วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวปิล๊อก บ้านอีต่อง ทองผาภูมิ (ตอนที่ 13 : โดนผีหลอก ตอนตีสาม ที่เนินช้างศึก)


เหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน  2557

............................................................................

ผมถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแบบไม่ตั้งใจ ตอนประมาณตีสาม

จากเสียงของนักท่องเที่ยวสองคน

ที่ยืนคุยกันอยู่ด้านนอก

บางช่วงเหมือนเขาสองคนเดินอยู่ใกล้ ๆ

เดินไปเดินมา รอบ ๆ เต๊นท์ของผม

ด้านฝั่งหัวนอน ทางทิศเหนือ

ก็เลยคิดว่า พวกเขาคงจะเป็นนักท่องเที่ยว

ที่เดินทางมาถึงตอนค่ำ ๆ และมากางเต๊นท์ตอนกลางคืน

(หลังจากที่ผมหลับไปแล้ว)

ในใจก็เลยรู้สึกปลอดภัยดี ที่มีอีกหนึ่งเต๊นท์

มากางเป็นเพื่อนอีกหลัง

เพราะเดิมทีเต๊นท์ผมกางอยู่ด้านขวามือ ริมสุด   

จึงรับลมหนาวที่พัดเข้ามาเต็ม ๆ  

พอคิดว่ามีเต๊นท์ของใครก็ไม่รู้

มากาง กั้นลมทางทิศเหนือ ไม่ให้พัดมาปะทะ

กับเต๊นท์ของผมมากเกินไป ก็ดี

และที่สำคัญอุ่นใจขึ้นที่รู้ว่าเต๊นท์ผม

กลายเป็นเต๊นท์ที่อยู่ตรงกลาง

ระหว่างเต๊นท์ของ อ.เอ วรยุทธ์

กับเต๊นท์ของนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาทีหลัง

..................

จริง ๆ ช่วงนั้นผมอยากนอนต่อ แต่ก็นอนไม่หลับ

เพราะนักท่องเที่ยวคู่นั้น พูดคุยกันอยู่

เดาว่าเขาตื่นมาดูดาวบนฟ้ากัน

ผ่านไปสักพัก ผมรู้สึกปวดฉี่ จึงหยิบไฟฉาย

จะไปเข้าห้องน้ำ ....

ตอนที่เดินออกมาจากเต๊นท์ ผมรีบมองไปทางซ้ายมือ

เพราะคิดว่ามีเต๊นท์ของนักท่องเที่ยวสองคนนั้นอยู่

แต่ก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ ไม่มีเต๊นท์ เติ๊นท์ อะไรทั้งนั้น

เริ่มรู้สึกกลัว แว่บคิดถึงผีขึ้นมาซะงั้น

แต่ไม่น่าจะใช่ ก็เราได้ยินเสียงคนคุยกันนี่นา

ถ้าไม่ใช่คน แล้ว เสียงฝีเท้าที่เดินอยู่ใกล้ ๆ เต๊นท์ผมนั้น

มันเป็นเสียงของอะไร คน หรือ ผี ... ผี หรือคน ?

ถ้าเป็นคนแล้วพวกเขาหายไปไหน

แล้วเต๊นท์เขาล่ะ  !!!! 

คิดไปคิดมา ตอนนั้นเริ่มรู้สึกหนาวทั้งกาย หนาวทั้งใจ

อยากจะก้าว กลับเข้าไปในเต๊นท์เพื่อความสบายใจ

แต่ตอนนั้นเริ่มปวดฉี่มากขึ้น

ขืนอั้นไว้ คงไม่ดีแน่

ว่าแล้วก็ตัดสินใจเดินไปห้องน้ำ

ตอนนั้นด้านนอก เงียบมาก เงียบจริง ๆ

แหงนมองขึ้นไปบนฟ้า เห็นดาวยังลอยระยิบระยับอยู่

พอถึงห้องน้ำ ขณะที่ยืนฉี่อยู่ ก็ส่องไฟฉายไปด้านหน้า

ผมเห็นมดตัวจิ๋วเดินกันเป็นทางที่ผนัง

แว่บแรก ก็คิดว่ามดนี่เป็นสัตว์ที่ขยันจัง

ตื่นตั้งแต่ตีสาม แถมมีความสามารถพิเศษ

เดินได้ในความมืด แถมเดินเกาะผนังไม่หล่นลงมาอีกต่างหาก

จากนั้นก็เกิดความคิด และคำถาม แว่บขึ้นมาหลายอย่าง เช่น

...  มดกลุ่มนี้ไม่ได้หลับตอนตีสาม

...  ทำไมมันสามารถเดินได้ในความมืด

...  ถ้ามันไม่ได้อาศัยแสงสว่าง ในการมองเห็นแล้ว มันใช้อะไร

... มดมันมีเลนส์นัยน์ตาพิเศษอะไร

    ที่ทำให้มันมองเห็นได้ดีในที่มืด

...............................

