วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไขปม “ทหาร” ฉุน Thai PBS บีบ “ณาตยา” เลิกจัดเวทีเสียงปชช.ที่ต้องฟังก่อนการปฏิรูป


ไขปม “ทหาร” ฉุน Thai PBS บีบ “ณาตยา” เลิกจัดเวทีเสียงปชช.ที่ต้องฟังก่อนการปฏิรูป

“พูดถึงประเด็นนี้ พูดถึงความอึดอัด อึดอัดกับทหาร อึดอัดกับคสช. อึดอัดกับสภาพแบบนี้ ดิชั้นขออนุญาติถามตรงๆ ถามตรงไปตรงมานะคะ ก็คนที่นั่งอยู่ตรงนี้หลายท่านไม่ใช่หรือ ที่ออกไปชุมนุมเป่านกหวีด เรียกร้องให้ทหารมารัฐประหาร แล้วก็ทำการปฏิรูป ตอบคำถามนี้หน่อยค่ะ

นี่คือคำถามของ “ณาตยา แวววีรคุปต์” หรือพี่แวว ในรายการเวทีสาธารณะ เสียงคนใต้ที่ต้องฟังก่อนการปฏิรูป ที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ทาง Thai PBS  ซึ่งสั่นคลอนสิ่งที่ทหารเรียกว่า “ความมั่นคง” จนถึงขนาดต้องตบเท้าเข้าพบผู้บริหารไทยพีบีเอส ขอให้ยุติการนำเสนอรายการ “เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป”

นักข่าวจึงสอบถามพลเอก อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก ได้รับคำตอบว่าไม่ได้สั่งให้ยุติการออกอากาศ แต่เมื่อมีการตรวจสอบแล้วพบว่าการจัดเวทีในลักษณะดังกล่าว หากมีการนำไปสู่การสร้างความแตกแยกก็มีความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกัน ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 22พฤษภาคม สื่อทุกสำนักก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงมีปัญหาบ้าง แต่ก็ได้พยายามทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย !

ย้อนกลับไปดูเนื้อหาในรายการเวทีสาธารณะ กับคำถามจุดพีคของพี่แวว “ก็คนที่นั่งอยู่ตรงนี้หลายท่านไม่ใช่หรือ ที่ออกไปชุมนุมเป่านกหวีด เรียกร้องให้ทหารมารัฐประหาร” หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ และแกนนำขาหุ้นปฏิรูปพลังงานตอบคำถามนั้นว่า

“เรายืนยันว่าเป็นเจตจำนงค์ของคนทั้งประเทศว่าต้องการการปฏิรูปเพียงแต่ว่าสังคมเรา มันยังไม่ก้าวหน้าพอที่กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ผ่านมานั้น ทำให้ทหารกล้าที่จะเดินตามหลังประชาชน สังคมเรายังไปไม่ถึงขนาดนั้น ก็เลยได้ทหารมาเดินนำหน้าประชาชนในวันนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องสู้กันต่อไป เราต้องสร้างสังคมกันต่อไปให้เหมือนนานาประเทศที่สุดท้าย ทหารต้องเดินตามหลังประชาชนให้ได้ แต่วันนี้ยังไปไม่ถึงครับ”

พี่แววถามต่อ “แล้วจะทำได้มั้ยคะ

หมอสุภัทร ตอบว่า “ทำได้ครับดูความตื่นตัวของพี่น้อง ในวันนี้ ถ้าถามว่าคนใต้เราอึดอัดมั้ย คนไทยเราอึดอัดมั้ย มันเป็นความอึดอัดที่มีความหวังนะ ผู้คนถึงออกมา เป็นความอึดอัดที่มีความท้าทาย

วันเดียวกันกับวันที่รายการเวทีสาธารณะออกอากาศ 8 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์คมชัดลึกตีข่าวหน้าหนึ่ง "สั่งสยบกลุ่มต้าน ผบ.ทบ.ยันมีคลื่นใต้น้ำใช้เวทีเสวนาถล่มรัฐ" ช่างสอดรับกันพอดี

