วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภาษากายทางการทูต ชัดกว่าแถลงการณ์ร้อยหน้า


สองรูปนี้จะว่าเกี่ยวกันก็ได้ หรือจะว่าไม่เกี่ยวก็ได้ แต่ขณะที่ผมติดตามข่าวการประชุมสุดยอด Apec ที่ปักกิ่ง และประชุมสุดยอด Asean ตามมาด้วย East Asia Summit ที่กรุงเนปิดอว์เมื่อสัปดาห์ก่อน, สองภาพนี้ให้ความหมายทางการเมืองที่ผมเห็นว่าน่าศึกษาวิเคราะห์มาก

รูปจับมือระหว่างบารัก โอบามากับสีจิ้นผิง สะท้อนถึงการคบหาระดับมหาอำนาจสหรัฐฯกับจีนในมิติที่ “ต้องปรับความสัมพันธ์” เพื่อประโยชน์ของกันและกันไม่ว่าจะต้องปะทะคารมกันในหัวข้ออื่นใดที่ยืนอยู่คนละข้าง

อีกภาพหนึ่งเป็นการแสดงความใกล้ชิดของโอบามากับอองซานซูจีซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านของพม่าที่ทั้งสองคนพยายามจะประสานเสียงกันว่าการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลทหารพม่าแม้จะก้าวหน้าไประดับหนึ่ง แต่ก็เริ่มจะมีสัญญาณของการชะลอตัวที่น่าเป็นห่วง
สำหรับสหรัฐฯ, การยืนเคียงข้างฝ่ายค้านแสดงสัญลักษณ์แห่งการเป็นผู้นำด้านประชาธิปไตย

แต่กับจีน, สหรัฐฯต้องยอม “รับฟัง” แนวทางของสีจิ้นผิงที่ยืนยันว่าประชาธิปไตยของจีนไม่จำเป็นต้องเดินตามแบบของตะวันตกอันเป็นสูตรที่กำหนดโดยสหรัฐฯ

โอบามาไปปักกิ่งครั้งนี้ นอกจากร่วมประชุม Apec แล้วก็ยังถือโอกาสไปพบกับประธานาธิบดีจีนตัวต่อตัว และชวนเดินคุยกันสองคนเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเป็นกันเองอีกด้วย

เป็นการ “เดินไปคุยไป” ในบริเวณที่ทำการและทำเนียบผู้นำจีน “จงหนานไห่” อันเลื่องลือครั้งนี้ยาว 5 ชั่วโมง  ถือเป็น “เล็กเช่อร์” ประวัติศาสตร์จีนจากอาจารย์สีจิ้นผิงถึงผู้มาเยือนอย่างโอบามาที่ให้ความกระจ่างอย่างยิ่ง

พอเดินคุยกันเสร็จ โอบามาก็ยอมรับว่าเขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีนและ “แนวทางการปกครองและวิธีคิดของผู้นำจีนอย่างกว้างขวางและลุ่มลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา

แปลว่าสีจิ้นผิงเปิดใจให้โอบามาฟังถึงการเมืองเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์จีนและวิถีการปกครองอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก ยอมรับว่าเพิ่งถึงบางอ้อ แม้จะไม่บอกว่าจะเลิกวิพากษ์จีนในหลาย ๆ ประเด็นก็ตาม

สีบอกโอบามาว่าจีนให้ความสำคัญเรื่อง “อธิปไตย” อย่างยิ่งยวดเพราะประวัติศาสตร์จีนบันทึกการถูกรุกรานโดยต่างชาติมาตลอด และคนจีนปกปักรักษา “อิสรภาพ, ความสามัคคีและเสถียรภาพ” อย่างสุดชีวิต

อีกด้านหนึ่งโอบามาสวมกอดอองซานซูจีที่เนปิดอว์เพื่อจะกดดันให้ทหารพม่ายอมแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ผู้นำฝ่ายค้านสามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

วิธีกดดันที่ได้ผลที่สุดก็การแสดงความสนิทสนมส่วนตัวกับอองซานซูจีหลังจากที่พบกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง

โอบามาตั้งใจบินจากเมืองหลวงเนปิดอว์ไปย่างกุ้งเพื่อไปที่บ้านของอองซานซูจีและเปิดแถลงการณ์ด้วยประโยคที่แสดงชัดเจนถึงแนวทางของสหรัฐฯที่ต้องการให้พม่าก้าวไปในกระบวนการประชาธิปไตย

โอบามายืนเคียงคู่กับอองซานซูจีและบอกนักข่าวว่า “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จะห้ามใครคนหนึ่งสมัครเป็นประธานาธิบดีเพียงเพราะว่าลูกของคนคนนั้นเป็นใคร ผมไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้

อองซานซูจีเกือบไม่ต้องพูดอะไรมาก เธอได้รณรงค์เรื่องนี้มาหลายเดือนเพื่อให้กองทัพพม่ายอมแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะเกิดผลจริงจังก็ต้องอาศัยบารมีของโอบามาอย่างที่เห็นกันอยู่

แม้ทหารพม่าจะออกมา “ตบหน้า” โอบามาด้วยการบอกว่าจะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญก่อนการเลือกตั้งปีหน้าให้อองซานซูจีลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่การทูตด้วยภาษากายก็จะยังมีผลต่อเนื่องต่อไป ไม่ต้องสงสัย

ภาษาการทูตระหว่างประเทศวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ประโยคเด็ด ๆ ที่มีน้ำหนักแห่งการน้าวโน้มหรือข่มขู่กดดันเท่านั้น

แต่ “ภาษากาย” หรือ body language เป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่บ่อยครั้งสำคัญกว่าถ้อยแถลงเป็นร้อย ๆ หน้าด้วยซ้ำไป

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net