วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทเรียนกรณีน้องไลล่า หมากับการสอบสวนไม่เป็นธรรม


  มีคนคุยกับผมว่า บทเรียนกรณีน้องไลล่า เหนียวไก่หาย เป็นเรื่องเล็กๆ ของสังคม แต่แท้จริงคือปัญหาของรัฐและกระบวนการยุติธรรมไทย ที่สะท้อนถึงความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รัฐในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเรื่องเล็กน้อยนี้ได้ ประชาชนทั่วไปที่เป็นคนเล็กคนน้อยก็คงไม่สามารถเข้าถึงความปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของรัฐได้เช่นกัน

    แน่นอน มีปัญหาใหญ่กว่านี้ในสังคมไทยให้รัฐแก้ไข มีเรื่องใหญ่กว่านี้ที่ประชาชนเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหา และต้องการให้สังคมสนใจมากกว่าเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ ที่กลายเป็นกระแส เพราะอัตลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าทุกข์ แต่หลายคนคิดไปถึงขั้นว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้แม้เรื่องเล็กน้อยนี้ แล้วเรื่องใหญ่กว่านี้จะทำได้อย่างไร มันคือความล้มเหลวของระบบ มันคือความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย

    ขออนุญาตเจาะลึกในเรื่องนี้เพื่อทำให้เห็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะปัญหาในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ซึ่งกำลังมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจในขณะนี้ โดยให้แยกอำนาจสืบสวน-สอบสวนออกจากกัน

    บทเรียนกรณีน้องไลล่า เหนียวไก่หาย ก็คือ ภายหลังจากที่ได้โพสต์คลิประบายความคับแค้นใจกรณีเหนียวไก่หายด้วยภาษาปักษ์ใต้แบบบ้านๆ มีผู้คนสนใจเข้าไปดูกว่าล้านวิว จึงเดือดร้อนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ที่มองว่าอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงเข้าไปไกล่เกลี่ย เกลี้ยกล่อม ซื้อเหนียวไก่ไปปลอบขวัญเจ้าทุกข์จนอิ่มแปล้หายอยาก พร้อมถ่ายคลิปขอโทษประชาชนทั้งประเทศที่ระบายอารมณ์รุนแรงต่อคนลักเหนียวไก่ตามประสาคนใต้พูดจากใจตรงไปตรงมา ไม่นึกว่าจะกลายเป็นกระแสและมีผลกระทบมากมายกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตชั่วข้ามคืนจนผู้ว่าฯ มาเยี่ยมถึงบ้านขนาดนี้

    แค่ต้องถ่ายคลิปขอโทษที่ระบายอารมณ์ไม่สุภาพ ก็ทำให้น้องไลล่าเครียดเกินพอแล้ว แต่ที่ซ้ำร้ายก็คือได้ถูกผู้บังคับการตำรวจจังหวัดสตูลนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างเข้มข้นว่าเหนียวไก่หายไป เพราะเหตุใดกันแน่ เกิดจากการกระทำผิดทางอาญาของผู้ใดหรือไม่ จะได้นำตัวมาดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ให้เข็ดหลาบ มีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบริเวณที่เกิดเหตุเป็นพยานแวดล้อม แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานหรือมีผู้ใดยืนยันว่าเหนียวไก่ห่อนี้หายไปเพราะถูกใครลักขโมย และน้องไลล่าก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกิดจากการกระทำผิดทางอาญา เพียงแต่สันนิษฐานว่ามันน่าจะถูกคนขโมยเอาไปเท่านั้น เพราะเหนียวไก่วางอยู่ในตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ หมาไม่น่าจะมีความสามารถปืนขึ้นมาคาบเอาไปได้ มันจะต้องเป็นคนอย่างแน่นอน แต่ซ้ำร้ายกล้องวงจรปิดดันมาเสียใช้งานไม่ได้ในวันเกิดเหตุเช่นเคย    

    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายผลการสอบสวนที่กระทำกันอย่างละเอียดรอบด้าน ถูกผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูลสรุปว่า ม.ค.ป.ด. (หมาคาบไปแ-ก..) โดยอ้างคำให้การของพยานบุคคลแวดล้อมที่ตำรวจสอบปากคำว่าเคยเห็นหมาอยู่ในบริเวณนั้นหลายตัว น่าจะเป็นผู้คาบเอาไป ซึ่งถ้าคนคาบไปถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ ม.ค.ป.ด. ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาใดๆ เพราะคำว่า “ผู้ใด" ไม่ได้หมายรวมถึงหมาด้วย จะถือว่าเป็นช่องโหว่ของกฎหมายก็คงได้  

