วันที่ อังคาร ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยกเลิกกฎอัยการศึก!


ชื่อเดิม: ยกเลิกกฎหมาย 100 ปี ยกเลิกกฎอัยการศึก

[เผยแพร่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2557]



ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายด้านความมั่นคงไว้ใช้อำนาจถึง 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งทั้ง 3 ฉบับตราอำนาจไว้มากมายมหาศาลให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายสามารถนำไปใช้ได้ตามประกาศ

ล่าสุดหลังจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ไร้ทางออกมาหลายเดือน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน โดยตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เพื่อใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ดังกล่าว โดยที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน และผู้บัญชาการทหารบกกลายเป็นผู้มีอำนาจเหมือนหัวหน้ารัฐบาล และในเวลาต่อมาอีก 2 วัน ผู้บัญชาการทหารบกก็ประกาศยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือน

พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 คืออะไร ทำไมจึงให้อำนาจกองทัพมากมายขนาดนั้น จึงเป็นเรื่องน่าศึกษาอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย

พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ถือเป็นกฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตราขึ้นครั้งแรกโดยถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของประเทศฝรั่งเศส และเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรวม 5 ครั้งจนถึงปัจจุบัน จริงๆ แล้วกฎอัยการศึกตราขึ้นไว้สำหรับความมั่นคงของประเทศ ให้ประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของรัฐในกรณีเกิดสงครามและการจลาจล เมื่อรัฐบาลหรือข้าราชการพลเรือนไม่อาจทำหน้าที่ได้ หรือเมื่อกฎหมายปกติไม่สามารถบังคับใช้ได้ โดยมอบอำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในการระงับ ปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่างที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน

ในกฎอัยการศึกเต็มขั้นนั้น นายทหารยศสูงสุดจะยึดอำนาจหรือได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการทหารหรือเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งหมายความว่า อำนาจตามกฎอัยการศึกจึงดูเหมือนจะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้เสมอในสถานการณ์สงครามหรือสถานการณ์พิเศษ เพราะเป็นการถอดอำนาจทั้งหมดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการในระบอบการปกครองให้ขึ้นกับผู้นำกองทัพแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้น เรื่องนี้จึงถือเป็นปัญหาใหญ่ของระบบกฎหมายไทยด้วยเช่นกัน เมื่อกฎอัยการศึกถูกประกาศใช้กับการเมืองภายในแทนภาวะสงครามจากภายนอก จนทำให้ดูเหมือนว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยขึ้นอยู่กับผู้นำกองทัพ ซึ่งสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวยึดอำนาจตามรัฐธรรมนูญของรัฐบาลพลเรือนไปเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นเอง แต่น่าแปลกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและรัฐสภาไม่เคยคิดยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด

ในประวัติศาสตร์ การใช้อำนาจพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 นอกจากมีการใช้ตามเขตชายแดนโดยทั่วไปซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือนแล้ว การประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศนั้นกลับมีขึ้นไม่บ่อยนัก แต่มักเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและอำนาจมากกว่าความมั่นคงของชาติ

ยกตัวอย่างเช่น การประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิม การใช้กฎอัยการศึกรัฐประหารรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 โดย พล.ร.อ.สงัด  ชลออยู่ การใช้กฎอัยการศึกรัฐประหารรัฐบาลรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 โดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และการใช้กฎอัยการศึกรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 โดย พล.อ.สนธิ  บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นต้น

นักกฎหมายบางคนให้ความเห็นว่า ถ้าจะพูดง่ายๆ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ก็คือเครื่องมือของกองทัพบกในการรัฐประหารนั่นเอง

ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 นั้น จึงมีการทบทวนบทเรียนครั้งใหญ่ของประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียของประชาชนอีก มีการออกแบบการเรียนการสอนด้านสิทธิมนุษยชนในหลักสูตรทางการทหาร และสภากลาโหมมีมติว่า การใช้กำลังทางทหารเพื่อสลายการชุมนุมของประชาชนไม่สามารถใช้ได้ หากไม่มีคำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงโดยกองทัพ

ความแตกต่างของ พ.ร.บ.

แต่ทว่า ปัญหาดังกล่าวก็หมุนวนกลับมาอีก เมื่อมีการตราพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขึ้น โดยรัฐบาลพลเรือน สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้อำนาจผู้นำรัฐบาลพลเรือนหรือนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ตามกฎหมายที่ให้อำนาจในการประกาศใช้ได้ครอบจักรวาล ต่างจากกฎอัยการศึกเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อปฏิบัติการใดตามอำนาจหน้าที่แล้ว หากการนั้นกระทำไปโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินกว่าเหตุหรือความจำเป็นแล้ว ก็ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่อย่างใด

การเกิดเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.2553 ก็กลับมาสู่วัฏจักรทางการเมืองแบบเดิมอีก เมื่อผู้นำรัฐบาลพลเรือนใช้อำนาจพิเศษตามกฎหมายการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และสั่งให้กองทัพนำทหารออกมาปราบปรามและสลายการชุมนุมของประชาชน จนอาจกล่าวได้ว่า พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 คือเครื่องมือของกองทัพที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จ และพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คือเครื่องมือของรัฐบาลพลเรือนที่ให้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกันนั่นเอง

ซึ่งทำให้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ คือปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริง ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาทุกสมัย ผมอยากจะสรุปว่า การปฏิรูปประเทศไทยแทบเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดเสียก่อน

ยังไม่นับรวมว่า กฎหมายดังกล่าวยังขัดและแย้งอย่างรุนแรงกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองผ่านรัฐสภา และยังเป็นภาคีมีผลบังคับใช้อยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540

ตามมาตรา 4 ของ ICCPR ระบุว่า ในภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ และได้มีการประกาศภาวะนั้นอย่างเป็นทางการแล้ว รัฐภาคีอาจให้มาตรการที่เป็นการเลี่ยงพันธกรณีของตนภายใต้กฎหมายนี้ได้เท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์เท่านั้น และรัฐภาคีใดแห่งกฎหมายนี้ใช้สิทธิเลี่ยงพันธกรณีดังกล่าว ต้องแจ้งให้รัฐภาคีอื่นทราบโดยทันทีเมื่อประกาศใช้ โดยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติเป็นสื่อกลาง

แต่ในวันนี้ รัฐบาลใช้กฎอัยการศึกมากว่า 6 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้แจ้งเลขาธิการสหประชาชาติและรัฐภาคีให้รับทราบตามมาตรา 4 ของกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด.

cu2photo: www.lokwannee.com

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net