วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หัวใจของการเรียนรู้ : ศ.นพ.ดร.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย๒๕๕๑


ความกล้าที่จะเรียนในสิ่งที่มิอาจรู้ได้ คือหัวใจของการเรียนรู้ สิ่งที่มิอาจรู้ได้ สามารถรู้ได้ด้วยปัญญา

 

ความกล้าที่จะเรียนในสิ่งที่มิอาจรู้ได้ คือหัวใจของการเรียนรู้ สิ่งที่มิอาจรู้ได้ สามารถรู้ได้ด้วยปัญญา

เซอร์ ไอแซค นิวตัน เปรียบเทียบความรู้ที่คนรู้แล้วเท่ากับเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด

แต่สิ่งที่ไม่รู้นั้นเปรียบประดุจทรายที่เหลือในมหาสมุทร ดังนั้นการศึกษาที่เน้นแต่จะให้คนรู้ในสิ่งที่รู้แล้ว

จึงมีความหมายเพียงน้อยนิด

คำถาม คือ รู้เท่าที่รู้อยู่แล้วพอหรือไม่ และเมื่อไหร่ที่คนเราจะต้องใช้ความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

คำตอบ คือ เมื่อเราไม่สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เราก็จะเอาตัวไม่รอดเมื่อเกิดปัญหาที่ไม่เคยเผชิญ

และเราก็จะไม่สามารถพัฒนาไปสู่สิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าได้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับใครๆได้

ถ้าเราเป็นลูกน้องเราก็ทำได้เหมือนหุ่นยนต์ ทำตามคำสั่ง มีฝรั่งเป็นนาย ไม่มีส่วนในการแก้ปัญหา

และพัฒนางานในที่ๆทำงานอยู่เลย

ความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเกิดได้ด้วยปัญญา พุทธศาสนาได้แบ่ง การทำให้เกิดปัญญา เป็น ๓ วิธี คือ

๑ โดยการฟังหรือการอ่าน (สุตมยปัญญา)

๒ โดยการคิดค้น วิเคราะห์ (จินตามยปัญญา) และ

๓ โดยจิต (ภาวนามยปัญญา)

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผมได้ศึกษาประวัติของนักวิทยาศาสตร์ระดับตำนานในอดีต

และจากประสบการณ์ตรง สามารถยืนยันได้ว่า การจะรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน

หรือการจะรู้ในสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้นั้น ใช้ จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา เป็นหลัก

ยิ่งความรู้นั้นๆเป็นระดับความรู้ที่ไม่อาจรู้ได้มากเท่าไหร่ยิ่งต้องใช้ ภาวนามยปัญญา มากเท่านั้น

หลายๆท่านคงเคยได้ยินเรื่องการตะโกนคำว่า ยูเรก้า ของ อาจารย์ อาคีมิดิส

หลังจากที่ท่านคิดค้นวิธีวัดส่วนผสมของทองใน มงกุฎได้

หรือ การค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ อาจารย์เซอร์นิวตัน จากการเห็นลูกแอปเปิ้ลตกลงบนพื้น

การต้นพบยาปฏิชีวนะเพนนิซิลินของอาจารย์เซอร์อเลกซานเดอเฟลมมิง

หรือแม้แต่ การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เป็นต้น

ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเป็นการรู้สิ่งไม่เคยรู้มาก่อน และไม่อาจรู้ได้ด้วยวิธีการเดิมๆ

เหล่านี้รู้ได้ด้วย ภาวนามยปัญญา เป็นองค์ประกอบหลักทั้งสิ้น

ปัญหาคือ สังคมไทยและการศึกษาไทยใช้แต่ สุตมยปัญญา หมายความว่าเรียนรู้จากการฟังและการอ่านเท่านั้น

การเรียนแบบนี้ได้เกิดและกำลังดำเนินไปในการศึกษาไทยอย่างเข้มข้น ในทุกระดับ

ตั้งแต่ การศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน วัด และแม้กระทั่งการทำวิจัยของนักวิทยาศาสตร์

ส่งผลให้การศึกษาของไทยเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์จนทำให้นักเรียนไทยเรียนด้วยการท่องจำเป็นนิสัย

และคิดเองไม่เป็น เมื่อทำงานผู้จ้างก็หวังใช้แค่แรงงานและความสามารถตามแผนงานที่ระบุไว้อย่างจำเพาะ

เหมือนหุ่นยนต์

ส่วนการศึกษาธรรมะถ้าเข้าวัดไม่ดีเช่น ทำมะกลาย คนไทยก็จะถูกหลอกจนหมดตัวได้โดยง่าย

แต่ต่อให้เข้าวัดที่ดีก็ไม่บรรลุธรรม เพราะเอาแต่ท่องพระไตรปิฏก ไม่สามารถรู้ความหมายที่แท้จริง

หรือไม่สามารถเลือกธรรมะที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ สำหรับนักวิจัยก็จะวิจัยเฉพาะหัวข้อที่ตนเองทำได้

ทำให้หัวข้อวิจัยในประเทศไทยมีลักษณะทำเพื่อต่อยอดความรู้เท่านั้น ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้แบบก้าวกระโดด

หรือ Paradigm jump ทำให้งานวิจัยในไทยยากที่จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ

