วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวปิล๊อก บ้านอีต่อง ทองผาภูมิ (ตอนที่ 12 : กางเต๊นท์ ทำกับข้าว รับลมหนาว ที่เนินช้างศึก)


(ต่อจากตอนที่ 11)

.......................................................... 

พวกเรานั่งรถกระบะของคุณทิพย์

เดินทางออกจากบ้านป้าเกล็น ประมาณบ่ายโมงครึ่ง

นั่งเขย่าโขยก โยกคลอนกัน ตลอดเส้นทางวิบาก

จนกระทั่งถึงที่ทำการ อบต. ปิล๊อก

จุดนัดพบ ที่เราจะต้องย้ายจากรถกระบะ

ไปนั่งรถตู้คันเดิม (ที่พาเรามาจากกรุงเทพฯ)

หลังจากย้ายรถเรียบร้อยแล้ว

คุณสุพจน์ก็ขับรถตู้ขึ้นเขา พาเรามุ่งหน้า

ไปยังเนินช้างศึก เพื่อเตรียมกางเต๊นท์ไว้เนิ่น ๆ

เนื่องจากวันนั้นเป็นวันเสาร์

นักท่องเที่ยวจะขึ้นมานอนกางเต๊นท์

รับลมหนาว กันมากพอสมควร

ถ้าเราไปถึงช้า อาจจะได้จุดกางเต๊นท์ในทำเลที่ไม่ดี

คำว่าไม่ดี หมายถึง อาจจะอยู่ไกลจากห้องน้ำห้องท่า

หรืออยู่ในมุมอับ มองไม่เห็นวิวทิวทัศน์ ที่ควรจะได้เห็น

เช่น ตื่นเช้ามาไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ได้เห็นทะเลหมอก เป็นต้น

.................

โชคดีวันนั้น เราไปถึงเนินช้างศึกประมาณบ่าย 3 โมง

เพิ่งมีนักท่องเที่ยวมาจับจองพื้นที่กางเต๊นท์แค่ 3 หลัง

คณะของเราไปกัน 7 คน ขนเต๊นท์ไปกันทั้งหมด 8 เต๊นท์

พอดีมีอยู่สมาชิกสองคน ยินดีนอนเต๊นท์เดียวกัน

นอกนั้นนอนเดี่ยว แยกกันคนละเต๊นท์เลย

วันนั้นเราจึงใช้เต๊นท์ไปแค่ 6 หลัง ยังมีเหลืออีก 2 หลัง

ต้องขอชมมาริโอ้ หัวหน้าทัวร์ของเรา และสมาชิก

หลายท่านที่เตรียมเต๊นท์มาเผื่อเพื่อน ๆ      

................

ความสนุก ตื่นเต้น เริ่มต้นตั้งแต่ตอนกางเต๊นท์

ที่ว่าสนุกก็เพราะสมาชิกเราบางคน ไม่เคยกางเต๊นท์มาก่อน

เป็นการเรียนรู้ครั้งแรกในชีวิต ก็ท้าทายไปอีกแบบ

มาริโอ้กับผม ไปเที่ยวแบบนี้บ่อย ๆ รู้วิธีกางเต๊นท์อยู่แล้ว

ส่วนความตื่นเต้นของผม คือลุ้นขออย่าให้ฝนตก

เพราะตอนนั้นมีเมฆสีเทา ๆ ทึม อยู่บนท้องฟ้า

ดูไม่น่าไว้วางใจ ถ้าฝนตกลงมาละก็ คงเละตุ้มเป๊ะ

แต่ก็แอบภาวนาในใจ ขอให้ฟ้าเป็นใจ

ให้ลมพัดพาเมฆดำไปไกล ๆ

.............

ผมตั้งใจว่าพอกางเต๊นท์ของตัวเองเสร็จ

จะไปช่วยเหลือคนที่ยังไม่คุ้นเคย  

แต่ปรากฎว่า แต่ละคนเรียนรู้ สังเกต

ดูตัวอย่าง ฝึกทำเอง บางคู่ก็ช่วยกันทำ

มีการลองผิดลองถูกบ้าง ใช้เวลาไม่นาน

เราก็กางเต๊นท์เสร็จ ทั้งหมด 6 หลัง

...............

จากนั้นมาริโอ้ ก็บอกว่าภารกิจสำคัญต่อไปของเรา คือ

นั่งรถตู้ไปจ่ายตลาดที่บ้านอีต่อง

 

เพื่อซื้อของต่าง ๆ  มาเตรียมทำอาหารกินกัน 2  มื้อ

คือมื้อค่ำวันนี้ และมื้อเช้าวันพรุ่งนี้  

นั่งรถตู้ลงมาประมาณ 15 นาที ก็ถึงตลาด

แต่จุดแรกที่พวกเราแวะคือ ร้านกาแฟสดเจ้าประจำ

ตอนนั้นหลายคนรวมทั้งตัวผม อยากดื่มอะไรเย็น

เพื่อแก้กระหาย หลังจาก ตากแดด ตากลม

กางเต๊นท์บนเนินช้างศึก

.....................

