วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประเทศไทย กับภัยความมั่นคง


photo : http://compliancecampaign.wordpress.com

“สงครามพันปีทำไมไม่มีสิ้นสุด สันติภาพมนุษย์ที่สุดเสน่หา แต่ชีวิตสิทธิ์เสรีที่เกิดมา ล้วนถูกเข่นฆ่าเพื่อสิ่งที่ว่าไป There is no way to peace, Peace is the way ใช่ไหม? หากพระเจ้าก็ยังไม่ยอมเข้าใจ ไม่ว่าใครก็คงจะกลับไปจับปืน!”

ผมรำพึงเป็นบทกวีบทนี้ลงใน Social Media เมื่อได้ยินข่าวว่ากองกำลังนักรบไอเอส (ISIS) กำลังรบพุ่งอย่างดุเดือดกับกองกำลังชาวเคิร์ดทางดินแดนตอนใต้ของตุรกี ขณะที่สหรัฐฯ ได้จัดส่งเครื่องบิน C130 ลำเลียงเสบียงอาวุธหย่อนลงเหนือน่านฟ้าดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือหน่วยรบที่สู้ไม่ถอยชาวเคิร์ด ซึ่งส่วนหนึ่งยังเป็นนักรบหญิงจำนวนมาก

 พวกเธอบอกว่าหากรบแพ้ไอเอส (IS) ก็อาจต้องตายทั้งเป็น เพราะอาจโดนฆ่า ทรมาน ข่มขืน หรือเป็นทาสกามารมณ์ ทุกวันนี้พวกเขาต่อสู้แบบนักรบกองโจร ผลัดเวรกันในหมู่บ้านราวกับสงครามปฏิวัติเมื่อหนก่อน ลมหายใจแห่งความหวังนี้เองอาจทำให้ไอเอส (IS) ไม่อาจชนะเหนือดินแดนดังกล่าว ขณะที่รัฐบาลตุรกีเองก็ไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อทราบเรื่อง เพราะหากผ่านพ้นสงครามกับไอเอสไปได้ ภายหลังกองกำลังชาวเคิร์ดก็คงนำอาวุธเหล่านั้นกลับมาต่อสู้กับรัฐบาลตุรกีเหมือนเดิม

ข่าวดังกล่าวทำให้ผมนั่งคิดถึงปัญหาความมั่นคงของโลกที่หลากหลาย แน่นอนปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อนในดินแดนอาหรับท่ามกลางสงครามความเชื่อ แต่ละสังคมและรัฐชาติต่างก็มีปัญหาความมั่นคงแตกต่างกัน มีทั้งภัยความมั่นคงจากภายนอก และภัยความมั่นคงจากภายใน รวมถึงปัญหาความมั่นคงของประเทศไทยเอง

สำหรับประเทศไทยนั้น โชคดีที่เราไม่มีปัญหาภัยสงครามจากภายนอกเหมือนเมื่อก่อน แต่ดูเหมือนว่าเรากำลังพบกับปัญหาภัยความมั่นคงภายใน ที่ผมเห็นว่ารัฐบาลไทยเองก็ยังตีโจทย์เพื่อหาคำตอบได้ยังไม่ถูกต้อง

ภัยความมั่นคงจากภายนอกนั้น สมัยก่อนมีความชัดเจนว่ามาจากภัยสงครามและการล่าอาณานิคม การแทรกแซงจากต่างชาติทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ แต่มาถึงยุคปัจจุบัน ปัญหาความมั่นคงของรัฐมีความเป็นสากลขึ้น จนเรามีภัยความมั่นคงจากผู้ก่อการร้ายเหมือนกันไปหมด ขณะที่เมื่อความเป็นรัฐชาติเล็กลงในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ความมั่นคงของรัฐก็ดูเหมือนจะมีการประนีประนอมกับภัยความมั่นคงจากภายนอกมากขึ้น และมาจนถึงขั้นที่เราต้องพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากขึ้นตามไปด้วย  

เมื่อก่อนนี้ รัฐไทยเคยถือปัญหาแรงงานข้ามชาติ ปัญหาทรัพยากรสาธารณะของแผ่นดิน รวมถึงรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ กระทั่งสาขาอาชีพที่เคยสงวนไว้กับคนไทยนั้น เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติมาโดยตลอด แต่ต่อมาต่างถูกลดทอนความสำคัญลงเมื่อประเทศไทยเปิดเสรี ขยายพื้นที่เศรษฐกิจกับอาเซียน และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ โดยไม่สนใจปัญหาความมั่นคงภายใน

