วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ในแววตาเล็ก ๆ ของเด็กชายภูเขา ตอน ก่อนไปกอดทะเล


กลางฤดูฝน สวนเขียวครึ้มขจี ยามเช้าธรรมดา ฝนพร่ำเป็นละอองแสงแดดส่องลอดผ่านแนวต้นมะพร้าว เด็กชายและแม่ขี่รถเครื่องคันเก่าสีเทา ๆ ขาว ๆ เลาะผ่านโค้งสวนแวะหยุดจอดสนิทนำหน้าพระและสามเณร ละอองฝนฟุ้ง จังหวะก้าวสม่ำเสมอ ของเตรียมใส่บาตรพร้อม ขนมหลายถุงเว้นไว้ใส่ในยามเด็กวัดที่เดินตาม เป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่มอบให้ น้อยนิดในแววตานั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าเด็ก ๆ รู้สึกว่าข้าพเจ้าเป็นแม่อีกคน

            กลางฤดูฝนเทา ๆ ในสวนกว้าง นอกจากมองสายฝนผ่านหน้าต่าง ดอกไม้ชุ่มน้ำไปทั้งกลีบใบ ก็ไม่รู้จะทำอะไรไปมากกว่าการนึกฝันถึงการเดินทาง “อีกกี่วัน จะปิดเทอมฮะแม่” เด็กชายถามราวกับว่าอยากจะให้ปิดเทอมเสียพรุ่งนี้ “อีกหนึ่งเดือน” ข้าพเจ้าตอบพร้อมถามว่าเราจะไปไหนกันดีในวันหยุดยาว แต่..ไม่มีคำตอบ จนค่ำวันนั้นเองเด็กชายกดปุ่มเปลี่ยนช่องทีวีที่มีมากกว่าสามร้อยกว่าช่องจนมาหยุดที่สารคดีเชิงข่าวสืบสวนเนื้อหาเกี่ยวกับการล่าพะยูน “พวกเขามีเยอะไหมแม่ ทำไมเขาต้องล่า ทำไมเขาเชื่อเรื่องยาอายุวัฒนะ ทำไมเขาอยากได้เขี้ยว ทำไมเขากินหญ้าทะเลแล้วตัวอ้วนจัง หญ้าทะเลเหมือนหญ้าบ้านเราไหม ถ้าเขาได้แม่ไปแล้วลูกจะอยู่ยังไง ฯลฯ” คำถามมากมายที่ถามมาข้าพเจ้าไม่ได้ตอบอะไรเพราะไม่รู้เริ่มต้นตอบอะไร “ไปดูที่ทะเลกันไหม” ข้าพเจ้าถาม เด็กชายตอบสั้น ๆ ว่า ไป

            ใกล้วันปิดเทอมซึ่งตรงกับวันออกพรรษา คุณครูบอกให้เด็ก ๆ เตรียมข้าวสารอาหารแห้งเพื่อไปทำบุญพร้อมกัน ข้าพเจ้าฝากขนมไปให้พี่ ๆ เด็กที่อยู่วัด เย็นนั้นเด็กชายภูเขามาเล่าด้วยน้ำเสียงดีใจว่า “ปิดเทอมนี้ พี่ ๆ จะกลับบ้านที่สวนผึ้งนะ ไปหาแม่” ข้าพเจ้ายิ้มตอบ ทุกคนรอคอยการกลับบ้าน เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้ารอคอยการเดินทาง การเดินทางของเรา

          ด้วยความไม่คาดหวังใด ๆ ข้าพเจ้าบอกเด็กชายเสมอว่า เป้าหมายของชีวิตคือความสุข ความสุขที่สมดุลและไม่เบียดเบียนใคร ทำอะไรได้ให้ลงมือทำทันที จึงเห็นจังหวะอันเฉื่อย เรื่อยเปื่อยของเด็กชายอยู่เสมอ ความไม่รีบในจังหวะของคนใจร้อนเป็นบุคลิกของเขา ทีสร้างความยียวนต่อผู้เป็นแม่บ่อย ๆ ข้าพเจ้าเข้าใจจังหวะของเขาพอควรและบอกตัวเองเสมอว่า เราเป็นเพียง “ผู้อำนวยการเรียนรู้” ของเด็ก ๆ มิใช่แม่ผู้ครองนครชีวิต เพราะฉะนั้นทุกชีวิตจึงมีเสรีในระดับพอควร เมื่อคิดเช่นนี้แล้วเย็นหนึ่งในเดือนนั้น ข้าพเจ้านำกระดาษแผ่นใหญ่ สี ปากกาเคมี กระดาษกาว ปริ้นส์แผนที่เกาะ แผนการเดินทาง เอาแผนที่มาแปะฝาบ้าน นั่งอ่านข้อมูลคุณพะยูน