หลังจากนั้นเราก็ไปซื้อของที่ตลาดสด

(เรียกให้ดูดี จริง ๆ มีร้านขายของชำหลัก ๆ แค่ 2 ร้าน

ที่เหลือจะเป็นร้านขายของที่ระลึก อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟัง

ไว้ในบล็อกตอนแรก ๆ)

วันนั้นผมและลูกศิษย์มีหน้าที่ไปหยิบของ ตามที่มาริโอ้ บอก

ผ่านไปประมาณ 20 นาที  ก็หาซื้อของได้จนครบ

ตามที่เราต้องการ

ตอนรอแม่ค้าชาวพม่าคิดตังค์ ถึงได้รู้ว่า

เราซื้อของมาทำกับข้าวเพียบเลย มีทั้ง

... ข้าวสาร 1 กก. สำหรับหุงข้าวสวยเย็นนี้ และทำข้าวตุ้มกุ๊ยตอนเช้า

.... ผักบุ้งจีน ... น้ำปลา ... น้ำมันพืข ... กระเทียม (สำหรับผัดผักบุ้ง)

... ปลาหัวยุ่ง (ปลาแห้งของพม่า เอาไว้ทอด กินกับข้าวต้ม)

    น้องปอ โชว์ ปลาหัวยุ่ง ให้พวกเราดู

... ปูพม่า (เป็นอาหารขึ้นชื่อของบ้านอีต่อง ห้ามพลาด มาริโอ้บอก)

   หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ

... กระหล่ำปลี ... ไข่ไก่ ...ผักกาดกระป๋อง

(นี่ยังไม่รวมข้าวโพดหวาน มันเทศ และมาม่า

ที่ผมเตรียมมาจากกรุงเทพฯ และไหนจะเนื้อหมู คอหมู

เนื้อไก่ Snow Beef และปลาหมึก ที่โซคูล ซื้อแบบแช่แข็ง

มาจากฟู้ดแลนด์ และเอาแช่น้ำแข็งใส่ไว้ที่ท้ายรถตู้

ตั้งแต่วันแรกที่เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ )

นอกจากนั้นสมาชิกบางส่วน

ก็แยกไปหาซื้อของบางอย่างที่ร้านนี้ไม่มีขาย เช่น

 น้ำเปล่า น้ำแข็ง น้ำอัดลม ตะเกียง เทียนไข ถุงดำ

.........

พอได้ของทุกอย่างครบแล้ว

เราก็หิ้วของขึ้นรถตู้ ออกจากตลาดสดบ้านอีต่อง

ขึ้นไปที่เนินช้างศึก เตรียมตัวทำมื้อค่ำกินกัน

ในใจผมหมกมุ่นอยู่กับมันเทศเผา กับข้าวโพดต้ม

(กลัวลูกศิษย์จะไม่กิน อุตส่าห์ซื้อมา

ถ้าเหลือ หรือไม่มีคนกินก็จะเสียของ)

ผมเองตั้งใจอยู่แล้วว่า

มื้อเย็นผมจะกินสองอย่างนี้เป็นหลัก

อายุเริ่มมากขึ้น ร่างกายเผาผลาญอาหาร

ได้ไม่ดีเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว

การกินมื้อเย็นมากไป ก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

เรื่องนี้ผมแอบคิดในใจ ไม่กล้าพูดออกมา

เพราะบรรดาลูกศิษย์กลุ่มนี้

น่าจะคิดต่างออกไป ด้วยวัยที่ต่างกัน 555

 แต่ก็คิดเชิงบวก ดีเหมือนกัน วันนี้จะได้กินอะไร

ที่หลากหลาย มีของเหลือ ดีกว่าขาด

อยากบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตผม

ที่ไปกางเต๊นท์นอนบนเขาสูง

แล้วมีอาหารการกินบริบูรณ์ มากมายขนาดนี้

ถ้าพี่สาวผมที่เป็นพยาบาล ซึ่งเป็นคนรักสุขภาพมาก

มาเห็นเข้า คงตกใจไม่น้อย 555

 .........