ที่ผมกล่าวมานี้ เพราะคิดว่ารัฐบาลไทยถือปัญหาความมั่นคงแบบหลักลอย โดยไม่แยกแยะการเติบโตทางเศรษฐกิจของธุรกิจเอกชนกับทรัพยากรสาธารณะของชาติ พวกเขาอาจไม่เข้าใจความมั่นคงทางสังคมที่แท้จริงว่ามาจากมูลฐานของสังคมด้านไหนบ้าง จนการกำหนดนโยบายความมั่นคงของชาติขึ้นต่อกับผลประโยชน์ของคนในรัฐบาลเองและชนชั้นนำที่ตนเองสังกัดอยู่เท่านั้น จนทำให้ภัยความมั่นคงจากภายนอกได้ทำลายความมั่นคงภายในประเทศอยู่อย่างที่เห็นและเป็นอยู่

โดยเฉพาะปัญหาการจัดการผลประโยชน์ของชาติต่อทรัพยากรสาธารณะในขณะนี้ ที่รัฐบาลไทยกำลังเปิดสัมปทานพลังงานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 เพื่อให้บริษัทต่างชาติสำรวจและผลิตโดยไม่มีการแก้ไขกฎหมายให้แบ่งปันผลผลิตเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน หรือกระทั่งยึดคืนวิสาหกิจพลังงานน้ำมันของชาติเพื่อให้เป็นของรัฐ 100% ตามข้อเสนอของประชาชน ที่ต้องการให้ผลประโยชน์จากพลังงานของชาติตกแก่ประชาชนทุกคนในแผ่นดิน

โดยที่ชนชั้นนำไทยและรัฐบาลนอมินีของพวกเขาที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ตระหนักว่า ความมั่นคงของประเทศไทยแท้จริงขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในและความเป็นธรรมทางสังคมต่างๆ ที่รัฐมีหน้าที่จัดการ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาความยากจนที่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ไขได้นั้น จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่เป็นภัยความมั่นคงของประเทศจากภายในเอง ที่จะกัดกร่อนกลืนกินอนาคตของประเทศไทยจนยากจะเยียวยา

ยังมิพักต้องกล่าวถึงภัยความมั่นคงจากภายในอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม การเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐานต่างๆ ในระบบรัฐราชการไทย ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมด้านต่างๆ ซึ่งไม่อาจแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงดังกล่าวด้วยอาวุธและสงครามต่อพลเมืองของตนเอง เหมือนทัศนะคติโบราณที่ผ่านมาของรัฐไทย

ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าในเวลานี้ ความมั่นคงของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาภัยความมั่นคงจากภายใน เช่นเดียวกันเมื่อพูดถึงความมั่นคงของรัฐบาล ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด จะสามารถใช้อำนาจรัฐเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาทรัพยากรสาธารณะที่ถูกเอกชนหรือต่างชาติเข้าครอบครองผูกขาดผลประโยชน์ได้หรือไม่ เพื่อนำกลับมาสร้างผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริงต่อไป

ประเทศไทยคงต้องมานิยาม “ความมั่นคงของชาติ” กันใหม่ว่า แท้จริงเป็นความมั่นคงของใครกันแน่ ขณะที่พลทหารและชาวบ้านต่างพากันล้มตายเพื่อความมั่นคงเหล่านั้น ผู้นำก็ได้สถาปนาอำนาจในนามความมั่นคงของตนเองแทน ในโรงงานๆ หนึ่ง หากเราพูดถึงความมั่นคงของโรงงานจะหมายถึงสิ่งใด ในเมื่อนิยามความมั่นคงของนายทุนและความมั่นคงของแรงงานนั้นแตกต่างกัน ในสังคมที่มีผู้คนหลากหลาย หากรัฐบาลประกอบด้วยตัวแทนชนชั้นนำเพียงกลุ่มเดียวของสังคมแล้ว ความมั่นคงของชาติจะเป็นความมั่นคงประชาชนทั้งหมดได้อย่างไร

ประเทศไทยเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง มีทรัพยากรสาธารณะมากมายที่พอจะให้คนทุกคนอยู่อย่างสบายไม่ขัดสน, หากมีการบริหารจัดการที่ดีโดยรัฐ อย่าให้ความขัดแย้งทางชนชั้นนำพวกเขากลับไปจับปืนลุกขึ้นสู้อีกเลย เพราะปัญหาในโลกนี้มีมากมายเกินไปแล้ว

หากเรามีปราการสังคมที่แข็งแกร่งภายใน จะกลัวอะไรกับภัยความมั่นคงจากภายนอก!.


(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2557)

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net