จากนั้นผมเดินฉาย ไฟฉายออกมาจากห้องน้ำ

กลับเข้ามานอนในเต๊นท์ต่อ แต่ก็นอนไม่หลับ

ที่สำคัญตอนนั้น ผมลืมเรื่องผีหลอกไปเลย

ก็ลองย้อนมานึกดูว่า ความรู้สึก “กลัวผี”

หายไปได้ยังงัย หายไปตอนไหน

แล้วก็ได้คำตอบ ของตัวเองว่า

.... ผีจะมีจริง หรือเปล่า ผมไม่รู้

... แต่ในห้องน้ำนั้น มีมดอยู่จริง

... เมื่อเห็นมด ใจเราจดจ่ออยู่กับเรื่องมด

... ตอนนั้นไม่ได้มีเวลา มาคิด มาสนใจเรื่องผี

สรุปว่า ...  “ความสนใจเรื่องมด  เข้ามาทดแทนเรื่องผี ได้”

หมายความว่าถ้าในอนาคต เรารู้สึกกลัว หรือกังวลเรื่องอะไร

ที่มองไม่เห็น ที่ยังมาไม่ถึง ที่ยังไม่เกิดขึ้น

แสดงว่า เรากำลังนึก คิด จินตนาการ

สร้างความรู้สึก กลัวขึ้นมาเอง

ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นมันมีอยู่จริงหรือเปล่า

สิ่งที่เราควรทำก็คือ มองหาสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่เห็นตรงหน้า

แล้วให้เวลากับมัน พิจารณา ตั้งคำถาม พูดคุย

กับมัน สนใจ ใส่ใจ สิ่งนั้น

เหมือนกับตอนที่ผมเจอมดเหล่านั้นในห้องน้ำ

ตอนนั้นในหัวผม เปลี่ยนจุดโฟกัส

จากที่เกิดความลังเลสงสัย (Doubt) ว่า

เสียงที่ผมได้ยินนั้นเป็นเสียงผีหรือคน ?

มาเป็นโฟกัสเรื่องมดที่อยู่ต่อหน้าต่อตา

คิดและตั้งคำถาม เกี่ยวกับมดที่อยู่ตรงหน้า

แล้วช่วงเวลานั้นความคิดเรื่องผี ก็หายไป

โดยมีเรื่องมดเข้ามาแทนที่

ก็อย่างที่บอก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผีมีจริงหรือเปล่า

แต่ที่แน่ ๆ ในห้องน้ำนั้นตอนตี 3  ที่นั่นมีมด จริง ๆ ครับ

.................

หลังจากนั้น ผมก็นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ไปอีกสักพัก

ประมาณตีห้า ก็ได้ยินเสียงลูกศิษย์ 2-3 คน

ตื่นขึ้นมา พูดคุยกัน ผมจึงตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน

ตอนนั้นทุกคนตื่นกันมาหมดแล้ว

แล้ว มาริโอ้ก็พูดขึ้นว่า เมื่อประมาณตีสาม

เขาได้ยินเสียงผู้ชายผู้หญิงสองคนคุยกัน

เข้าใจว่า คงเป็นนักท่องเที่ยวที่ออกมาเดินดูดาวกัน

พอได้ยินอย่างนั้นผมก็รีบพูดทันทีว่า ...

 “อาจารย์ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันสองคน

   เดินไปรอบ ๆ เต๊นท์ด้วย

   แต่พอออกมาจากเต๊นท์ ก็ไม่เจอใครเลย”

  (ผมพูดแค่นั่น เก็บกั๊กเรื่องที่คิดว่าเป็นผีเอาไว้

    ไม่ได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เดี๋ยวเขาจะหาว่าเพ้อเจ้อ 555) 

ทันใดนั้นเอง ความจริงก็ปรากฎ เมื่อมีเสียงพูดว่า ....

“เราสองคนเองแหละ เอ กับ ปอ เราลุกไปเข้าห้องน้ำ

และก็ยืนดูดาว ถ่ายรูปเล่นกัน แป๊บนึง” อ.เอ วรยุทธ์

บอกเล่าด้วยน้ำเสียงปกติ

และทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า

ที่พยายามคิด และจินตนาการไปต่าง ๆ นานา นั้น

แท้จริงแล้ว คือสมาชิกสองคนในกลุ่มเรานั่นเอง

ไม่ใช่นักท่องเที่ยว ไม่ใช่ผีที่ไหน

เฮ้อ โล่งอก    !!!!!

........................................................

ตอนหน้าผมจะพาพวกเราไปชมบรรยากาศยามเช้า

บนเนินช้างศึก และกินข้าวต้มกุ๊ยกับพวกเรา

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ  

อย่าพลาดนะครับ

รับรองว่าอร่อย และสนุกแน่นอนครับ

 

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net