ปฏิบัติการทำอาหาร เริ่มต้นดังนี้ครับ

หลังจากจุดเตาที่มาริโอ้ขนขึ้นเขามาทั้งหมด 3 เตา

เป็นเตาที่ใช้แก๊สกระป๋อง 2  เตา และเตาถ่าน 1 เตา

 

เรากระจายงานกันทำ โดยมีมาริโอ้ เป็นคนคอยบอกว่า

เราควรทำอะไรก่อนหลัง และใช้อุปกรณ์ครัวอันไหนกับอะไร

ต้องขอบคุณและชื่นชม มาริโอ้ หัวหน้าทัวร์ของเรา

เขาสุดยอดมากเตรียมอุปกรณ์การทำครัวมาแบบครบครัน

ผมรับผิดชอบทำข้าวโพดต้ม โดยมีอ.เอ ทวีวรรณ

เป็นผู้ช่วยหั่นข้าวโพดแต่ละฝักออกเป็นสองท่อน

ให้ใส่ในหม้อต้มของมาริโอ้ได้พอดี

ส่วนมันเทศเผา ผมได้ อ.โจ้ มาเป็นผู้ช่วย 

 

โซคูลกับน้องปอ ดูแลปิ้งย่าง เนื้อสัตว์

ทั้งสัตว์บก สัตว์ทะเล

และก็ต้องขอบคุณและชื่นชมโซคูลเป็นพิเศษ

ที่เตรียมซ้อสจิ้ม มาหลากหลายชนิด

ทั้งซ้อสบาร์บีคิว ซ้อสผสมโรสแมรี งาขาว

ซ้อสเนื้อย่าง น้ำจิ้มซีฟู้ด...  

ส่วน อ.เอ วรยุทธ์ ทำหน้าที่หยิบจับ

อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ให้สมาชิก

แต่หน้าที่หลักคือ ถ่ายรูปให้พวกเรา

........

เราช่วยกันเร่งทำอาหารต่าง ๆ ให้เสร็จ

เพราะพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน

อากาศเริ่มเย็นลง ลมหนาวพัดมาเอื่อย ๆ

 

มาริโอ้ หัวหน้าทัวร์ของเรา คงจะเหนื่อยพอสมควร

นอนเอนหลัง แผ่หรา หมดเรี่ยวแรงเลย

พอข้าวโพดต้มเริ่มสุกได้ที่ ผมก็ใส่เกลือป่นลงไปนิดหน่อย

สักครู่ก็ยกหม้อข้าวโพดต้มขึ้นมาจากเตา

ใช้ตะเกียบเสียบตรงกลางฝักทำเป็นที่จับ

แจกจ่ายให้ทุกคนกินกันก่อนเลย

 