วันที่ 9 พฤศจิกายน มีเวทีเสียงคนตะวันตกบนเส้นทางปฏิรูป พี่แววโพสในเฟซบุ๊คว่า “เครือข่ายต่างๆจัดกันเอง ไทยพีบีเอสไม่เกี่ยว ตามคำสั่งเป๊ะ

 

สำนักข่าวอิศรารายงานเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า การจัดงานเวทีนครปฐม ถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของสปช. ที่ต้องการให้สปช.ในแต่ละจังหวัด สร้างเครือข่ายการปฏิรูปในพื้นที่ของตนเอง ซึ่ง คสช.เปิดโอกาสให้ทำได้ แต่ปัญหาก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อการจัดงานเวทีนี้มีการเชิญ น.ส.ณาตยา มาทำหน้าที่เป็นพิธีกรด้วย ซึ่งในส่วนของน.ส.ณาตยา ก็มีการนำทีมรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" มาบันทึกเทป เพื่อเตรียมออกอากาศทางไทยพีบีเอสเหมือนเดิม

แต่เนื่องจากในขั้นตอนการจัดงานนี้จะต้องมีการทำตามกฎหมายระเบียบ โดยเฉพาะการขออนุญาตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การสนับสนุน รวมถึงฝ่ายทหาร เพื่อให้จัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยให้  และทันทีที่ฝ่ายทหารทราบว่า ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นพิธีกรเวทีนี้ คือ น.ส.ณาตยา ก็แสดงความเห็นคัดค้านไม่เอาด้วย โดยมีการส่งตัวแทนไปพูดคุยกับผู้จัดงานร่วมถึงตัวน.ส.ณาตยา เอง  ซึ่งเนื้อหาในบทสนทนามีลักษณะเหมือนการข่มขู่ จนทำให้น.ส.ณาตยา ตัดสินใจถอนตัวเองออกไป

ขณะที่การบันทึกเทปรายการเพื่อนำไปออกอากาศทางไทยพีบีเอสที่ตั้งไว้เดิม ก็ยกเลิกเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการรายงานข่าวความเคลื่อนไหวการจัดงานแทน

ในที่สุด วันที่ 13 พฤศจิกายน เฟซบุ๊ค “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” เป็นที่แรกที่ออกมาบอกว่าทหารข่มขู่นักข่าว Thai PBS ไม่ให้ดำเนินรายการเวทีปฏิรูป โดยทางทหารสั่งห้าม ณาตยา แวววีรคุปต์ ดำเนินรายการเวทีที่เหลือทั้งหมด

และที่น่าสนใจ ! สำนักข่าวอิศราได้เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้อง ถึงเบื้องหลังบทสนทนาระหว่าง “ทหาร” กับ “ผู้บริหารไทยพีบีเอส” ระบุว่า “ในระหว่างการพูดคุย นายทหารกลุ่มนี้ ได้มีการอ้างอิงถึงความสามารถในการตัดงบประมาณสนับสนุนของไทยพีบีเอสได้ รวมถึงพูดจาประหนึ่งว่ารู้ข้อมูลผู้บริหารทุกคนดี รวมไปถึงคนในครอบครัวด้วยว่าอยู่ที่ไหนด้วย จึงทำให้ผู้บริหารหลายคนมีความกังวล ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ฝ่ายทหารยืนยันว่ารายการนี้สามารถจัดต่อไปได้ แต่ขอให้เปลี่ยนแปลงตัวพิธีกรใหม่ ไม่เอา น.ส.ณาตยา

ช่วงเช้าวันที่ 14 พฤศจิกายน คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสประชุมกันและออกแถลงการณ์จุดยืนในช่วงค่ำ 3 ข้อ 1) คณะกรรมการฯ ยืนยันการรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อมวลชนในการทำรายการตามโครงการเวที 4 ภาคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศ  

