อท่านหมุนแล้ว ท่านได้เดินเท้าไปศึกษากับ “พระครูทอง สุวณฺโณ” (พ่อท่านทอง) วัดเขาป้าเจ้ และ “พระครูพัฒนกิจพิจาร” (พ่อท่านนุ่น) วัดทุ่งยาว ซึ่งในยุคสมัยนั้นทั้งพ่อท่านทองและพ่อท่านนุ่น ถือเป็นพระเกจิอาจารย์ชั้นนำของสายเขาอ้อ

จากพื้นฐานคาถาอาคมที่มีมาแต่เดิม ทำให้การต่อวิชาจากพ่อท่านทองและพ่อท่านนุ่นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของท่าน แต่เมื่อท่านได้นำความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาทำการประมวลผล ท่านจึงตกผลึกความคิดได้ว่า สาเหตุสำคัญที่จะทำให้วัตถุมงคลทุกอย่างเกิดความขลังได้นั้น นอกจากผู้เสกจะต้องมีคุณธรรมแล้วผู้ใช้จะต้องมีคุณงามความดีรวมอยู่ด้วย

“คนเราถ้าไม่มีบุญ ไม่ยอมทำความดี วัตถุมงคลถึงจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยได้”

“ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เมื่อเกิดมาแล้ว สามารถสร้างคุณงามความดีกันได้ทุกคน   แต่ที่เขาไม่ค่อยอยากทำกัน น่าจะมาจากการเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง อย่าว่าแต่ฆราวาสเลย ต่อให้เป็นพระถ้าเชื่อมันในการทำความดี จะทำอะไรก็เป็นผล หากเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เขาเรียกว่าสงสัย ความสงสัยนี่แหละที่คอยฉุดให้เราไม่สามารถทำอะไรได้สัมฤทธิ์ผล”

อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเราถามท่านถึงประเด็นการมีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องผีๆ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตะกรุดของท่านก็เหนียวแสนเหนียว  ท่านว่าไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักและยังยืนยันว่ายังคงต้องออกสงเคราะห์ในเรื่องแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตามที่ชาวบ้านนิมนต์ ท่านว่าสิ่งที่ท่านยึดมั่นอยู่เสมอคือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

“ทุกวันนี้ไม่ว่าจะสอนหนังสือ สอนธรรมะ ปราบผี เรียกวิญญาณ หรือออกงานพุทธาภิเษก เราถือว่าเป็นความสุขคือเป็นสุขทุกครั้งที่ได้ทำงาน เพราะคุณค่าของงานที่ทำมันทำให้เรามีความภาคภูมิใจ”

“เราไม่ชอบนั่งเฉยๆ เฝ้าวัด แต่จะรู้สึกดีทุกครั้งที่มีคนมานิมนต์ เพราะการที่มีคนมานิมนต์นั่นหมายความว่าเขาเห็นคุณค่าเห็นว่าเราพอจะเป็นที่พึงของเขาได้”

จริงอยู่ถึงแม้ว่าสิ่งที่พ่อท่านเอียดทำอยู่ในทุกวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและชาวบ้านในท้องถิ่น แต่ขึ้นชื่อว่าการทำงาน ย่อมมีบ้างที่ท่านต้องพบเจอกับสิ่งที่เข้ามากระทบให้เกิดความไม่สบายใจ ซึ่งท่านยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่สามารถควบคุมได้ แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุกระทบขึ้น ท่านจะใช้วิธีปล่อยวางและไม่เก็บเรื่องเหล่านั้นเข้ามาสู่จิตใจ

ท่านว่าความท้อใจเกิดขึ้นได้ทุกขณะเพราะท่านยังไม่ถึงขั้นที่ละกิเลสความเศร้าได้ทั้งหมด หากแต่ความสำคัญอยู่ที่เมื่อรู้สึกท้อจะต้องรู้จักการหยุด ต้องรู้สึกตัวตลอดว่าเรายังมีภาระหน้าที่รับผิดชอบอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นพระในวัดหรือเป็นชาวบ้านที่ทุกข์ร้อน

“ความรับผิดชอบมันเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจให้เราต้องมีความเข้มแข็งมากขึ้น”

“เราจะบอกกับพระในวัดเสมอๆ ว่า ให้พระทุกองค์มีความภูมิใจในความเป็นพระ ภูมิใจในการสาวกของพระพุทธเจ้า  ซึ่งในความเป็นพระสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องยึดไว้คือพระวินัย มีเยอะแยะแล้วกับพระที่เก่งแต่ไม่มีพระวินัย ไม่เห็นไปรอดสักองค์”

แน่นอนครับว่าบทสรุปและคำตอบที่ได้ก็คือ พระทุกองค์ของวัดขันประชาสรรค์ต่างแยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายและอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข

ทุกวันนี้นอกเหนือจากการปฏิบัติกิจของสงฆ์ หรือออกสงเคราะห์โลกตามกิจนิมนต์ พ่อท่านเอียดจะใช้เวลาว่างอยู่กับการศึกษาพระธรรมวินัยหรือค้นคว้าหลักธรรมต่างๆ นำมาเขียนเป็นภาษาชาวบ้านเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ก่อนจะส่งต่อให้ลูกศิษย์นำไปอ่านออกอากาศให้ชาวบ้านได้รับฟัง ถึงแม้การฟังจะหยั่งรากลึกลงในจิตใจได้หรือไม่ ท่านว่ามันไม่ใช่ปัญหาหรือสิ่งที่ต้องเก็บมาคิดคาใจ

“ใครจะว่าอย่างไรไม่ทราบ แต่เรารู้ว่าคนที่รู้จักรักษาศีลปฏิบัติธรรม ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข”

ครับ ตลอดเวลาที่พวกเราได้สนทนากับพ่อท่านเอียด ดูเหมือนว่าเรื่องราวจากการปฏิบัติธรรมและการสงเคราะห์โลกในด้านต่างๆ จะเป็นเหมือนดั่งลมหายใจของท่าน 

เมื่อการปฏิบัติธรรมคือเส้นทางที่ท่านเลือก และไสยศาสตร์คือการเดินทางที่ทำให้ท่านได้เรียนรู้โลกและผู้คน มิใช่เป็นเพียงแค่การสักว่าทำแค่เพียงผ่านๆ ไป ยิ่งทำให้ท่านเข้าใจในธรรมและเข้าใจในวิถีความแตกต่างของผู้คนที่เข้ามาหาท่าน

“สัจธรรมแห่งชีวิต คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น ธรรมะจะสอนให้เรารู้จักละความชั่ว รู้จักการบำเพ็ญบุญกุศลและรู้จักชำระจิตใจจนเองให้สะอาดหมดจด เราอยากให้คนหันมาศึกษาธรรมะกันอย่างจริงจัง เพราะเราเชื่อว่าถ้าคนเข้าใจธรรมก็จะเข้าใจโลก เรื่องราวความขัดแย้งต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น”

“ ไสยศาสตร์ คาถาอาคม ถึงจะไม่มีอยู่ในคำสอน แต่การที่พระมีหน้าที่สงเคราะห์ชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข เครื่องรางของขลังจึงเหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าให้คนเราต้องกระทำความดี เพราะถ้าไม่กระทำความดี ต่อให้เก่งแสนเก่ง เหนียวแสนเหนียว ก็ไปไม่รอด”

พระครูอาคมสิทธิเวช หรือ พ่อท่านเอียดปราบผี กล่าวทิ้งท้ายอย่างพระผู้เข้าใจธรรม เข้าใจโลก และเข้าใจชีวิต ซึ่งแน่นอนครับว่ามันเป็นการตกผลึกทางความคิดที่สั่งสมมาจากเส้นทางที่ท่านได้เลือกเดินด้วยตัวของท่านเอง...สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ คุณสมโชค ชูกลิ่น สำหรับข้อมูลและการอำนวยความสะดวก คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย กับภาพถ่าย เพื่อนต่อสำหรับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net