วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาโนไฟแนนซ์.... ล้างหนี้ หรือ ขายฝัน ?


 

 

                   “ขณะนี้รัฐบาลโดยฝ่ายเศรษฐกิจกำลังเร่งพิจารณารายละเอียดในการจัดตั้ง “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งก็ต้องพิจารณากันว่าจะได้ผล หรือไม่ได้ผลอย่างไร โดยโครงการนี้จะเป็นแหล่งเงินทุนให้ประชาชนอีกทางหนึ่ งอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าการกู้ยืมนอกระบบมาก"

 

 

                    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อคืนวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ประโยคนี้ทำให้ลูกหนี้หลายล้านคนในประเทศไทยฝันหวาน หวังล้างเคราะห์ปลดเจ้าหนี้ลืมตาอ้าปากได้สักที...

 

 

 

                        มีการประเมินว่า คนไทยเป็นหนี้นอกระบบอย่างต่ำ 1.5 ล้านราย มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท และถ้าพิจารณาจากผลสำรวจของ "ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ" ม.หอการค้าไทย ที่ไปสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่าง พบว่า คนไทยเฉลี่ยเป็นหนี้ครอบครัวละ 2.2 แสนบาท ต้องผ่อนชำระประมาณเดือนละ 1.3 หมื่นบาท เป็นหนี้ในระบบ 51 % ไปกู้กับเจ้าหนี้นอกระบบ 49 % หมายถึงเฉพาะหนี้นอกระบบต้องผ่อนจ่ายไม่ต่ำกว่า 8 พันบาทต่อเดือน... ประเมินจากดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบทั่วไปร้อยละ 20 -30 ต่อเดือนนั้น เงิน 8 พันบาทคงได้แค่จ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ได้ลดส่วนเงินต้นแต่อย่างใด

 

                      ที่สำคัญกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 83 ยอมรับว่าเบี้ยวหนี้ หรือไม่มีเงินไปจ่ายดอกเบี้ย มีเพียงร้อยละ 17 ตอบว่าไม่เคยมีปัญหาหนี้ค้าง สามารถจ่ายครบทุกครั้ง !?!

 

 

                      นโยบาย "นาโนไฟแนนซ์" อาจเป็นหนึ่งในช่องทางแห่งความหวัง ช่วยพวกเขาปลดเปลื้องหนี้สิน เพราะทุกวันนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยนอกระบบที่คิดสูงถึงร้อยละ 20 -30 ต่อเดือน คิดเป็นปีละ 300 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบส่วนใหญ่ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี   

 

                   ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า โครงการนาโนไฟแนนซ์ หรือ "บริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.)"  ผู้รับผิดชอบหลักคือกระทรวงการคลัง แนวทางเบื้องต้นที่กำหนดไว้ คือ

1. ให้สินเชื่อหรือเงินยืมเพื่อธุรกิจหรือการประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 2 เปิดให้บริษัทเอกชนทั่วไปที่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไป มาขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจนี้โดยเฉพาะ

2 บริษัทที่ได้รับการจดทะเบียนได้รับโควต้าดูแลพื้นที่เพียงจังหวัดเดียวเท่านั้น จะปล่อยกู้ข้ามจังหวัดไม่ได้

3. กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ประมาณร้อยละ 32 -36 ต่อปี หรือร้อยละ3 ต่อเดือน 

4.  ปล่อยกู้ให้คนละไม่เกิน 1-1.2 แสนบาท โดยบริษัทเอกชนเหล่านี้ห้ามระดมเงินฝาก ต้องปล่อยกู้โดยใช้เงินตัวเองเท่านั้น แต่อาจมีสิทธิพิเศษด้านภาษี เช่น นำรายได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจเพียงครึ่งหนึ่งมายื่นแสดงชำระภาษี

 

                      นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมาดูแล ประกอบด้วย คลังจังหวัด ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมสรรพากร ฯลฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วย และต้องทำรายงานสถานะการประกอบกิจการให้คณะกรรมการฯ ตรวจสอบทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี โดยมีเป้าหมายให้เงินถึงมือลูกหนี้ระดับชุมชนหรือรากหญ้าปีละแสนล้านบาท

 