และคนไทยก็ต้องตามก้นฝรั่งต่อไปไม่รู้อีกนานเท่าไหร่

 

ความผิดพลาดนี้เกิดจากอะไร? เหตุใดคนไทยที่นับถือพุทธ ทั้งที่เป็นศาสนาแห่ง ปัญญา

กลับไม่รู้วิธีการทำให้เกิดปัญญาเพื่อรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้

ปัญหาทั้งหมด สรุปสั้นๆเกิดจาก ๓ ข้อ ได้แก่

๑ การศึกษาของไทยในทุกระดับ เน้นการฟังหรือการอ่านหรือสุตมยปัญญา

ไม่ฝึกการคิดค้น วิเคราะห์หรือจินตามยปัญญา และ เชื่ออย่างผิดๆว่า ภาวนามยปัญญา

ใช้สำหรับการเรียน อภิธรรมเท่านั้น และไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

๒ เมื่อไม่ใช้ การคิดค้น วิเคราะห์ และ การปฏิบัติในการศึกษา

นักเรียนก็จะไม่สามารถเข้าถึงคุณค่าที่แท้จริงของความรู้ได้

๓ การวัดผลการศึกษา เน้นการจำได้เป็นหลัก และมักจะวัดผลด้วยข้อสอบแบบ ปรนัย

ทำให้หาคำตอบที่ไม่มีตัวเลือกไม่เป็น และหาคำตอบใหม่ๆที่ไม่เคยมีคำตอบมาก่อนไม่ได้

แนวทางการแก้ไข

๑ ควรเลิกความเชื่อผิดๆว่า ความฉลาดเป็นพันธุกรรมเท่านั้น จริงๆแล้ว ความฉลาดฝึกฝนได้

ในปัจจุบันการศึกษาไทยประสพความสำเร็จในการทำให้เด็กอัจฉริยะกลายเป็นคนธรรมดา

ดังนั้นความโง่ก็ไม่ได้มีผลจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ดังนั้นความฉลาดย่อมฝึกฝนได้

และคนธรรมดาถ้าได้รับการฝึกฝนก็สามารถพัฒนาสติปัญญาจนมีความสามารถที่เหลือเชื่อได้

(จากประสบการณ์ขอยืนยันว่าเป็นความจริง ลูกศิษย์ผมที่มีอาการสมาธิสั้นสามารถจบปริญญาโท

มีผลการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับดีเด่นและตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติที่สำคัญๆได้)

๒ การเรียนการสอนควรให้คำถามที่ต้องหาคำตอบด้วยตนเอง โดยเฉพาะคำตอบที่เกิดจากการวิเคราะห์

๓ ควรเรียนด้วยการปฏิบัติก่อนจะเรียนรู้ทฤษฎี (เป็นวิธีลัดสั้นที่สุดที่ทำให้เกิด ภาวนามยปัญญา)

(เช่น ในฐานะครูวิทยาศาสตร์ผมมักจะให้นิสิตทำการวิจัยเบื้องต้นก่อนจะเรียนรู้ทฤษฎี

หรือในฐานะครูแพทย์ผมเห็นด้วยกับการให้รู้จักผู้ป่วยและโรคก่อนอ่านความรู้ในตำรา

หรือในวิชาระดับปรีคลินิกควรเรียนภาคปฏิบัติก่อนทฤษฎี เป็นต้น)

๔ การวัดผลควรให้รางวัลแก่คนที่คิดเป็น ทำเป็น  มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่คนที่จำได้

๕ ฝึกสร้าง  ภาวนามยปัญญา ในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนฝึกสมาธิในโรงเรียน

แทนที่จะทำแต่ การท่อง พุทโธ หรือการกำหนดลมหายใจเข้าออก ควรแบ่งส่วนเวลาการทำสมาธิเพื่อวิปัสสนา

หมายความว่า ใช้เวลาพิจารณาเรื่องต่างๆในขณะที่ใจสงบ เรื่องต่างๆที่พิจารณามีได้หลายหัวข้อ

เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม ธรรมชาติ จิต ในชีวิตประจำวัน (ธรรมะในชีวิตประจำวัน) เป็นต้น 

ผมเขียนบันทึกนี้มีความมุ่งหวังเพื่อพัฒนา ปัญญาแก่สังคมไทย

แต่ผมมีความรู้จำกัดจากประสบการณ์ของผมเท่านั้น

ที่ผมแทคท่านอาจารย์หลายๆท่าน ก็เพื่อขอความเห็นของทุกๆคนเพื่อปรับปรุง

และขอความช่วยเหลือของทุกๆท่านที่เห็นความสำคัญช่วยพิจารณาเผยแพร่

ด้วยความเคารพ

อภิวัฒน์ มุทิรางกูร

 

ขอขอบคุณที่มา FB Apiwat Mutirangura

ประวัติของอาจารย์ ศ.นพ.ดร.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C_%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3

  

อาจารย์พบว่า นักวิทยาศาสตร์สำคัญในโลกล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จ

ด้วยการคิดค้น วิเคราะห์ (จินตามยปัญญา) และ โดยจิต (ภาวนามยปัญญา)

ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยการอยู่เฉยหรือแอบอ้างผลงานของผู้อื่นครับ

 

โดย สิงห์นอกระบบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net