    แต่ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ หมาได้คาบเหนียวไก่ห่อนี้ไปจริงหรือไม่ เหตุใดผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูลจึงสรุปเช่นนั้น ทั้งที่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันแน่ชัด ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิดหรือหลักฐานของกลางในปากหมา เป็นธรรมต่อหมาหรือไม่ เนื่องจากตามข้อเท็จจริงได้มีคนโพสต์คลิปในเวลาต่อมา โดยคลุมหน้ารับสารภาพว่าเป็นคนลักเหนียวไก่ห่อนั้นไปจริง พร้อมขอโทษผู้เสียหายที่หยิบฉวยไป เพราะเหนียวไก่หอมชวนกินอดใจไม่ไหว ซึ่งนั่นหมายถึงกรณีมีเบาะแสว่าบุคคลเป็นผู้กระทำผิดฐานลักทรัพย์และถ่ายคลิปรับสารภาพเป็นหลักฐาน แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด เพราะปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิด ก็เป็นหน้าที่ของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจะต้องระดมทีมสืบสวนหาหลักฐาน ว่าผู้ชายที่คลุมหน้าถ่ายคลิปนั้นเป็นใคร เพื่อสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานลักทรัพย์ 

    แต่ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า เจ้าหน้าที่กลับละเลยไม่สืบสวนสอบสวนตามเบาะแสดังกล่าว สรุปการสอบสวนอย่างรวบรัดว่า ม.ค.ป.ด. ซึ่งเป็นการสอบสวนแบบยัดข้อหาหมา ซึ่งไม่มีทางต่อสู้แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะพูดภาษาคนไม่ได้ และไม่มีโอกาสรับทราบข้อกล่าวหาจากตำรวจให้ถ้อยคำต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม

    การสอบสวนแบบยัดข้อหาหมานี้ ได้ทำให้น้องไลล่าเครียดขึ้นเป็นทวีคูณ มีคนโพสต์ไปด่ามากมาย กลายเป็นว่าตนพูดจาเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริง กล่าวหาว่าเหนียวไก่ถูกคนลักขโมย ทั้งที่เหตุเกิดจากหมา รวมทั้งอีกด้านหนึ่งอาจทำให้คนต่อว่าได้ว่าเป็นต้นเหตุให้หมาถูกกลั่นแกล้ง ยัดข้อหาเพื่อปิดคดีรักษาภาพลักษณ์ของจังหวัด จนหลายคนสงสารหมาจับใจ แต่ก็จำเป็นต้องตกกระไดพลอยโจนไปกับตำรวจ เพื่อเป็นการปิดคดียืนยันว่าจังหวัดไม่ได้มีปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถึงขนาดเหนียวไก่ราคาเพียง 30 บาท ใส่ไว้หน้าในตะกร้าหน้ารถยังถูกลักขโมย ผู้คนจะพากันรังเกียจไม่มาเที่ยวในฤดูกาลที่จะมาถึง     

    เรื่องนี้ด้านหนึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดมีความเข้มแข็งต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างยิ่ง เหนียวไก่เพียง 30 บาทหาย ก็ยังใส่ใจสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมาย ทั้งที่น้องไลล่าไม่ได้แจ้งความหรือร้องทุกข์ เพราะถือว่าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ต้องรอผู้เสียหายให้เสียเวลา 

    เสียแต่ก็ว่า การสอบสวนไม่ได้ดำเนินการจนสิ้นกระแสความ ไม่สืบสวนหาตัวผู้โพสต์คลิปรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ลักขโมย ซึ่งถือเป็นเบาะแสสำคัญ แต่รีบสรุปปิดโดยคดีสันนิษฐานว่า ม.ค.ป.ด. ทั้งที่ไม่พยานหลักฐานแน่ชัด นี่คือปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องอำนาจการสืบสวน-สอบสวนที่ทับซ้อนกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ วงสนทนาของผมสรุปว่า นี่ถือเป็นการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรม สร้างความเสียหายต่อหมาอย่างยิ่ง! (ฮา)

    นอกจากหมาแล้ว ผมนึกถึงคดีเกาะเต่า และแพะในคดีอื่นๆ.

 



[เผยแพร่ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23 พฤศจิกายน 2557]
www.thaipost.net/tabloid/231114/99357


โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net