ช่วงนั้นน้องปอก็ย่างปลาหมึก

มาริโอ้ ส่งเสียงบอกผมว่าให้เตรียมหุงข้าว

เพราะเตาที่ต้มข้าวโพดว่างแล้ว

ผมซาวข้าว ใส่หม้อ ใส่น้ำ ตามปริมาณที่มาริโอ้บอก

ใช้วิธีการหุงข้าวแบบไม่ต้องเช็ดน้ำ

เหมือนกับการหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า

เพียงแต่ครั้งนี้เราหุงด้วยเตาที่ใช้แก๊ส

กะปริมาณน้ำให้พอดีกับปริมาณข้าว

จากนั้นไม่นาน มันเทศเผาฝีมือ อ.โจ้ ก็เสร็จ

ตามมาด้วยเนื้อย่าง ปลาหมึกย่างของน้องปอ

ตอนนี้พวกเราก้เริ่มทยอยกินอาหารที่เสร็จก่อน

แล้วขณะเดียวกันก็ทำอาหารใหม่ ๆ ด้วย

จะได้ไม่ขาดตอน ช่วงนี้เราสลับกันมากินบ้าง

สลับกันไปทำอาหารบ้าง

 โซคูล ทำเมนูกะทะร้อน

อ.โจ้ ย่างหมู ย่างไก่ บนเตาที่เผามันเทศ เมื่อสักครู่นี้

ระหว่างที่กิน ๆ ทำ ๆ กันอยู่นั้น

พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าพอดี

เราเริ่มจุดเทียนไขพม่า (ไร้น้ำตา) ใส่ตะเกียง ให้แสงสว่าง

ผมนั่งกินมันเทศเผา กับอ.เอ วรยุทธ์

เท่าที่สังเกต อาหารจากเตาของโซคูล และน้องปอ

ได้รับคำชมว่าอร่อยมาก น้ำจิ้มก็เด็ด

ช่วงที่ข้าวใกล้จะสุก มาริโอ้ บอกให้ อ.เอ ทวีวรรณ

เตรียมหั่นกะหล่ำปี  ส่วนตัวเขาจะเตรียมตีกระเทียม

เตรียมผัดกะหล่ำให้กินกัน

ช่วงนั้นผมสลับกับ อ.โจ้ ให้เขามากินอาหาร

แล้วผมไปช่วยย่างหมูย่างไก่ ตอนนั้นมืดแล้ว

อากาศเย็น น้ำค้างเริ่มลง

พอข้าวสุก มาริโอ้ก็ลงมือทำกะหล่ำผัดน้ำปลา

ท่าทางคล่องแคล่วมาก ทั้ง ๆ ที่มืดแล้ว

 ตอนนี้พวกเราสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

กินบ้าง ทำบ้าง สลับกันไป

ช่วงที่ผมย่างไก่ เผลอพลิกเอาด้านที่มีหนังไก่

เจอไฟนานไปหน่อย น้ำมันจากหนังไก่

หยดไหลลงไปบนก้อนถ่านร้อน ๆ 

ทำให้เกิดเปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นมา

ได้ยินเสียงลูกศิษย์แซวขึ้นมาว่า

อาจารย์ระวังไฟจะไหม้เต๊นท์นะ

สักครู่ผมได้ไปนั่งกินบ้าง

ได้ชิมหมูย่าง ไก่ย่าง กับน้ำจิ้มของโซคูล

อร่อยทีเดียว ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกอิ่ม

แต่ได้ยินเสียง มาริโอ้บอกว่า

ยังเหลือเมนูไฮไลต์อีกหนึ่งอย่าง

นั่นคือ ปูพม่าต้ม ผมรู้สึกว่าตัวเองกินไม่ไหวแล้ว

หลังจากนั้นไม่นาน ปูพม่าต้ม ก็สุก ให้ทุกคนได้กินกัน

ผมชิมกรรเชียงปูหนึ่งอัน

ลูกศิษย์กินปูต้มกันอย่างเอร็ดอร่อย

 ช่วงนั้น อ.เอ ทวีวรรณ ขอตัวไปอาบน้ำ

พวกเรายังคงนั่งคุยกันอยู่

ผมก็ดูพวกเขากินกันไปเรื่อย ๆ

สรุปแล้วสิ่งที่ผมกังวลว่า ซื้อของมาเยอะแยะ

จะกินหมดหรือ จะเหลือหรือเปล่า

หมดกังวลไปเลย เพราะทีมนี้มีความสามารถในการกิน

ใช้ได้ทีเดียว ผมประมาทลูกศิษย์ไปหน่อย

คราวหน้าถ้าไปเที่ยวด้วยกัน จะไม่ปรามเรื่องอาหารแล้ว

เพราะถ้าซื้อของมาแล้วกินหมด ไม่เหลือ ไม่ทิ้งขว้าง

ก็โอเคครับ อยู่คุยกันอยู่สักพัก เราก็สลับกันไปอาบน้ำ

ผมลืมเล่าให้ฟังถึงสภาพห้องน้ำที่เนินช้างศึก

ซึ่งอยู่ในความดูแลของอบต.ปิล๊อก

ตอนที่เดินทางไปถึงเนินช้างศึก ช่วงเตรียมกางเต๊นท์

ผมเข้าไปสำรวจ ห้องสุขา ฝั่งขวาสำหรับชาย ซ้ายมือของผู้หญิง 

 

ด้านในห้องสุขา มีอ่างล้างมือ โถฉี่อย่างที่เห็น

มีห้องส้วม 2 ห้อง ห้องอาบน้ำ 1 ห้อง    

ด้านในห้องอาบน้ำจะเป็นแบบนี้ครับ

เนื่องจากไม่มีขันให้ตักน้ำอาบ เราเลยใช้

ความคิดสร้างสรรค์ ผ่าขวดน้ำเปล่า

มาเป็นขันตักน้ำอาบ ชั่วคราว

 

อย่างที่บอกว่า ห้องอาบน้ำมีห้องเดียว

เราจึงต้องสลับกันไปอาบทีละคน

บนเนินช้างศึกนี้ ไม่มีไฟฟ้า

เวลาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน

ต้องใช้ไฟฉาย เทียน หรือไม่ก็ตะเกียง

.... ตอนกลางคืน อากาศเริ่มเย็นมากขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ผมก็เข้าเต๊นท์เตรียมตัวนอน

บอกกับลูกศิษย์ว่าพรุ่งนี้ตีห้า จะตื่นมาออกกำลังกาย

จากนั้นไม่นานผมก็หลับไป

...................

แล้วครั้งหน้า ผมจะกลับมาพาพวกเราไปชมบรรยากาศยามเช้า

บนเนินช้างศึก ดูทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้น

และการทำอาหารเช้ามืดของพวกเรา

สำหรับวันนี้ต้องขอตัวไปก่อน สวัสดีครับ

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net