2) คณะกรรมการฯ สนับสนุนคณะกรรมการบริหาร ส.ส.ท.ในการสื่อสารกับคณะนายทหารที่เข้าพบ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงบทบาทของสื่อสาธารณะ และจุดมุ่งหมายของรายการ

และ 3) คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า การปฏิบัติงานของ น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ เป็นไปตามหลักวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงสนับสนุนการทำงานของ น.ส.ณาตยา ในบทบาทผู้ดำเนินรายการของโครงการดังกล่าวตลอดมา อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับเปลี่ยนผู้ดำเนินรายการเป็นการชั่วคราวเพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงการเวที 4 ภาค

เหตุการณ์นี้ เป็นบททดสอบการทำหน้าที่ “ทีวีสาธารณะ” ของประเทศไทย "Thai PBS" ว่ามีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือแทรกแซงการทำงานจากอำนาจทางการเมืองจริงหรือไม่ ซึ่งท่าทีจากผู้บริหารที่ออกมานั้นทำให้ไทยพีบีเอส ถูกวิจารณ์ หลังผู้บริหารยอมทำตามเสียงเรียกร้องจากทหาร

จักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแสดงความเห็นว่า การกดดันผู้บริหาร องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (TPBS) จนกระทั่งณาตยา แวววีรคุปต์ ต้องถอนตัวจากการเป็นพิธีกรรายการ 'เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป'เป็นบททดสอบที่แหลมคมยิ่ง สำหรับความเป็นอิสระของสื่อ ที่นับเป็นปฐมบทของการปฎิรูปสื่อในสังคมไทยเพราะเมื่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ถูกคุกคามด้วยเหตุผลของการทำหน้าที่ เป็นเวทีที่เปิดกว้างสำหรับเสียง ความเห็นของประชาชนในการมีส่วนร่วมปฎิรูปประเทศ ก็จะคาดหวังการปฎิรูปที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มอำนาจบางกลุ่มได้อย่างไร

"กรรมการนโยบาย ผู้บริหารไทยพีบีเอส จะคิดอ่านในเรื่องนี้อย่างไรก็ตาม แต่นี่เป็นโอกาสสำคัญ ที่จะยืนยันหลักการทำงานตามวิชาชีพ อย่างสุจริต ตรงไปตรงมา ปกป้องณาตยา แวววีรคุปต์ อย่างสุดกำลัง เพื่อยืนยันความเป็นอิสระโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ อีกทั้งแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่จะไม่ถอยให้กับอำนาจอธรรมอย่างเด็ดขาด" จักร์กฤษ ระบุ

ในขณะที่เครือข่ายภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ พี่แวว กลับมาทำหน้าที่ดังเดิม

ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พี่แววพูดในรายการเปิดบ้านไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า ช่วงเวลาหลังการรัฐประหารมันมีสถานการณ์ที่ทำให้พวกเขา(ประชาชน) ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ก็เลยคิดว่าถ้าหากว่ามีพื้นที่ที่สามารถให้เขาแสดงความเห็นหรือว่าส่งเสียงต่างๆเหล่านั้นออกมาได้บ้าง ผู้ที่มีหน้าที่ในการทำการปฏิรูปก็จะได้รับฟัง และจะได้รู้ด้วย ใครที่ไม่เคยรู้ก็จะได้รู้ได้ฟังว่าประชาชนคิดอย่างไรมีประสบการณ์อะไร จะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง

พี่แววบอกถึงสาเหตุที่สามารถจัดเวทีที่มีประชาชนจำนวนมากมารวมตัวกันได้นั้น เป็นเพราะว่าร่วมกันกับหลายๆภาคีเครือข่าย ในการช่วยกันคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในช่วงที่เราจะทำกิจกรรมนี้ แน่นอนว่าเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องมาตราการทางด้านความมั่นคง คสช.จะยอมให้กิจกรรมที่มีประชาชนมารวมตัวกันแบบนี้เกิดขึ้นได้หรือเปล่า ก็ได้รับคำแนะนำจากพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ จากสถาบันพระปกเกล้าว่า เรื่องนี้จะต้องทำเรื่องขออนุญาต เพราะฉะนั้นเรื่องของการขออนุญาตเพื่อจัดงานก็เป็นเรื่องที่ทาง หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขของสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตคสช.ให้ ซึ่งก็ได้รับอนุญาตให้จัด ในทุกๆเวที