                      เจ้าหน้าที่ส่วนป้องปรามการเงินนอกระบบ  สนง.งานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง อธิบายเพิ่มเติมว่า ลูกหนี้ต้องแสดงข้อมูลหรือหลักฐานให้ชัดเจนว่า จะมากู้เงินโครงการนาโนไฟแนนซ์เพื่อประกอบอาชีพ เช่น ทำแผงลอยใหม่ เปิดร้านค้าย่อย หรือ นำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการเดิม เพราะสุดท้ายต้องพิสูจน์ได้ว่าเงินที่กู้ไปนั้นไม่ได้เอาไปทำผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงต้องมีความสามารถชำระหนี้ ไม่กลายเป็นหนี้สูญภายหลัง

 

                           "การตัดสินใจให้กู้หรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทที่มาขอขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ถ้าหากเขาพิจารณาแล้วว่าไม่มีความสามารถในการจ่ายเงินคืน ก็อาจไม่ให้กู้เงินก็ได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการประชุม ยังไม่ได้ตัดสินข้อกำหนดที่แน่นอน" จนท.ข้างต้นกล่าว

 

                          "รศ.วันชัย มีชาติ" หัวหน้าทีมสำรวจและวิจัยปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประเมินว่าจำนวนคนไทยเป็นหนี้นอกระบบน่าจะไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านราย แบ่งเป็นกลุ่มยืมเงินเพราะมีเรื่องเดือดร้อนจำเป็น เช่น เอาไปจ่ายค่ารักษาพ่อแม่ป่วย ค่าฟอกไต ค่าผ่าตัด ฯลฯ หรือเพื่อเงินหมุนในการค้าขาย และกลุ่มที่ยืมไปซื้อสินค้าฟุ้มเฟือย เช่น ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ

 

                        "ถ้าเป็นกลุ่มแรกที่ยืมเงินเพราะความจำเป็นจริง ๆ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงินต้นไปใช้หนี้ เพราะใช้เงินก้อนหมดไปแล้ว แต่ละเดือนรายได้ก็ไม่พอรายจ่าย รัฐบาลน่าจะหาวิธีแปลงหนี้ให้กลายเป็นทุน หรือยกหนี้ให้อย่างเป็นระบบ ไม่แน่ใจว่านาโนไฟแนนซ์จะช่วยลูกหนี้ที่มีเงินต้นบวกค่าดอกเบี้ยที่ซ้ำซ้อนหลายปีหรือไม่ ส่วนกลุ่มยืมไปซื้อสินค้าฟุ้มเฟือย ไม่ควรเข้าไปยุ่ง ต้องปล่อยทิ้งเลย เพราะจะเป็นหนี้ซ้ำซ้อนไปเรื่อย ๆ หากไม่แยกกลุ่มลูกหนี้ให้ชัดเจนนาโนไฟแนนซ์คงเป็นแค่นโยบายขายฝัน ไม่ได้ช่วยล้างหนี้จริง" รศ.วันชัย แสดงความคิดเห็น

 

                        ด้าน "ชูชาติ บุญยงยศ" ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มองว่า ดอกเบี้ยของนาโนไฟแนนซ์ที่กำหนดไว้สูงถึงร้อยละ 36 ต่อปีนั้น เป็นการเอาเปรียบลูกหนี้มากเกินไป เพราะกฎหมายกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 15 เท่านั้น แต่ถือเป็นการเปิดทางเลือกใหม่  คงต้องรอดูว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคสมัยพยายามเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ แต่สุดท้ายเจ้าหนี้นอกระบบก็ชนะ มีอิทธิพลครอบคลุมทุกพื้นที่ ไม่สามารถกำจัดได้หมดสิ้น

 

 

 

 

                       ข้อมูลที่น่าสนใจคือ สนง.คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าปี 2557 จำนวนครัวเรือนในประเทศไทยมีทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เกิน 1 แสนบาท  มี 8 ล้านครัวเรือนหรือ 1ใน 3 รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นเงินกู้นอกระบบสูงถึงครอบครัวละ 6 แสนถึง 1.5 ล้านบาท นั่นคือเหตุผลที่

 

                         "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" พยายามพูดเรื่องคืนความสุขคนทั้งชาติ ด้วยคำพูดซ้ำ ๆ ว่า จะช่วยหาวิธีปลดหนี้นอกระบบให้ แต่จะเป็นเพียงคำพูดขายฝันหรือไม่ ถ้าทำได้จริงคนไทยมีความสุขแน่ ๆ ...

 

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

2/11/2014

 

 

 

 

 

 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net