วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชีวิตน้องธันย์หลังศาลสิงคโปร์ตัดสินคดี … รถไฟฟ้าทับขาขาดทั้งสองข้าง !!!


พูดถึงชื่อ "น้องธันย์" หลายคนคงนึกถึงเด็กสาว

โชคร้าย ที่ต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างไป

ในเหตูการณ์รถไฟฟ้าในสิงคโปร์ทับ เมื่อ 3 ก่อน

ปัจจุบันน้องธันย์อายุ 18 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5

ที่โรงเรียนมาแตร์เดอี

ล่าสุดศาลสิงคโปร์ได้ตัดสินคดีออกมาแล้ว

ไม่มีการชดใช้ชดเชยค่าเสียหายใด ๆ ให้กับน้องธันย์

ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ...

เมื่อ 3 เดือนก่อน ผมได้เจอตัวจริงน้องธันย์

ในห้องฝึกอบรมหลักสูตร Innovative Trainer

น้องสมัครมาเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนี้

เพราะต้องการเป็นวิทยากรแบบมืออาชีพ

เนื่องจากที่ผ่านมาหลังจากเกิดเหตุสูญเสียขาครั้งนั้น

น้องธันย์ได้รับเชิญไปพูด ไปบรรยายให้หลายหน่วยงาน

ทั้งภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับการคิดเชิงบวก

ไปพูดปลุกพลังใจให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ และ

ดำเนินชีวิตให้มีความสุข เอาชนะความทุกข์เศร้าต่าง ๆ  

... น้องธันย์เลยต้องการมาฝึกทักษะต่าง ๆ

เพื่อเป็นวิทยากรด้านการคิดบวก  หรือ

Positive Thinking  กับผมทั้งหมด 5 วัน ...

ระหว่างที่อยู่ในคลาส ผมสังเกตว่าเด็กสาวคนนี้

ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ มีความตั้งใจ มุ่งมั่น

สามารถเรียนร่วมกับผู้ใหญ่มากประสบการณ์

อีก 7  คนที่เหลือ ได้แบบไม่เกิดช่องว่าง

ให้การบ้านอะไรกลับไปทำ น้องธันย์ก็มีมาส่งทุกครั้ง

เวลาฝึก เมื่อได้รับ Feedback อะไรไป

ก็นำไปแก้ไขปรับปรุง ทำตามคำแนะนำทุกอย่าง

ทั้ง ๆ ที่ต้องไปโรงเรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์

วันเสาร์ก็ต้องมาเรียนหลักสูตรวิทยากรกับผมอีก

แต่น้องทำได้ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ 

เรียกว่าสามารถเรียนรู้ และทำได้

ไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่เลย ...

ที่สำคัญตัวผมเองกลับได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

มากมายจากน้องธันย์ ทั้งจากการพูดคุยกัน

ระหว่างการฝึกอบรม และจากหนังสือของน้อง

ทำให้ผมได้เรื่องจริงไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์

ในหลักสูตรต่าง ๆ ได้ฟังกัน 

รวมทั้งลูกชายวัย ม.1 ของผมด้วย

ทุกคนที่ได้รับฟังเรื่องราวของน้องธันย์

ล้วนมีกำลังใจ ได้พลังคิดดี ๆ กลับไปทุกคน ...

ตัวอย่างบางเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตน้องธันย์

หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น เช่น ...

เรื่องที่คุณแม่ของน้องร้องไห้เสียใจ

ที่ลูกสาวต้องเสียขาทั้งสองข้างไป

ทำให้ต้องนั่งรถเข็น ต้องใส่ขาเทียม

หัวอกคนเป็นแม่ ก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา 

น้องธันย์ก็ปลอบใจแม่ด้วยคำพูด ประมาณว่า

"แม่ไม่ต้องร้องไห้ หนูไม่มีขาก็ไม่เป็นไร

ขาเทียมนี่ก็สวยดีนะ ใช้เดินได้เหมือนกัน"  ...

รวมทั้งเรื่องที่น้องธันย์พูดปลอบใจผู้ใหญ่

ท่านหนึ่งซึ่งเป็นญาติของเพื่อนที่โรงเรียน

ผ่านตัวอักษรในหนังสือที่น้องเขียน

ผู้ใหญ่ท่านนั้นกำลังเศร้าเสียใจ กับการที่

ถูกลดตำแหน่งทางราชการ จึงหมดกำลังใจ

เสียใจมาก น้องธันย์เขียนว่า

"จริง ๆ แล้วถ้าคิดดี ๆ เราไม่ต้องเสียใจหรอก

เพราะเราเคยได้ตำแหน่งมาแล้ว

มีคนอีกตั้งมากมายหลายพันหลายหมื่นคน

ที่ไม่เคยได้ตำแหน่ง  

เราเคยได้ตำแหน่งมาแล้ว ก็ควรภูมิใจ

ที่ครั้งหนึ่งเราเคยได้มันมา"

... และเรื่องที่ผมนับถือน้ำใจของน้องมาก ๆ ก็คือ

เรื่องที่เธอเล่าให้ผมฟังว่า เทอมก่อนหน้านี้ในวิชาพลศึกษา

เธอตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเอาชนะตัวเอง

ดินขึ้นไปเรียนวิชาพลศึกษาบนอาคารชั้น 3 ที่ไม่มีลิฟท์

นักเรียนทุกคนจึงต้องเดินขึ้นบันได

ตลอดทั้งเทอมนั้น น้องธันย์ตั้งใจเดินขึ้นบันได

ขึ้นไปเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ จนครบเทอม

นี่คือตัวอย่างสุดยอดแห่งความพยายามของสาวน้อยคนนี้ 

... บางครั้งขณะที่ฟังน้องธันย์เล่าเรื่องต่าง ๆ 

น้ำตาผมก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว นึกถึงว่าถ้าตัวเอง

หรือลูกเราเจอเหตุการ์แบบนี้ เราจะผ่านมันไปได้ไหม 

ทุกครั้งที่น้องธันย์กำลังเล่าเรื่องราวต่าง ๆ

เธอจะพูดด้วยเสียงที่มีพลัง กังวาล พร้อมรอยยิ้ม

ไม่ได้แสดงความทุกข์เศร้าออกมาให้ใครเห็นเลย ...

 

 ผมเห็นลูกศิษย์คนนี้มีความเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น

คิดบวก เอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ...

ก็เลยตั้งใจจะฝึกน้องเขาไปเรื่อย ๆ จนกว่า

เธอจะได้เป็นวิทยากรอาชีพสมความตั้งใจ ...

 

เคยถามน้องธันย์ว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร

เธอบอกผมว่า อยากเป็นนักจิตวิทยา

อยากให้คำปรึกษา ช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ใจ ...

ผมมั่นใจว่า ฝันของน้องต้องเป็นจริงได้แน่นอน

เพราะเธอมีใจเป็นนักต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น

ที่สำคัญน้องธันย์เป็นคนคิดบวก

ก็ขอเป็นกำลังใจให้ลูกศิษย์คนนี้ สู้ต่อไป

 อาจารย์จะช่วยสานฝันให้หนูได้เป็นวิทยากร

ส่วนเรื่องเอนทร้านซ์เข้าเรียนที่คณะจิตวิทยา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ก็ขอให้ตั้งใจเรียน

ขยันอ่านหนังสือ เตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ

ยังงัยเสีย ฝันนั้นก็ต้องกลายเป็นจริง

อาจารย์มั่นใจว่าน้องธันย์จะได้เป็นทั้งนักจิตวิทยา

และวิทยากรที่สอนเรื่องการคิดบวกได้แน่นอนครับ

 

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net