อย่างไรก็ตาม พี่แววบอกว่า ก็จะเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ด้วย แต่ก็มีบางเวทีที่เราพบตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างที่ขอนแก่น มีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเข้ามาเหมือนกัน แต่เขามานอกเครื่องแบบ แล้วก็มาเพื่อที่จะรับฟังจริงๆ ซึ่งจากการคุยนอกรอบกับเจ้าหน้าที่ที่มาร่วมเวทีด้วย พวกเขาก็ยอมรับว่าได้มุมมองอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจไปคิดต่อ เพราะฉะนั้นแล้วส่วนนึง พื้นที่ของเราจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้เสียงของประชาชนได้ถูกนำมาบอกต่อกับสังคม คนมีอำนาจก็จะได้เห็นได้รับทราบ ว่าถ้าจะปฏิรูปต้องคิดคำนึงถึงอะไรบ้าง และอีกส่วนหนึ่งก็ยืนยันให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนเขาบอกเขาพร้อมจะทำเอง ถึงแม้ว่ากลไกที่สร้างขึ้นจะไม่ได้รับเอาสิ่งที่ประชาชนคิดไปทำให้ เขาก็จะทำเองด้วยเหมือนกัน สร้างกระบวนการขับเคลื่อนด้วยเหมือนกัน ด้วยตัวเอง

“การเปิดเวทีฟังเสียงประชาชนก่อนการปฏิรูป คิดว่าเรากำลังทำบทบาทในเรื่องของการเพิ่มดุลย์อำนาจ ให้กับประชาชนที่เป็นตัวจริงของการปฏิรูปประเทศที่พวกเขาลงมือทำด้วยตัวเองมานาน แล้วเสียงที่มีพลังถ้าหากว่าถูกเอาไปใช้ต่ออย่างมีประโยชน์ในภาพรวมของกระบวนปฏิรูปประเทศทั้งหมดมันน่าจะเกิดแนวทางการปฏิรูปที่มีเสียงของทุกๆคนเข้าไปเป็นส่วนผสมน่ะค่ะ” พี่แววกล่าว

-------------------------

ณาตยา แวววีรคุปต์ เป็น บรรณาธิการกลุ่มรายการข่าววาระทางสังคม และนโยบายสาธาณะ ไทยพีบีเอส รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินรายการเวทีสาธารณะ และรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทยด้วย ในอดีตเธอเป็นหนึ่งในกบฎไอทีวี ที่ต่อต้านการเข้ามาแทรกแซงการทำงานฝ่ายข่าวไอทีวีของทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นก็ไปเป็นบรรณาธิการรายงานพิเศษที่ช่อง 11 จบการศึกษาปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การมีส่วมร่วมของภาคประชาชนในข่าวค่ำช่อง 11” ก่อนจะมาเป็นบรรณาธิการที่ไทยพีบีเอส เธอมักปรากฎบนหน้าจอเพื่อจัดรายการพิเศษ เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองอย่างเหตุการสลายการชุมนุมปี 2553 และการชุมนุมของมวลมหาประชาชนปี 2556 พี่แววเป็นคนที่มีอุดมการณ์สูง ตรงไปตรงมา นอกจากนี้เธอยังมีจิตวิญญาณของการเป็นครู เธอเป็นผู้สอนผมทำสกู๊ปข่าวโทรทัศน์ในสมัยที่ผมฝึกงานที่ไทยพีบีเอส 

 

โดย Tanpisit_NationU

 

กลับไปที่ www.oknation.net