            ฝนพร่ำลงมาเช่นเคยเหมือนทุกวัน ข้าพเจ้าเล่าทั้งหมดที่หาข้อมูลด้วยเวลาอันน้อยนิดมาจากอินเตอร์เน็ต แปะกระดาษแผ่นใหญ่และบอกเด็กว่า พวกเราต้องคิดชื่อการเดินทางของเราก่อนเพื่อจะได้มีชื่อเรียกเป็นชื่อเดียวกัน เด็กทำหน้างงเล็กน้อยแต่ก็ได้ชื่อมา การเดินทางครั้งนี้มีชื่อว่า “ตะลุยเกาะดำน้ำตามหาพะยูน”

“พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือฮะแม่” เด็กถาม “ใช่ ลูกพะยูนจะกินนมแม่ประมาณ 8 เดือน แต่จะอยู่กับแม่จนโตเต็มที่ เขากินหญ้าทะเลหลังหย่านม”

“พะยูนอยู่ในน้ำ เวลาน้ำนมไหลในน้ำก็ละลายหายไปหมดน่ะสิ ถ้าลูกอิ่มมื้อนั้นแล้ว แต่น้ำนมยังไม่หยุดไหล นมก็ไหลลงน้ำทะเล เสียดายแย่” เด็กทำหน้าเสียดายสงสัยจะดูข่าวแม่ปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกแล้วจำมา

ข้าพเจ้าถามถึงความคาดหวังของการเดินทางอยากรู้ว่าเด็กอยากจะพบเจออะไรโดยให้เขาวาดลงไปในกระดาษแผ่นใหญ่เลย ขบวนความคาดหวังในแววตาเด็กจึงเต็มไปด้วยปะการังหลากสี ปลานีโม พะยูนแม่ลูก เรือดำน้ำ เกลียวคลื่น หาดทรายขาว ชาวประมง สายลม หอย เต่า ทะเล  และแม่ตกปลา จินตนาการของเด็กชายตัวโตในวัยแปดขวบกำลังทำงาน ในฐานะผู้อำนวยการก็เตรียมตัววางแผนต่อไป
            ก่อนปิดเทอมไม่กี่วัน มีข่าวดีส่งมาจากภูเขาถึงเด็กชายภูเขา เฮียซึ่งเป็นลูกของพี่ชายตัดสินใจจะเดินทางไปด้วยกัน เรานัดแนะจองตั๋วเพื่อมาพบกันที่กรุงเทพ ส่งข้อมูลที่หามาและแผนการเดินทางให้หลานชาย ซึ่งเขาเองก็ไปต่อยอดในการหาข้อมูลเพิ่มเติม หลานชายไปเปิดดูภาพถ่ายใต้ท้องทะเลและสถานที่ที่จะไปจากอินเตอร์เน็ต ความงามในภาพสะกดจิตคนชม เราต่างรอคอยที่จะออกเดินทางที่ซึ่งมีทะเลกว้างเป็นห้องเรียน

          วันปิดเทอม เด็กหลายคนได้กลับบ้านหาแม่ เด็กคนหนึ่งได้เดินทางกับแม่เพื่อไปตามหาแม่ของลูกพะยูน ตามดูรอยน้ำนมที่ไหลลงทะเล

            การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอบคุณมิตรรักรุ่นพี่หลายคนในเฟชบุ๊ก เพราะได้ให้ข้อมูลดี ๆ ร่วมทั้งแนะนำให้รู้จักเจ้าของพื้นที่ที่จัดการการท่องเที่ยวให้กับพวกเรา

พร้อมจะไปทะเลกันไหม....ตอนต่อไปจะออกเดินทางแล้วนะ

โดย ภูพานลานดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net